Columnist

ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (จบ)

3 ธันวาคม 2019 เวลา 11:57
ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (จบ)
เปิดอ่าน 303
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

พรรคการเมืองที่รณรงค์เรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหารอาจจะมีบทเรียนจากอดีต

ภาพลักษณ์ของทหารมีผลต่ออนาคตในทางการเมือง

 

ผู้เขียนเคยเป็นทหารเกณฑ์ด้วยการสมัครโดยใช้วุฒิปริญญาตรี จึงเป็นอยู่แค่ ๖ เดือน พอออกมาก็มาอยู่ที่บ้านสวนพลู ทำงานเป็นเลขานุการท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในช่วง พ.ศ. ๒๕๒๓ – ๒๕๒๙ ด้วยลักษณะของ “ไอ้เณร” ที่ศรีษะเกรียนและผอมเก้งก้าง ท่านจึงเรียกตำแหน่งผมว่า บ.ส. หมายถึง “บัณฑิตคนสนิท” เทียบเท่ากับที่พวกนายพลใหญ่ๆ ทั้งหลายเขาต้องมี ท.ส. (นายทหารคนสนิท)

 

ต่อมาพอผู้เขียนจบปริญญาโท ท่านก็เลื่อนตำแหน่งให้เป็น ม.ส. “มหาบัณฑิตคนสนิท” ซึ่งตอนที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นไปเยี่ยมท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่บ้านเชียงใหม่ ในตอนปลายปี ๒๕๒๘ เพื่อขอบคุณท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในความช่วยเหลือที่เขียนบทความและให้สัมภาษณ์สนับสนุนการลดค่าเงินบาทของรัฐบาล (สื่อมวลชนเรียกเหตุการณ์นั้นว่า “วิกฤติลดค่าเงินบาทวันลอยกระทง ๒๕๒๘”) ผู้เขียบนก็ได้ไปต้อนรับ แล้วท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็แนะนำผู้เขียนกับพลเอกเปรมว่า “นี่ครับ คุณก๊วยเจ๋ง ม.ส.มหาบัณฑิตคนสนิทของผม” ทำเอาพลเอกเปรมต้องอมยิ้ม เพราะมีนายทหารคนสนิทตามมาด้วยเช่นกัน

                  

ทหารเกณฑ์ร่วมรุ่นของผู้เขียนหลายคนหรืออาจจะเรียกว่า “ทุกคน” ก็ว่าได้ ล้วนแต่ไม่อยากเป็นทหาร เพราะได้ยินแต่เรื่องที่ไม่ดีของการเป็นทหารเกณฑ์ เช่น เดี๋ยวจะถูกส่งไปรบกับเขมร (ตอนนั้นเรายังมีปัญหาชายแดนกับเขมร ผู้เขียนเป็นทหารเกณฑ์ของกองทัพอากาศ ประจำภาคพื้นดินที่เรียกว่า “ทหารอากาศโยธิน” สังกัดกองบิน ๑ อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทหารเกณฑ์ที่นี่ส่วนหนึ่งพอฝึกเสร็จแล้ว จะต้องไปประจำที่ฐานเรดาห์และหน่วยรบตามชายแดน) การฝึกซ้อมก็หนัก ครูฝึกก็ดุ ถูกโขกสับ และต้องไปรับใช้ตามบ้านนายทหาร เป็นต้น

 

ซึ่งพอผู้เขียนไปเป็นจริงๆ ก็เป็นจริงตามที่คนรุ่นก่อนๆ (ที่เคยเป็นทหารเกณฑ์มาแล้ว)ว่าไว้ ผู้เขียนเองก่อนที่จะไปสมัครเป็นทหารเกณฑ์(เพราะไม่อยากเสี่ยงจับสลากใบดำใบแดง ซึ่งถ้าจบปริญญาตรีต้องเป็นเต็มที่ ๑ ปี)มีน้ำหนักตัวราว ๗๐ กิโลกรัม พอฝึกได้แค่สามเดือนน้ำหนักลดเหลือ ๕๕ กิโลกรัม (หน้าท้องหน้าขานี้แตกลายงาเหมือนคนเพิ่งคลอดลูกอย่างไรอย่างนั้น) เงินเบี้ยเลี้ยงสมัยนั้นทหารเกณฑ์ได้คนละ ๑๘ บาทต่อวัน ก็ถูกหักโน่นหักนี่ เช่น ค่าชุดและเครื่องหมายต่างๆ (นอกเหนือจากชุดที่ใส่ประจำและชุดฝึกที่แจกให้คนละ ๒ ชุด) ค่าดูมวย(ทั้งที่ไม่ได้ดูเพราะเขาเอาแต่จำนวนไปแจ้งนายสนาม ซึ่งก็บริหารจัดการโดยกองบิน ๑ นั่นแหละ) และค่าการกุศลต่าง เป็นต้น จนเหลือเงินวันละ ๔ – ๕ บาท ซึ่งเขาจะเก็บไว้ให้โดยไม่มีการทำบัญชีอะไรแต่อย่างใด ตอนที่ผู้เขียนพ้นเกณฑ์ออกมาแล้วไปขอเบิกสิ่งของกับเงินที่เขาเก็บให้ไว้นี้ จำได้ว่ามีเงินเหลืออยู่แค่ ๘๐๐ กว่าบาท ถ้าหารด้วยจำนวนวันที่เป็นทหารเกณฑ์ ๖ เดือน หรือ ๑๘๐ วัน ก็จะได้รับเงินวันละ ๔ บาทกว่าๆ เท่านั้น

 

 

อีกตัวอย่างหนึ่งของ “ความไม่อยากเป็นทหารเกณฑ์” ก็คือ การที่นักเรียนชั้นมัธยมต้องพยายามเรียน ร.ด. ให้ได้ ๓ ปี เพื่อจะได้ไม่ต้องไปจับใบดำใบแดงเป็นทหารเกณฑ์เมื่อถึงอายุ ๒๑ ปี ที่ส่วนใหญ่หรืออาจจะทั้งหมดก็ด้วยความ “กลัวการเป็นทหาร” นี่เอง (ต้องขออนุญาตเล่าเรื่องส่วนตัวอีกนิดหนึ่ง ว่าทำไมผู้เขียนจึงไม่ได้ ร.ด.ให้จบ ก็เพราะว่าตอนนั้นเป็นช่วงหลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งคนจำนวนหนึ่ง “เกลียดชังทหาร”

 

ผู้เขียนเองก็อยู่ในบรรยากาศนั้น จึงร่วมแอนตี้ทั้งที่เรียนมาได้ ๑ ปีแล้ว พอถึงยุคที่ลูกชายของผู้เขียนเรียนมัธยมก็เล่าเรื่องความทุกข์ยากที่ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ให้ลูกฟัง เพื่อโน้มน้าวให้ลูกเรียน ร.ด.ให้จบสามปี แต่ก็พบว่านักเรียนมัธยมส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องนี้ดี และพยายามเรียน ร.ด.จนจบด้วยความตั้งใจทุกคน)

                  

การออกมารณรงค์ยกเลิกการเกณฑ์ทหารของพรรคการเมืองบางพรรค จึงจับจุด “ความน่ากลัวของการเป็นทหาร” ของบรรดาเยาวชนนี้เป็นหลัก เช่น ก็ยังมีการปล่อยคลิปปล่อยข่าวเรื่องทหารเกณฑ์ถูกฝึกหนักจนตาย ข่าวเรื่องทหารเกณฑ์ที่หัวแข็งถูกครูฝึกซ้อมจนตาย หรือเรื่องให้ทหารเกณฑ์ไปเลี้ยงไก่หรือรับใช้ตามบ้าน เป็นต้น แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือความพยายามที่จะ “ชำแหละภาพลักษณ์” ของกองทัพให้ดู “น่าเกลียดน่าชัง” (นอกเหนือจาก “น่ากลัว” แบบเก่าๆ)

 

อย่างกรณีของการ “ชำแหละงบประมาณกระทรวงกลาโหม” ที่มีทั้งความลึกลับและความยากลำบากในการตรวจสอบ ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการที่ต้องการจะทำให้ทหารดูแย่ลงไปเรื่อยๆ และก็แน่นอนว่ากระบวนการนี้จะไม่จบลงง่ายๆ คือน่าจะมี “ของเล่นใหม่ๆ” ออกมาอีกเป็นระยะ จนกว่าที่ “ภารกิจ” จะบรรลุผล

 

 

พรรคการเมืองที่รณรงค์เรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหารอาจจะมีบทเรียนจากอดีต เพราะในครั้งหลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่กลุ่มปัญญาชน “คิดว่า” สามารถขับไล่ทหารออกไปจากเวทีการเมืองได้แล้ว พร้อมกับความเชื่อที่ว่าทหารคงไม่กลับมามีอำนาจอีก เพราะ “คนไทยไม่เอาทหารแล้ว” แต่พอกลุ่มปัญญาชนเหล่านี้ใช้เสรีภาพเกินขอบเขต สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง ที่สุดทหารก็ทำให้กลุ่มปัญญาชนถูกทำให้เชื่อว่าเป็น “คอมมิวนิสต์”

 

กระแสสังคมก็ตีกลับและไม่ขัดขืนที่จะให้ทหารมา “เอาคืน” ในการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นั่นก็คือกลุ่มคนไทยที่ไม่ใช่เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่(ในยุคนั้น) ที่ยังมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและได้ “เปลี่ยนใจ” ซึ่งก็ไม่ต่างจากในปัจจุบันที่ในการทำรัฐประหารทุกครั้ง ก็ได้รักการสนับสนุน “ด้วยความเห็นอกเห็นใจ” จากพวกคนรุ่นเก่าที่ไม่ชอบเห็นความวุ่นวายในบ้านเมืองนี่เอง

                  

ดังนั้นจึงอาจจะเป็นไปได้ว่า ถ้าจะ “เอาชนะทหาร” ให้ได้ ก็จำเป็นจะต้อง “มัดใจ” คนรุ่นใหม่ให้มีทัศนคติที่ฝังแน่นถึง “ความไม่ดีไม่งาม” ของทหาร โดยการตอกย้ำด้วยข้อมูลข่าวสารในแนวนี้อย่างต่อเนื่อง  โดยไม่ต้องไปสนใจคนรุ่นเก่าที่ยังคงมีทัศนคติที่ “เอาแน่ไม่ได้” ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต

                  

ผู้เขียนเชื่อว่าทหารคงจะถือเป็นหน้าที่อันสำคัญที่จะต้องปกป้องประเทศไทยนี้ต่อไป และคงพยายามที่จะเข้าไปมีบทบาทในทางการเมืองนั้นให้ได้ เพราะทหารเชื่อเสียแล้วว่าความมั่นคงทางการเมืองก็คือความมั่นคงของประเทศ แต่บทบาทของทหารในทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตก็ต้องขึ้นอยู่กับ “ภาพลักษณ์” ของทหารนั้นแล ว่าจะทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ “เชื่อถือ” ทหารได้เพียงไร

                  

คนยุคใหม่เขาปรับตัวกันแล้ว ทหารหล่ะ “ท่านปรับตัวกันบ้างหรือยัง”

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน