Columnist

ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๗)

28 พฤศจิกายน 2019 เวลา 7:50
ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๗)
เปิดอ่าน 345
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

ทำไมคนรุ่นใหม่จึงต่อต้านการเกณฑ์ทหาร?

                  

“ทัศนคติ” แปลเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ได้ว่า “ความเชื่อความคิดที่ฝังอยู่ในหัวผู้คน” ซึ่งในทางวิชาการมีการค้นพบว่า ทัศนคตินี้เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของคนแต่ละคน ที่ถ่ายทอดผ่านสถาบันทางสังคมต่างๆ ตั้งแต่ในครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มสนใจหรือกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงชุมชนภายนอก จนกระทั่งระบบโลกหรือโลกาภิวัฒน์ ทั้งนี้ทัศนคติอาจแปรเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้และมีประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

                  

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้อ่านข่าวจากสื่อโซเชียลข่าวหนึ่ง เขาบอกว่าขณะนี้ได้เกิด “สงครามระหว่างวัย” ขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่าง “คนรุ่นเก่า” (ที่ในข่าวเรียกว่า “The Boomer”) ที่หมายถึงคนที่มีอายุ ๕๕ ปีขึ้นไป คือพวกที่เกิดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา (ค.ศ.๑๙๔๖ – ๑๙๖๔) กับพวก “คนรุ่นใหม่” (ที่ในข่าวเรียกว่า “ The New Gen”) ที่มีอายุ ๕๕ ปีลงมา โดยคนรุ่นใหม่กล่าวหาว่าคนรุ่นเก่าชอบมา “จู้จี้จุกจิก” หรือ “บังคับบงการ” กับชีวิตของพวกเขามากเกินไป พร้อมกับโทษว่าคนรุ่นเก่านี้เองที่ “ทำลายโลก” คือใช้ทรัพยากรของโลกอย่างฟุ่มเฟือย แล้วปล่อยปัญหาเหล่านั้นมาให้คนรุ่นใหม่ต้องรับเคราะห์ ในขณะที่คนรุ่นเก่าก็ตอบโต้ว่า คนรุ่นใหม่นั่นแหละที่ “ไม่รู้จักโต” (ในข่าวเรียกว่า Peter Pan Syndrome”) อยู่กับความเพ้อฝัน คิดหรือทำแต่สิ่งที่ไร้สาระ โดยในข่าวของสื่อโซเชียลดังกล่าวได้รายงานข่าวที่เป็นไวรัลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในขณะนี้ นั่นก็คือข่าวของโคลอี้ สวาร์บริก สมาชิกสภานิติบัญญัติชาวนิวซีแลนด์ ได้อภิปรายสนับสนุนนโยบาย Zero Carbon (การลดโลกร้อนด้วยการไม่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ซึ่งในขณะที่อภิปรายได้มีสมาชิกสภาอาวุโสส่งเสียงขึ้นมาขัดจังหวะ สวาร์บริกจึงพูดขึ้นว่า “OK Boomer” ซึ่งในข่าวบอกว่าคำนี้เป็นคำถากถางที่แรงมาก ที่ใช้กันอยู่ในหมู่ของพวก New Gen เพื่อตอบโต้คนรุ่นเก่าที่ชอบมาวุ่นวายกับชีวิตของพวกเขา (คนรุ่นเก่าที่เกิดในยุคหลังสงครามโกลครั้งที่ ๒ มีอัตราการเกิดที่สูงมาก หมายถึงการไม่สนใจที่จะคุมกำเนิด คำนี้จึงอาจจะแปลเป็นไทยหยาบๆ อย่างที่เคยมีคำพูดล้อเลียนกันว่า “ไอ้ปลอกแตก” อะไรทำนองนี้)

 


 

ในกรณีของประเทศไทยที่คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งซึ่งนำโดยพรรคอนาคตใหม่ ได้รณรงค์ให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร กรณีนี้ในความเห็นของผู้เขียนก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามระหว่างวัย” ที่ว่า ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” ตัวแรกก็คือ “นกที่ชื่อทหาร” อันเป็น “เป้าหมายที่เปิดเผย” คือมุ่งยิงตรงเป้าเข้าไปเพื่อทำให้ทหารนั้นเสียศูนย์ ด้วยข้อความโจมตีว่าทหารคือศัตรูของประชาธิปไตย ตัวต่อมาก็คือ “นกที่ชื่อรัฐบาล” เพราะเป็นรัฐบาลที่ค้ำจุนโดยทหาร เมื่อทหารพัง รัฐบาลก็น่าจะพังไปด้วย และอีกตัวหนึ่งก็คือ “นกที่ชื่อคนรุ่นเก่า” ที่ผู้เขียนคาดเดาว่าเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ที่พรรคอนาคตใหม่อาจจะมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ต่อต้านพรรคอนาคตใหม่อยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมกับความคาดหวังของพรรคอนาคตใหม่ว่า การเมืองในอนาคตพวกคนรุ่นเก่าจะต้องหมดไป แล้วแทนที่ด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีพรรคอนาคตใหม่นี่เองเป็นแกนนำ เข้าทำนอง “ฆ่าพ่อนกแม่นกเดิมเสียก่อน แล้วเอาลูกมันมาเลี้ยงให้ภักดีต่อพ่อแม่คนใหม่”

                  

ในช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน ก็มีการแชร์ข่าวสารจากผู้สื่อข่าวฉายา “ลับลวงพราง” ที่นำบทความของ “เสืออากาศ ๒๔/๗” ว่าด้วย “ต่อต้านการเป็นทหาร” มานำเสนอ สาระของบทความน่าจะเป็นการตอบโต้การรณรงค์ให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารของพรรคอนาคตใหม่ โดยพูดถึงอันตรายของการกระทำดังกล่าว ด้วยการเปรียบเทียบว่า “ทหารคือเม็ดเลือดขาว” โดยที่ประชาชนก็คือ “เม็ดเลือดแดง” ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากที่เดียวกันคือจาก “ไขกระดูก” ทหารกับประชาชนจึงเป็น “เลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน”

                  

หน้าที่ของเม็ดเลือดขาวก็คือ “สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และทำลายเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย” จึงเปรียบได้กับทหารที่ปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ การยกเลิกการเกณฑ์ก็คือการลดจำนวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อประเทศชาติ ทั้งนี้ผู้เขียนได้พยายามย้ำเรื่องนี้ตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายว่า อยากให้มองเรื่องการเกณฑ์ทหารนี้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดขาวที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการมีชีวิต คนที่คิดจะยกเลิกการเกณฑ์ทหารคือคนที่ไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ (ผู้เขียนไม่รู้รายละเอียดในข้อความการรณรงค์ยกเลิกการเกณฑ์ทหารของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งอาจจะมีเรื่องของการคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ ทหารจึงออกมาเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นการตอบโต้) และเป็นคนที่ “เป็นอันตรายต่อประเทศ”

 


 

หากจะวิเคราะห์ไปตามทฤษฎีว่าด้วยเรื่องพัฒนาการของทัศนคติ คนรุ่นใหม่ของไทยกลุ่มนี้(กลุ่มที่ต่อต้านการเกณฑ์ทหาร)น่าจะมีประสบการณ์และได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการแทรกแซงทางการเมืองของทหารในประเทศไทยมาโดยตลอด แต่มีการตระหนักรู้แตกต่างกับคนรุ่นเก่า คือคนรุ่นเก่าจะตระหนักรู้ว่าทหารเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและอธิปไตยของชาติ ทหารจึงสามารถทำการปฏิวัติรัฐประหารได้ เมื่อเห็นบ้านเมืองอยู่ในอันตราย ในขณะที่คนรุ่นใหม่ตระหนักรู้อีกแบบหนึ่งว่า ทหารก็เป็นแค่ข้าราชการพวกหนึ่ง ทหารจึงต้องทำงานภายใต้นโยบายของรัฐบาล ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยด้วยแล้ว ก็ต้องทำงานภายใต้การกำกับตรวจสอบของประชาชน ทหารจะทำอะไรตามอำเภอใจอย่างที่เป็นมาในอดีตไม่ได้

                  

ยิ่งไปกว่านั้น คนรุ่นใหม่ไม่ได้กลัวทหารเหมือนคนรุ่นเก่า เพราะจากประสบการณ์ที่มีม็อบต่อต้านอำนาจรัฐในช่วงเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ทหาร(รวมถึงตำรวจ)ก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ บ้านเมืองก็ไม่สงบ แม้แต่เมื่อทำรัฐประหารขึ้นมามีอำนาจเต็มตัวแล้ว ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองอะไรได้ มีแต่ความพยายามที่จะใช้อำนาจต่างๆ ในการควบคุมสถานการณ์ “ให้อยู่ในความสงบ” และให้อยู่ในอำนาจต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด แม้แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ก็บังคับใช้ในลักษณะดังกล่าว (คนกลุ่มนี้จึงอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ) รวมทั้งมีความเชื่อว่าทหารไม่ได้ “รักชาติ” อย่างแท้จริง มีแต่ “รักพวกพ้อง” ดังที่มีการเกาะกลุ่มกันเป็นรุ่นเป็นเหล่า และ “ไม่สามารถจะแตะต้องได้”

                  

ทัศนคติอย่างนี้น่ากลัวมากเหมือนกับกำลังมองทหารว่าเป็น “มะเร็งเม็ดเลือดขาว”

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน