Columnist

ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๒)

24 ตุลาคม 2019 เวลา 6:45
ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ (๒)
เปิดอ่าน 278
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

สงครามเกิดจาก “อคติ” และ “การแบ่งข้าง”

 

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ มีแนวคิดชัดเจนที่จะยุติ “สงครามการเมือง” อันเกิดจากแนวคิดประชาธิปไตยตะวันตก ในสภาพที่แยกข้าราชการโดยเฉพาะทหารออกจากการเมือง ที่นักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งมีความเชื่อว่า “เป็นไปไม่ได้” เพราะยังเชื่อว่าทหารยังต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง และมีหน้าที่สำคัญในการ “ค้ำจุน” ระบบการเมือง ซึ่งอิทธิพลของนักคิดกลุ่มนี้ได้ทำให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงถูกร่างออกมาในลักษณะที่เป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” (ที่เชื่อกันว่าเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้ด้วย)

 

ความจริงแล้วนักวิชาการที่ไปร่วมร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ ก็คือผู้ที่จบการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ แต่กลับมีแนวคิดที่จะ “รวมอำนาจ” มากกว่าที่จะ “แยกอำนาจ” ตามแบบที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีระบบการเมืองแบบ “ถ่วงดุลอำนาจ” แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ กลับสร้างระบบการเมืองแบบ “รวมศูนย์อำนาจ” ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลภายใต้ความคิดของนักวิชาการกลุ่มนั้นที่เชื่อว่า “ประเทศไทยแยกทหารออกจากการเมืองไม่ได้”

                  

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจเท่าเทียมกันกับสภาผู้แทนราษฎร แต่วุฒิสภานี้มาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีทั้งหมด ซึ่งปรากฏว่าวุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ นี้มีทหารอยู่ในสภาถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นทหารประจำการ และผสมผสานกันตั้งแต่ระดับนายพลลงมาถึงนายพัน แต่ที่มีมากกว่าเพื่อนคือทหารในกลุ่ม จปร.๕ กับ จปร.๗ ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นมาในตำแหน่งต่างๆ ในเหล่าทัพ ซึ่งมีการวิเคราะห์กันในตอนนั้นว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฐานอำนาจสำหรับค้ำจุนรัฐบาล ให้ “มั่นคงไปนานแสนนาน” โดยการเติบโตของทหารเหล่านี้

 


 

แต่ฝันของนายกฯเกรียงศักดิ์ก็สิ้นสลาย จากแรงบีบทั้งในสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา โดยในสภาผู้แทนราษฎรที่คนร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ ได้สลายสภาพความเป็นพรรค โดยไม่ให้มีการลงสมัครในนามพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้พรรคเข้ามามีอิทธิพลเหนือสมาชิก แต่กลับปรากฏว่า ส.ส.ก็ยังมีการรวมกลุ่มกันเรียกร้องผลประโยชน์ ทั้งยังวุ่นวายกว่าเดิมที่มีพรรคการเมืองช่วยคุม เพราะเป็นการเรียกร้องโดยอิสระ ไม่มีใครมาควบคุม สร้างความเหนื่อยหน่ายให้กับนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก

                  

แต่ที่เป็นปัญหามากกว่านั้นก็คือทหารที่อยู่ในวุฒิสภา ที่พลเอกเกรียงศักดิ์ได้ตั้งนายทหารใน จปร.รุ่นต่างๆ ให้มาถ่วงดุลกันและกัน และหวังจะให้เติบโตขึ้นเป็นลำดับอย่างต่อเนื่องเพื่อให้หนุนรัฐบาลไปในระยะยาว แต่กระนั้นทหาร ๒ ขั้วใหญ่ คือ จปร.๕ กับ จปร.๗ แล้ว ก็เกิดปัญหาระหว่างกลุ่มในเรื่องของการเข้าไปมีบทบาทในทางการเมือง เพราะกำลังสำคัญในการทำรัฐประหารเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็คือนายทหาร จปร.๗ ที่กุมกำลังในหน่วยทหารสำคัญๆ จนได้ชื่อว่า “กลุ่มยังเติร์ก” ทหารกลุ่มนี้จึงค่อนข้างจะ “ออกหน้าออกตา” ในบทบาทต่างๆ ในสภาค่อนข้างมาก ในขณะที่นายทหาร จปร.๕ ก็กำลังขึ้นไปควบคุมในหน่วยทหารระดับบังคับบัญชา หรือ “หัวขั้ว” ของเหล่าทัพต่างๆ นั้นอยู่ นายกฯเกรียงศักดิ์จึงแต่งตั้งทหารกลุ่มนี้ให้เข้ามามีบทบาทในรัฐบาลค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้เกิดสภาพ “สร้างดาวคนละดวง” เกิดขึ้นระหว่างทหารสองกลุ่มนี้

                  

แรงบีบทั้งสองทางนี้ทำให้ภาวะผู้นำของพลเอกเกรียงศักดิ์ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในฝ่ายทหารเองก็เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องมีการ “เปลี่ยนผู้นำ” ที่สุดกระแสการขึ้นสู่อำนาจของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก็ปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางข่าวลือเรื่อง “ข้อมูลใหม่” ที่ต้องการให้พลเอกเปรมขึ้นครองอำนาจแทน กระทั่งสภาได้มีการเสนอญัตติจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนมีนาคม ๒๕๒๒ ซึ่งพลเอกเกรียงศักดิ์ก็ทราบชะตากรรมของตัวเองเป็นอย่างดี จึงได้ประกาศลาออกกลางสภาในวันที่กำลังจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยในคำแถลงลาออกก็เต็มไปด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และในการประชุมสภาครั้งต่อมา พลเอกเปรมก็ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนานถึงแปดปีเศษ

 


 

ความจริงนั้นการอยู่ในตำแหน่งอย่างยาวนานของพลเอกเปรมระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๒ ถึง ๒๕๓๑ หาได้เกิดจากการเขียนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่วางรูปแบบให้สภาผู้แทนราษฎรได้ทำงานร่วมกันกับวุฒิสภาอย่างเข้มแข็งแต่อย่างใดไม่ แต่เป็นเพราะ “บารมี” ของพลเอกเปรมล้วนๆ ส่วนหนึ่งคือบารมีที่เกิดจากการสั่งสมด้วยตนเองของพลเอกเปรมที่เติบโตมาในกองทัพอย่างมั่นคงและโดดเด่น พร้อมกับการถวายงานแด่พระมหากษัตริย์อย่างทุ่มเทให้ปรากฏมาอย่างต่อเนื่อง อีกส่วนหนึ่งคือบารมีที่เกิดจากการยอมรับของนักการเมืองอันสืบเนื่องมาจากบารมีในส่วนแรก ทำให้นักการเมืองในสภาไม่กล้าที่จะ “ตอแย” กับพลเอกเปรมมากนัก ดังจะเห็นได้จากการปรับเข้าปรับออกของนักการเมืองในรัฐบาลชุดต่างๆ อยู่หลายครั้ง ร่วมกับที่มีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่อีก ๒ ครั้ง นักการเมืองต่างๆ ก็ยังสนับสนุนพลเอกเปรมอยู่อย่างมั่นคง

                  

ว่ากันไปแล้วความเสื่อมในบารมีของพลเอกเปรมในตอนท้ายๆ ของการครองอำนาจ ก็เกิดขึ้นเพราะปัญหาในกองทัพนั้นเอง ทั้งนี้ก็เนื่องจากการแข่งขันกันแสดงบทบาททางการเมืองของทหารรุ่นต่างๆ โดยเฉพาะ จปร.๕ กับ จปร.๗ ดังเคยเป็นมาตั้งแต่สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นแล้ว ดังจะเห็นได้จากมีการลอบสังหารพลเอกเปรมด้วยอาวุธร้ายแรงในค่ายทหารแต่ไม่ประสบความสำเร็จ รวมถึงได้เกิดการกบฏขึ้นถึง ๒ ครั้ง (๑ – ๔ เมษายน ๒๕๒๔ และ ๙ กันยายน ๒๕๒๙) ในขณะที่รัฐสภาก็มีความวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเข้าไปแทรกแซงของนายทหารบางกลุ่ม โดยการถือหางแยกข้างกันเป็น ๒ ขั้ว ที่สุดความวุ่นวายเหล่านี้คงทำให้พลเอกเปรมเริ่มรับรู้ถึงความสั่นคลอนในฐานะอำนาจของตน จนภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๑ พลเอกเปรมก็ประกาศยุติบทบาททางการเมือง ด้วยอมตะวาจาที่ว่า “ผมพอแล้ว”

                  

ว่ากันว่าสงครามการเมืองไทยไม่มีครั้งใดที่ไม่มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน