Columnist

ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่

15 ตุลาคม 2019 เวลา 9:44
ทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่
เปิดอ่าน 348
ศิษย์สวนพลู
ทวี สุรฤทธิกุล

ทหารไทยคงจะมีปัญหาในการปรับตัวค่อนข้างมาก

 

หลังจากที่หลายๆ คนได้ดูภาพข่าวและฟังคำบรรยายของผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงศ์ ในหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคมที่ผ่านมา คงจะมีความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา ส่วนหนึ่งก็เห็นด้วยว่า ผบ.ทบ.ที่ออกมาพูดอย่างนั้นมีความเหมาะสม อีกส่วนหนึ่งก็เห็นแย้งว่าท่านไม่น่าจะออกมาพูดในทำนอง(และทีท่า)อย่างนั้น

 

ทหารไทยมีความสำคัญในทางการเมืองไทยเสมอมา และถือได้ว่าเป็น “สถาบันหลัก” ในทางการเมืองการปกครองมาตั้งแต่อดีต แม้แต่ใน “การเมืองไทยสมัยใหม่” ที่นักรัฐศาสตร์ถือกันว่าคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ทหารก็คือ “ผู้นำ” ในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แล้วก็ยังคงความเป็น “ผู้นำ” ดังกล่าวนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากทหารได้มีบทบาทในการ “ควบคุมและจัดการ” การเมืองการปกครองไทยในวิกฤติต่างๆ มาโดยตลอด

 

ในยุค “การเมืองไทยสมัยเก่า” ทหารคือส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลัก แต่เมื่อได้เปลี่ยนแปลงมาสู่ “ระบอบใหม่” ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ทหารได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็น “ผู้พิทักษ์” ผู้ปกครองชุดใหม่ที่เรียกว่า “คณะราษฎร” แต่แท้จริงนั้นก็ยังพิทักษ์ทหารด้วยกันเองเป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้จากการแสดงบทบาทอย่างเข้มแข็งในการ “คุ้มกัน” จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำของฝ่ายทหาร จนกระทั่งขึ้นมามีอำนาจอย่างแท้จริงใน พ.ศ. ๒๔๘๑ แม้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่สถานภาพของจอมพล ป.ตกต่ำลงไป แต่ทหารก็ยังแสดงความภักดีโดยมาช่วยกอบกู้ให้จอมพล ป.กลับคืนขึ้นสู่อำนาจอีก ด้วยการทำรัฐประหารในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐

 

 

มีข้อน่าสังเกตว่า ในการขึ้นสู่อำนาจของจอมพล ป.ในยุคหลังนี้ ได้มีกลุ่มทหารที่สนับสนุนจอมพล ป. พยายามที่จะ “สถาปนาความมั่นคง” ให้กับเครือญาติทางทหารของพวกตน ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของ “กลุ่มการเมืองสายบ้านราชครู” ที่นำโดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ กับบุตรเขยคือพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ที่พยายามสร้างอาณาจักรแห่งอำนาจนี้เข้าไปในกองทัพและตำรวจ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับบรรดาพ่อค้านายทุน ผ่านระบบสัมปทานและการประมูลงานของรัฐ จนกระทั่งสามารถสร้างฐานอำนาจได้อย่างน่ากลัว ซึ่งบางคนเรียกว่า “ระบอบพิบูลสงคราม” จนกระทั่งผู้บัญชาการทหารบกในยุคนั้นคือพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ขึ้นมา “คานอำนาจ” ด้วยการทำรัฐประหารระบอบพิบูลสงครามนั้น ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ ที่ได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ “สกปรกที่สุด”

 

ความจริงทหารภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีความพยายามปรับตัว โดยการยกระดับบทบาทของทหารให้คืนสู่สถานะเดิม คือการปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังจะเห็นได้จากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๒ ที่ให้บรรจุคำว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น รวมถึงการส่งเสริมสถานะอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ในช่วงนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้มีพระราโชบายที่จะเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎร ทหารก็ได้ถวายงานในการสนองพระราโชบายนั้นได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นงานของทหารภายใต้การกำกับของผู้บัญชาการทหารบกในช่วงนั้น คือพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ซึ่งภายหลังได้รับพระราชทานยศเป็นจอมพล) ซึ่งทำได้ดียิ่งกว่า เพราะสามารถผนวกงานพัฒนาของทหารเข้าไปสู่ระบบราชการได้อย่างแนบเนียน ที่ทำให้ทหารในยุคต่อมาได้รับอานิสงฆ์ ได้มีบทบาทหน้าที่อย่างโดดเด่นทั้งทางด้านกิจการทหารและกิจการพลเรือนมาจนถึงปัจจุบัน

 

ผู้เขียนเติบโตเป็นวัยรุ่นมาในช่วง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ สืบเนื่องจนถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้เห็นบรรยากาศและได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทั้งสองอยู่พอสมควร พูดตรงไปตรงมาก็คือเป็นยุคของการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ ซึ่งเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้ทำให้ทหารต้องถอยบทบาทออกไปจากการเมือง แต่แล้วก็กลับมามีอำนาจอีกในเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ด้วยการใช้ยุทธศาสตร์การโฆษณาชวนเชื่อว่านิสิตนักศึกษา ปัญญาชน และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วเชื่อมโยงให้เห็นว่ากระบวนการพวกคอมมิวนิสต์นี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศอย่างไร โดยเฉพาะต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเราก็ได้เห็นว่าทหารได้ยืมมือของรัฐบาลพลเรือนที่ทหารตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นั้น เป็นเครื่องมือในการสนองนโยบายนี้ของทหาร จนทหาร “ถูกเตือน” ว่ากำลังทำให้คนไทยแตกแยกกันมากขึ้น ทหารจึงต้องเชิญรัฐบาลคณะนั้นออกไป แล้วทหารก็เข้ามาจัดการปรับยุทธศาสตร์เสียใหม่ ภายใต้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่เห็นได้ชัดถึงความพยายามของทหารที่จะเข้าควบคุมระบบรัฐสภา ด้วยการออกแบบให้วุฒิสภาที่ทหารแต่งตั้งมีอำนาจเหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคอยค้ำจุนรัฐบาล ซึ่งวุฒิสภาประกอบด้วยข้าราชทหารและตำรวจอยู่ถึง ๓ ใน ๔ ส่วน นัยว่าจะได้เป็น “ฐานอำนาจที่มั่นคง” ของทหาร

 

 

ไคลแมกซ์ของเรื่องทหารไทยในกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่จะอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างการขึ้นสู่อำนาจของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ระหว่างพ .ศ. ๒๕๒๓ – ๒๕๓๐ สืบเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในเดือนพษภาคม ๒๕๓๕ เพราะปัญหาเรื่องความมั่นคงมีทิศทางที่เปลี่ยนไป เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับทหารเป็นไปด้วยดี พร้อมกับภัยคอมมิวนิสต์ที่ไม่น่ากลัวอีกต่อไป กระนั้นก็มีเรื่องภัยคุกคามจากการก่อการร้ายในภาคใต้ ร่วมกับภัยคุกคามจากนักการเมืองที่ขึ้นมามีอำนาจในช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ทำให้ทหารมี “เหตุผลใหม่” ในการที่จะเข้ามาจัดการระบบการเมืองไทยเสียใหม่อีกครั้ง และเป็น “เหตุผลคลาสสิค” ที่หวนกลับคืนมากระหึ่มอีกเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคมที่ผ่านมา

 

คงต้องเอาไปเขียนในรายละเอียดอีกตอน เพราะน่าสนใจว่าทำไมทหารจึง “ยึดอำนาจ” ได้ง่ายๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น ดังที่เราได้เห็นทหารพยายามจะ “ดิ้นรน” อยู่นี้

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน