Columnist

ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๓)

31 ตุลาคม 2019 เวลา 7:00
ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๓)
เปิดอ่าน 531
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

ทำไมทหารจึงยังไม่เป็น “ประชาธิปไตย” เสียที

 

มีคนสงสัยว่าในเวลาที่ทหารปล่อยให้มีการเลือกตั้งและให้นักการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ตามปกติแล้ว ระบบรัฐสภาก็น่าจะทำให้ทหารได้ “เรียนรู้ประชาธิปไตย” และทำให้ทหารเป็นประชาธิปไตยได้ในที่สุด ซึ่งสุดท้ายนั้นทหารก็น่าจะไม่คิดที่จะทำปฏิวัติรัฐประหาร และให้ระบอบประชาธิปไตยดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

 

ข้อสงสัยดังกล่าวอาจจะมีได้หลายคำตอบ

 

คำตอบแรกดูเหมือนจะได้คำตอบนั้นจากประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยที่ผ่านมา นั่นก็คือทหาร “ไม่ไว้วางใจประชาธิปไตย” แม้ว่าทหารจะมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่ทหารก็ไม่เคยที่ไว้วางใจนักการเมือง ความหวาดระแวงนี้จะเห็นมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ความร้าวฉานของคณะราษฎรด้วยกันเอง ระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรือนที่ชิงอำนาจกันมาโดยตลอด ที่สุดทหารก็กำจัดอิทธิพลฝ่ายพลเรือนออกไปได้ในการทำรัฐประหาร ๒๔๙๐ แต่พอทหารจะให้มีเลือกตั้งใน พ.ศ. ๒๕๐๐ นัยว่าจะให้เป็นการวางรากฐานประชาธิปไตยแบบที่มีทหารคอยควบคุม แต่ด้วยความไม่ไว้ใจประชาธิปไตย คือไม่มั่นใจว่าประชาชนจะเลือกฝ่ายทหารเข้ามาปกครองอีกหรือไม่ ทหารจึงจัดการการเลือกตั้งเพื่อให้นักการเมืองในฝ่ายทหารได้รับชัยชนะ อันนำมาซึ่งการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ได้ชื่อว่า “สกปรกที่สุด” จนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องทำรัฐประหารเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของทหารไว้ พร้อมกับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ให้ทหารมีหน้าที่สำคัญ “เพื่อชาติและราชบัลลังก์” สร้างความเข้มแข็งให้กับทหารในยุคใหม่ จากนั้นทหารก็คิดสร้างประชาธิปไตยตามแบบทหารขึ้นอีก โดยการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๑๑ และให้มีการเลือกตั้งในปีต่อมา แต่ก็ด้วยแนวคิด “ไม่ไว้วางใจประชาธิปไตย” ที่ไม่ให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีบทบาทในทางการเมืองอย่างอิสระ นักการเมืองในฝ่ายรัฐบาลนั้นเองจึงก่อความวุ่นวายขึ้นทั้งภายในรัฐสภาและรัฐบาล ที่สุดจอมพลถนอม กิตติขจรก็ต้องทำรัฐประหารตนเองใน พ.ศ. ๒๕๑๔ เพื่อระงับความวุ่นวายนั้น

 


 

คำตอบต่อมาก็คือทหารต้องการแสดงให้เห็นว่า “ทหารเป็นผู้รักชาติและประชาชน” โดยเฉพาะทหารในยุคใหม่ที่มีการปรับตัวอย่างมากภายหลังความพ่ายแพ้ในเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ส่วนหนึ่งคือการทบทวนบทบาทของทหาร ที่ทหารส่วนใหญ่ยังถือว่าการปกป้องชาติ ราชบัลลังก์ และประชาชน ยังเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของทหาร ดังนั้นเมื่อเกิดมีการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์เข้ามาในขบวนการของนักศึกษาและประชาชนภายหลังเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ทหารก็ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องปราบปรามคอมมิวนิสต์ อันนำมาซึ่งเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่ทหารได้คืนสู่อำนาจอีกครั้ง จากนั้นทหารก็พยายามวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยให้กับประเทศไทยอีกครั้ง โดยการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่มีเนื้อหากำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการปกครองของไทยจะขาดทหารไม่ได้ แต่เมื่อทหารได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเข้มข้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และแม้จะมีผู้นำที่มากบารมีอย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แต่ทหารก็หนีไม่พ้น “ตัณหาการเมือง” ที่สุดก็แข่งอำนาจวาสนากันในรัฐบาลและในรัฐสภา นำมาซึ่งการเสื่อมบารมีของพลเอกเปรม ที่สุดท่านก็บอกว่า “ผมพอแล้ว” ภายหลังการเลือกตั้งในปี ๒๕๓๑ (ดังที่ได้เล่าความเรื่องนี้มาให้ทราบแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้)

 

คำตอบอีกคำตอบหนึ่งที่ทำให้ทหารยังไม่เป็นประชาธิปไตยเสียที ก็คือนักการเมืองนั่นเองที่ชอบ “ไปยืมจมูกทหารมาหายใจ” ดังจะเห็นได้จากกรณีการคืนสู่อำนาจของทหารใน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งผู้เขียนขอเล่าความประวัติศาสตร์ในช่วงนี้สักเล็กน้อยว่า ภายหลังที่พลเอกเปรมไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยที่มี ส.ส.มากที่สุดภายหลังการเลือกตั้งวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ก็ได้รวบรวมเสียงพรรคการเมืองอื่นๆ จนได้เสียงข้างมาก แล้วก็ให้พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยนั้นขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

 


 

พลเอกชาติชายนี้เป็นทายาทของทหารกลุ่ม “บ้านราชครู” เป็นบุตรคนสุดท้องของจอมพลผิน ชุณหะวัณ ที่เป็นเพื่อนรักกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม และได้ทำรัฐประหารให้จอมพล ป. คืนสู่อำนาจใน พ.ศ. ๒๔๙๐ จากนั้นผู้คนในฝ่ายของจอมพลผินก็รุ่งเรืองเติบใหญ่ในทางการเมืองอย่างไม่มีใครเทียบ ที่โด่งดังที่สุดก็คือพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ผู้เป็นบุตรเขยของจอมพลผิน เจ้าของวาทะที่ว่า “ใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” แต่ภายหลังการรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ คนในกลุ่มบ้านราชครูนี้ก็มีอันระหกระเหินไปอยู่ยังต่างประเทศ พลตำรวจเอกเผ่านั้นไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ จนกระทั่งเสียชีวิตที่นั่น ส่วนพลจัตวาชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศทหารในตอนนั้น) ก็ถูกเชิญให้ไปเป็นทูตอยู่อีกซีกโลกหนึ่งแถวอเมริกาใต้

                  

พลตรีชาติชายกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในสมัยจอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรี และได้ลงเล่นการเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ รวมถึงที่ได้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศภายหลังการเลือกตั้งวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๑๘ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้รัฐบาลภายใต้การนำของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปจับมือกับเหมาเจ๋อตุง เพื่อถ่วงดุลอำนาจไม่ให้ประเทศไทยถูกรุกรานจากพวกคอมมิวนิสต์ ภายหลังความพ่ายแพ้ของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้ โดยพลตรีชาติชายคือตัวเชื่อมกับฝ่ายทหารให้ยอมรับและสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล (ต่อมาเมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. ๒๕๓๑ ก็ได้รับพระราชทานยศเป็นพลเอก)

                  

พลเอกชาติชายเป็นนายทหารที่มีแนวคิดทันสมัย แต่ด้วยความที่มีความสัมพันธ์ที่ขาดช่วงกับทหารไประยะหนึ่ง ร่วมกับการที่ได้เข้ามาทำงานการเมืองกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเข้มข้น ทำให้ชะตากรรมของพลเอกชาติชายต้องเป็นไปอย่างสุภาษิตไทยที่ว่า “หมองูตายเพราะงู” นั่นก็คือความใฝ่ฝันของพลเอกชาติชายที่อยากจะเห็นทหาร “ถอดเครื่องแบบ” มาต่อสู้ในเวทีการเมืองอย่างสง่างาม ก็ต้องมาถูกทหารด้วยกันเอง “กระทำ” จนจบสิ้นอนาคตอย่างน่าเศร้าใจ

                  

พลเอกชาติชายนี่แหละที่เป็นเจ้าของอมตะวาจา “โนพร็อบเบลม”

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน