Columnist

ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๖)

19 พฤศจิกายน 2019 เวลา 11:31
ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๖)
เปิดอ่าน 372
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

กลุ่มนักการเมืองที่สูญเสียอำนาจเพราะเหตุรัฐประหารครั้งนั้นยังมี “กลุ่มคนรุ่นใหม่”เติมโตขึ้นมา

 

ทัศนคติของคนไทยที่มีต่อทหารเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

                  

ผู้เขียนมีข้อวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติดังกล่าวออกเป็น ๔ ยุคสมัย ดังนี้

                  

ยุคสมัยแรก สำหรับผู้คนที่เกิดและเติบโตมาในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ มาจนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ จะมีทัศนคติไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ปกครองประเทศ ซึ่งประการหนึ่ง อาจจะเกิดจากความคุ้นชินกับที่เคยถูกปกครองมาแบบ “ข้า-เจ้า บ่าว-นาย” ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช จึงไม่อยากจะยุ่งเรื่องของ “เจ้านาย” รวมถึงที่บางส่วนก็คาดหวังว่า ผู้ปกครองคณะใหม่(คณะราษฎร)นี้จะดีกว่าคณะเก่า(กษัตริย์และขุนนาง)

 

ประการต่อมา ด้วยระบบการสื่อสารสาธารณะ เช่น หนังสือพิมพ์ ยังไม่ทั่วถึง (วิทยุเพิ่งจะมีแพร่หลายก็หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ส่วนโทรทัศน์ยังเป็นแค่ “จินตนาการ” อยู่ในยุคนั้น) จึงไม่มีเรื่องอะไรให้ผู้คนสนใจพูดคุยกัน และประการสุดท้าย รูปแบบและวิธีการปกครองของคณะราษฎรในช่วงนั้น ที่ยัง “ปิดทึบ” คือยังมีลักษณะที่เป็นเผด็จการ ด้วยการปกครองโดยบุคคลคณะเดียว ที่ยังระมัดระวังถึงภัยรอบด้านภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร่วมด้วยความ “เกรงกลัว” ของประชาชนที่ไม่อยากจะตอแยกับกลุ่มผู้มีอำนาจเหล่านั้น ที่คงจะมีความน่ากลัวมาก เพราะมีความสามารถถึงขนาดที่ “ล้มเจ้า” ได้

                  

ยุคสมัยที่สอง เป็นช่วงของผู้คนที่เติบโตมาหลังครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ อันเป็นยุคสมัยที่ประชาชนเริ่ม “โงหัว” กล้าต่อสู้กับการแสวงหาอนาคตของตน พร้อมกับอยากเห็นบ้านเมืองก้าวไปสู่ “ความเป็นประชาธิปไตย” สื่อหนังสือพิมพ์มีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจมากขึ้น ข่าวสารต่างๆ มีช่องทางสื่อสารไปสู่สาธารณะอย่างกว้างขวางผ่านสื่อวิทยุและโทรทัศน์

 

รวมถึงอารยธรรมของประเทศประชาธิปไตยที่ถ่านทอดผ่านภาพยนตร์และดนตรี ทำให้การตื่นตัวในเรื่องบ้านเมืองของคนไทยเพิ่มมากขึ้น มีการประท้วงการเลือกตั้งสกปรกในปี ๒๕๐๐ ที่เริ่มจากภายในรั้วมหาวิทยาลัย จากนั้นกลุ่มปัญญาชนต่างๆ ก็ขยายเครือข่ายในการปลูกฝังแนวคิดต่อต้านเผด็จการและสร้างสรรค์ประชาธิปไตย กระทั่งเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แม้ว่าบ้านเมืองจะเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวาย และท้าทายให้ทหารฟื้นคืนสู่อำนาจในเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

 

แต่ก็ได้สร้าง “จิตสำนึก” ของการต่อต้านทหารให้แน่นหนามากขึ้นด้วย ซึ่งผู้คนในยุคสมัยนี้ต่อมาได้มีบทบาทเข้มข้นในยุคสมัยที่สามและสี่ ด้วยการเข้ามาทำงานการเมืองอย่างเต็มตัวเป็นจำนวนมาก ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

                  

 

 

ยุคสมัยที่สาม เป็นช่วงของผู้คนที่เติบโตมาหลังเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จนถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ อันเป็นยุคสมัยที่มีความน่าสนใจมาก เพราะผู้คนในยุคสมัยแรกแก่ชราและหมดบทบาทไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ พร้อมกับผู้คนในยุคสมัยที่สองที่ขึ้นมามีบทบาทอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ร่วมกับการสานประโยชน์กันของนักการเมืองกับทหาร ภายใต้รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ และการนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็น “ทหารน้ำดี” ทำให้ประชาชนมีมุมมองต่อทหารที่ “สบายใจขึ้น” ระดับหนึ่ง

 

โดยคาดหวังว่าทหารคงจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ที่สุดก็อาจจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร แต่พอเกิดการรัฐประหารในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ก็ทำให้ประชาชนต้องมาคิดใหม่ และกลับไปไม่ไว้วางใจทหารดังเดิม พร้อมกับการเกิดขึ้นของกระแส “ปฏิรูปการเมือง” ก็คือการสร้างระบบการเมืองที่ดี เพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดี พร้อมกันกับที่จะป้องกันไม่ให้ทหารเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ด้วยการเสริมสร้างบทบาทของภาคประชาชน อันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

                  

ยุคสมัยที่สี่ เป็นยุคสมัยของผู้คนที่เติบโตมาในช่วงการปฏิรูปการเมืองใน พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อันเป็นยุคสมัยของคนไทยที่กำลัง “ถ่ายเลือดทางความคิด” โดยมีความคิดที่แตกต่างกันเป็น ๒ ขั้ว อันเป็นผลมาจากการเพิ่มบทบาทของประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและควบคุมรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบพรรค

 

ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ ก็ทำให้พรรคการเมืองที่มีการจัดตั้งเป็นอย่างดีอย่างพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งได้จำนวน ส.ส.เข้ามาเป็นเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดและได้เป็นรัฐบาล

 

จากนั้นรัฐบาลดังกล่าวก็ได้ทำการบิดเบือนรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ด้วยการพยายามที่จะเข้าครอบงำองค์กรในการตรวจสอบต่างๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นรัฐสภา จนเมื่อกลุ่มการเมืองเดิมนี้ชนะเลือกตั้งอีกครั้งใน พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็เกิดกระแสต่อต้านออกไปนอกสภา พอดีกันกับที่มีการขายหุ้นโทรคมนาคมของผู้นำรัฐบาลให้แก่สิงคโปร์โดยไม่เสียภาษี ทำให้ผู้คนออกมาต่อต้านมากขึ้น จนรัฐบาลต้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ในต้นปี ๒๕๔๙ แต่ก็ถูกประท้วงจนเป็นโมฆะ และการประท้วงก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทั่งทหารต้องออกมายึดอำนาจในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

                  

   

การยึดอำนาจของทหารในครั้งนั้นดูเหมือนว่าจะได้รับความชื่นชมจากประชาชนอยู่พอควร พร้อมกับความคาดหวังที่ทหารจะได้มาจัดการกับ “ระบอบทุนนิยมสามานย์” ที่เกิดจากฝีมือของรัฐบาลชุดนั้น พร้อมกับการวางแนวทางไปสู่การเมืองใหม่ แต่ทหารก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก จนได้รับการเสียดสีว่า “ปัสสาวะไม่สุด”

 

แม้ว่าภายหลังการเลือกตั้งในปลายปี ๒๕๕๐ จะทำให้ได้มาซึ่งรัฐบาลใหม่ แต่กระแสความนิยมของผู้นำในรัฐบาลเก่าก็ยังมีอยู่มาก ซึ่งก็ได้สร้างความวุ่นวายให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมาก เกิดการจลาจลอยู่ทั่วไป ที่สุดต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในปี ๒๕๕๔ ที่ได้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคนแรก ซึ่งก็เป็นน้องสาวของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาว จนเมื่อมีการพิจารณาพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ ที่เรียกว่า “ฉบับสุดซอย” ก็ทำให้ผู้คนออกมาต่อต้านรัฐบาล เป็นการจลาจลยืดเยื้อข้ามปี

 

กระทั่งทหารเข้ายึดอำนาจอีกครั้งในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งทหารชุดนี้แม้จะได้การยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก แต่ก็ยังมีฝ่ายที่ต่อต้านอยู่มากเช่นกัน เพราะนอกเหนือจากกลุ่มนักการเมืองที่สูญเสียอำนาจไปเพราะเหตุรัฐประหารในครั้งนั้นแล้ว ยังมี “กลุ่มคนรุ่นใหม่” ที่เติบโตขึ้นมาในช่วงเวลานี้ ได้เพิ่มจำนวนของผู้ต่อต้านให้มีมากขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากเสียงของผู้ลงคะแนนคนรุ่นใหม่ที่ลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองในแนวทางนี้ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมที่ผ่านมา

                  

ทัศนคติของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ที่มีต่อทหารเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะคาดว่าน่าจะมีผลต่ออนาคตของการเมืองไทยเป็นอย่างมาก


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน