Columnist

ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๔)

7 พฤศจิกายน 2019 เวลา 7:00
ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๔)
เปิดอ่าน 425
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

ปัญหาของประชาธิปไตยไทยคือ “ยืมจมูกทหารหายใจ”

                  

ผู้ที่ยืมจมูกทหารมาหายใจตลอดเวลาก็คือ “นักการเมืองและคนไทยจำนวนหนึ่ง”

                  

ในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อันเป็นยุคที่แสดงถึงการคืนสู่อำนาจของทหารภายใต้การอำพรางให้ใช้อำนาจร่วมกันของรัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ ที่ทหารเป็นผู้กำกับการร่าง โดยวางหมากให้ “กลุ่มอำนาจเก่า” คือ “ทหารและข้าราชการ” กับ “กลุ่มอำนาจใหม่” คือ “นักการเมืองและกลุ่มทุน” มาประสานประโยชน์กัน ด้วยกระบวนการทางการเมืองแบบ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ก็ทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพค่อนข้างมั่นคงอยู่ได้เป็นระยะเวลาพอสมควร แต่พลันที่พลเอกเปรมวางมือภายหลังการเลือกตั้งตอนกลางปี ๒๕๓๑ มาสู่มือของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ การเมืองไทยก็เริ่มก่อคลื่นแห่งความปั่นป่วนขึ้นในทันที

                  

ดังที่ได้เล่ามาแล้วว่า พลเอกชาติชายเป็นทายาทของนักการเมืองกลุ่มบ้านราชครู ซึ่งครองอำนาจมาในยุคที่ “ทหารครองเมือง” ช่วง พ.ศ. ๒๔๙๐ – ๒๕๐๐ ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพวก “กลุ่มอำนาจเก่า” แต่ด้วยความที่พลเอกชาติชายได้ถูกเนรเทศให้ไปอยู่ยังต่างประเทศกว่าสิบปี จึงอาจจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเกี่ยวกับบทบาทของทหารกับกระบวนการทางการเมือง ซึ่งพลเอกชาติชายคงจะมีความเห็นว่า ทหารไทยแม้จะมีความสำคัญในทางการเมือง แต่ไม่ควรจะเข้ามามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง คือควรจะมีหน้าที่แค่ช่วยคุ้มกันปกป้องรัฐบาล ตามบทบาทหน้าที่ที่เป็นข้าราชการในฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น

           

ความพยายามที่จะ “ขีดวงอำนาจ” ให้ทหาร “อยู่ข้างๆ” รัฐบาล เป็นความคิดที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ของประเทศไทย เพราะจากการที่พลเอกชาติชายพยายามจะผลักดันนโยบายดังกล่าว โดยที่ทหารก็น่าจะ “รู้เท่าทัน” พลเอกชาติชาย เพราะทหารที่เคยมีอำนาจมากจนสามารถครอบงำนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้ในระดับหนึ่ง แต่พอมาถึงยุคพลเอกชาติชายกลับถูกลดบทบาทลง โดยเฉพาะในเรื่องของผลประโยชน์ที่สามารถใช้อำนาจในตำแหน่งต่างๆ ทางการเมืองเข้ากอบโกยกันได้โดยง่าย ซึ่งแทนที่ทหารจะขัดขวางผลประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ของนักการเมือง แต่กลับปล่อยให้นักการเมืองตักตวงกันอย่างโจ๋งครึ่ม จนดูเหมือนว่าได้มีการวางแผนการณ์ให้ไปสู่ “จุดหมาย” บางอย่าง

 


 

พลเอกชาติชายก็น่าจะรู้เท่าทันทหารอยู่บ้างเช่นกัน ด้วยความพยายามจะถ่วงดุลอำนาจในกองทัพ โดยการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ให้ทหารแต่ละรุ่นอย่างสมดุล แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เป็นที่พอใจของทหารบางกลุ่ม และมีข่าวว่าจะมีการ “ต่อต้าน” รัฐบาลด้วยความรุนแรง พลเอกชาติชายจึงคิดที่จะใช้ “ไพ่ใบสุดท้าย” คือแต่งตั้งให้พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อจัดการกับทหารกลุ่มดังกล่าว แต่ในขณะที่กำลังนำพลเอกอาทิตย์ขึ้นเครื่องบินที่กองบินหทารอากาศ เพื่อไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ถูกกำลังทหาร “จี้” และจับไปคุมขังไว้ ในตอนเช้าของวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ซึ่งต่อมาอีกไม่กี่ชั่วโมงก็มีการประกาศว่าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลแล้ว

                  

รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกชาติชายคงจะสร้างความเคียดแค้นชิงชังไว้กับทหารบางกลุ่มไว้มากพอสมควร เพราะต่อมา รสช.ได้ประกาศยึดทรัพย์พลเอกชาติชายกับรัฐมนตรีคนอื่นๆ รวม ๑๕ คน โดยอ้างเหตุผลหนึ่งในแถลงการณ์ของคณะ รสช.ว่า เพื่อจัดการกับการคอร์รัปชั่นที่รัฐบาลของพลเอกชาติชายได้ร่วมกันกระทำ ถึงขั้นที่เรียกรัฐบาลชุดนั้นว่า “บุฟเฟต์คาบิเนต” ซึ่งนี่กระมังที่เป็น “จุดหมาย” ของคณะทหารที่วางแผนการณ์เหล่านั้นมาโดยตลอด

           

โดยเหตุที่ทหารได้ทำการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงถูกยกเลิกไปในทันที ว่ากันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างขึ้นมาเพื่อ “นายทหาร” และต้องเป็นทหารอย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เท่านั้น และไม่เหมาะที่จะให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังที่ได้เห็นจากชะตากรรมของรัฐบาลของพลเอกชาติชายดังที่กล่าวมานั้น ด้วยเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ ในระบบการเมืองไทยไม่มีใครมีอำนาจยิ่งกว่าทหาร จะกีดกันทหารออกจากวงการเมืองอำนาจในระบบการเมืองไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ว่าทหารจะขึ้นมาครองอำนาจเอง ก็ต้องได้นายทหารที่เป็นที่ยอมรับของทหารด้วยกันนั้นเท่านั้น เพราะทันทีที่นายทหารคนนั้นเสื่อมความเคารพนับถือในหมู่นายทหารลงแล้ว ก็คือการสิ้นสุดของการมีอำนาจของนายทหารผู้นั้นด้วย (คือกรณีของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดังที่กล่าวมา)

 


 

ในวงสัมมนาทางวิชาการครั้งหนึ่งได้กล่าวถึงบทบาทของทหารในการเข้าแทรกแซงทางการเมืองไทยในครั้งนั้นว่า การรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ โดยคณะ รสช.เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึง “สถานภาพอันเป็นพิเศษของทหารไทย” คือมีลักษณะที่ “ไม่อาจรบกวน” หรือ “แตะต้องไม่ได้” อย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า The Untouchable เพราะเพียงแต่นักการเมืองคิดจะไป “ปลด” นายทหารบางคน ก็เป็นเหตุให้ทำการรัฐประหารได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการยกตัวอย่างว่าในบางยุคสมัยที่มีรัฐสภามีความคิดที่จะลดงบประมาณทหาร ทหารก็เคยทำรัฐประหารมาแล้วเช่นกัน (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นตอนที่จะมีการทำรัฐประหาร ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙) อันแสดงให้เห็นว่าการเมืองไทย “มีความเปราะบาง” เพียงแค่ไปสัมผัสผิวฉิวเฉียดซึ่งผลประโยชน์ต่างๆ ของทหาร ก็อาจจะทำให้ทหารเกิดความไม่พอใจ และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ตลอดเวลา

           

เมื่อ รสช.ขึ้นครองเมืองก็เกิดปรากฏการณ์ “ทหารคือผู้วิเศษ” ที่นักการเมืองต่างมาก้มหัวให้ และนำมาสู่วิกฤติการณ์การเมืองครั้งใหม่ ที่เรียกว่า “พฤษภาทมิฬ”

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน