Columnist

กฎหมายพรรคการเมืองในอังกฤษ (ตอนที่สาม)

25 มีนาคม 2020 เวลา 20:49
กฎหมายพรรคการเมืองในอังกฤษ (ตอนที่สาม)
เปิดอ่าน 369
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

แม้จะไม่ใช่กฎหมายพรรคการเมืองโดยตรงแต่มีสถานะในการควบคุมพฤติกรรมและการดำเนินการของพรรคการเมือง 

จากการศึกษาของ Gauja  พบว่า การออกกฎหมายเพื่อควบคุมสถานะและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของพรรคการเมืองในอังกฤษเกิดขึ้นล่าช้ามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆดังกล่าวไปในตอนก่อนๆ  นั่นคือ Representation of the People Act 1918 และพระราชบัญญัติที่ตามมาทีหลังที่สุดในบรรดาประเทศที่เหลือ คือ Parliament Acts, Political Parties, Elections and Referendums Act 2000 (หรือที่เรียกว่ากฎหมาย PPERA) 

แต่กฎหมายที่ออกมาก่อนหน้านั้น ถึงแม้จะไม่ใช่กฎหมายพรรคการเมืองโดยตรงแต่มีสถานะในการควบคุมพฤติกรรมและการดำเนินการของพรรคการเมือง  นั่นคือ  การควบคุมในมิติที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการเลือกตั้งของสหราชอาณาจักรที่ปรากฏในกฎหมาย Representation of the People Act 1883  และ Broadcasting Act 1990 ที่ระบุห้ามมิให้พรรคการเมืองใดใดทำการโฆษณาหาเสียงในโทรทัศน์หรือวิทยุ 

แต่สามารถซื้อโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์หรือแผ่นป้ายโฆษณาตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกัน ก็มีกฎหมายอื่นๆในลักษณะนี้ที่ออกมาควบคุมพฤติกรรมและการดำเนินการของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มุ่งเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่ผู้ลงคะแนนเสียงสามารถลงคะแนนเสียงได้อย่างอิสระและมีความเป็นธรรมระหว่างผู้สมัคร                                                                                                      

เมื่อย้อนกลับมาดูการเมืองไทยของเรา พบว่าการทุจริตฉ้อฉลในการเลือกตั้งเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและฝังรากลึกในการเมืองไทยจนกลายเป็นอัตลักษณ์ในสายตาของนานาชาติและของสังคมไทยเอง   ขณะเดียวกัน นานาชาติโดยเฉพาะประเทศที่ประชาธิปไตยมั่นคงอย่างอเมริกาและอังกฤษ

รวมทั้งอีกหลายประเทศในยุโรปก็มักจะยอมรับรัฐบาลของไทยที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าจากการทำรัฐประหาร และเมื่อมีรัฐประหาร ประเทศตะวันตกเหล่านี้ก็มักจะออกมาแสดงท่าทีไม่ยอมรับและเร่งรัดให้การเมืองไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ในแง่หนึ่ง การแสดงท่าทีดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีท่าทีลบต่อรัฐประหารและการบริหารของ คสช. 

เพราะรัฐบัญญัติ (Federal law) ของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดไว้ชัดเจนถึงการปฏิเสธการทำรัฐประหารโดยคณะทหาร โดยกำหนดให้งดการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่รัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการล้มผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนสหภาพยุโรปก็บัญญัติไว้ในทำนองเดียวกันนี้ในปี ค.ศ. 1991


แต่ในการเรียกร้องกดดันให้ไทยกลับคืนสู่การเลือกตั้งโดยเร็วนั้น ประเทศดังกล่าวนี้มิได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งของไทยเท่าที่ควร เพียงแต่ยืนยันว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต้องเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม (free and fair election)  เท่านั้น 

  อีกทั้งคนไทยที่ออกมากดดันเร่งรัดให้กลับคืนสู่การเลือกตั้งก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงการเตรียมการรับมือที่จะหาทางทำให้การเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม แต่จะยืนยันให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเท่านั้น  ราวกับว่าเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์สมบูรณ์ยุติธรรมและสะท้อนถึงเจตนารมณ์ความต้องการของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงได้อย่างแท้จริง 

ที่สำคัญคือ คนไทยเหล่านี้ตระหนักรู้หรือไม่ว่า กว่าการเลือกตั้งของประเทศตะวันตกที่ประชาธิปไตยพัฒนามั่นคงแล้ว การเลือกตั้งของประเทศเหล่านี้ได้เผชิญปัญหาการทุจริตซื้อเสียงที่ร้ายแรงไม่แพ้หรืออาจจะรุนแรงกว่าของไทยด้วยซ้ำในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานมานี้เอง นั่นคือ ศตวรรษที่สิบเก้า  และที่น่าสงสัยคือ ประเทศเหล่านี้กลับมิได้แสดงออกหรือยอมรับถึงประสบการณ์อันเลวร้ายในการเลือกตั้งของประเทศตนในอดีตและแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาการทุจริตซื้อเสียงในประเทศของตนให้แก่ประเทศไทย

ผู้เขียนจะขอนำเสนอประสบการณ์ปัญหาทุจริตซื้อเสียงในการเลือกตั้งของอังกฤษและชี้ให้เห็นถึงวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านการออกกฎหมายต่างๆซึ่งมีหลายฉบับและต้องใช้เวลา อีกทั้งบทลงโทษการทุจริตซื้อเสียงก็มีความรุนแรงมาก อันอาจจะเป็นบทเรียนให้กับสังคมไทยที่นักการเมืองและคนไทยจำนวนหนึ่งมักจะยืนยันว่า การทุจริตซื้อเสียงในการเมืองไทยเป็นของคู่กันเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และการใช้บทลงโทษที่รุนแรงไม่ใช่วิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง 

ซึ่งจะว่าไปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า การทุจริตซื้อเสียงไม่ใช่วัฒนธรรมทางการเมืองเฉพาะของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะแทบทุกประเทศที่เริ่มเป็นประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้ง มีการทุจริตซื้อเสียงกันแทบทุกประเทศ เพียงแต่ประเทศนั้นๆจะมีคนและนักการเมืองที่ยืนหยัดต่อสู้ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน


มีนักการเมืองไทยจำนวนไม่น้อยให้ความเห็นว่า การซื้อขายเสียงในการเลือกตั้งของไทยเรานั้นถือเป็นลักษณะโดดเด่นและเป็นวัฒนธรรมที่คงแก้ไม่ได้  อย่างไรเสียก็ต้องซื้อขายเสียงกันต่อไป ไม่ควรออกกฎหมายลงโทษรุนแรงถึงขนาดยุบพรรคกัน แต่ถ้าย้อนไปดูการเลือกตั้งของอังกฤษในช่วง 195 ปีแรกหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะพบว่า อังกฤษมีปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่างหนักและมีการใช้ความรุนแรงด้วย ดังข้อความที่ปรากฏในหนังสือ “Parliamentary Reform: 1785-1928”  เป็นตำราที่ใช้เรียนในระดับมัธยมของอังกฤษ ผู้แต่งคือ Sean Lang  ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1999  หน้า 82: “..elections could still be very violent affairs and were often as brazenly corrupt as ever---indeed, some thought the Ballot Act  made them more corrupt rather than less, since the more venal voters (venal แปลว่า ทำอะไรก็ได้เพื่อเงิน)  could now accept bribes from both parties without either knowing how they actually voted.”   

จะเห็นได้ว่า อังกฤษก็มีปัญหาการซื้อขายเสียงอย่างหนักมาก่อน แม้ว่าในศตวรรษที่สิบเก้า จะมีคนอังกฤษและนักการเมืองอังกฤษจำนวนไม่น้อยมีความคิดเห็นไม่ต่างกับคนไทยและนักการเมืองไทยในปัจจุบันว่า  การทุจริตซื้อเสียงในอังกฤษเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจะต้องเป็นเช่นนี้ต่อไป แต่ก็มีคนอังกฤษและนักการเมืองอังกฤษอีกฝั่งหนึ่งที่ไม่ยอมรับ และหาทางต่อสู้แก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ เช่น มีการออกกฎหมายในปี ค.ศ.1883 (the Corrupt Practices Act) โดยมีบทโทษทั้งตัดสิทธิ์ทางการเมือง จำคุกและทั้งปรับอย่างรุนแรง รวมทั้งในช่วงเวลาที่ถูกคุมขังอยู่นั้น  นักโทษจะถูกลงโทษให้ทำงานใช้แรงงานอย่างหนัก  กฎหมายดังกล่าวนี้เน้นลงโทษไปที่ตัวนักการเมืองมากกว่าตัวพรรคการเมือง เพราะตอนนั้น ยังไม่ได้มีกฎหมายควบคุมพรรคการเมืองเหมือนอย่างบ้านเรา



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน