Columnist

ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (3)

23 มกราคม 2020 เวลา 07:03 น.

เปิดอ่าน 562
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ไม่ว่าจะแบบสวีเดนหรือแบบไทย คำถามก็คือการเข้าไปจับกุมตัวกษัตริย์กุสตาฟที่สี่

 

คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งของสวีเดนและของไทยใช้วิธีการคล้ายๆกันในการยึดอำนาจจากกษัตริย์ นั่นคือ ใช้การบุกเข้าจับกุมตัว  คณะผู้ก่อการของสวีเดนเป็นรู้จักกันในนามของ “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” (1809 års män)  ส่วนของบ้านเราก็แน่นอนก็คือ คณะราษฎร 

 

วิธีการคล้ายๆกันแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ของสวีเดน บุกเข้าไปจับตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ กษัตริย์สวีเดนขณะนั้นเลย และบังคับให้สละราชสมบัติ  แต่ภาพที่ปรากฏออกมาภายนอกคือ พระองค์สละราชสมบัติเอง 

 

ส่วนของไทยเรา ตอนแรก พระยาทรงสุรเดชก็เสนอแผนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยจะ “บุกเข้าจับกุมตัว รัชกาลที่เจ็ด” (ซึ่งผู้เขียนมีสมมุติฐานว่า พระยาทรงสุรเดชได้ความคิดนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสวีเดน ค.ศ. 1809

 

โดยพระยาทรงสุรเดชไปเรียนเยอรมันเป็นเวลาถึง 8 ปี น่าจะได้เคยอ่านหรือได้ศึกษาเรื่องสวีเดน และใครรู้ภาษาเยอรมันก็สามารถแกะภาษาสวีดิชได้ไม่ยาก)  แต่สมาชิกคณะราษฎรบางคนไม่เห็นด้วย ด้วยว่าจะเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะบุกเข้าไปจับกุมตัวองค์พระมหากษัตริย์  จึงเปลี่ยนมาเป็น “บุกเข้าจับกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์” แทน                                                        

 

แต่ไม่ว่าจะแบบสวีเดนหรือแบบไทย คำถามก็คือการเข้าไปจับกุมตัวกษัตริย์กุสตาฟที่สี่ถึงในพระราชวัง กับ การเข้าไปจับกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์ตามวังต่างๆ ทำไมมันดูสะดวกดายเช่นนั้น ?                          

 

มาว่ากันในกรณีของไทยก่อน โดยผู้เขียนจะใช้ข้อมูลจากบทความของคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์เรื่อง “24 มิถุนายน 2475 ยุทธการพลิกแผ่นดินสยาม” จากเวป “101” (vanchai tantivitayapitak | Jun 24, 2017 https://www.the101.world/24-june-2475/)      

                                                                                               

หลังจากที่คณะราษฎรตกลงว่าจะไม่ใช้วิธีการ “จับกุมตัวกษัตริย์” (แบบสวีเดน)  แต่จะ “จับกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์” เป็นตัวประกันเพื่อต่อรองกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยในวันที่ 12 มิถุนายน 2475 ที่บ้านของ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี พระยาทรงสุรเดชก็ยังเป็นผู้เสนอแผนการปฏิวัติตามเคย โดยได้สามแผนด้วยกัน นั่นคือ

                                                                                                                                                   

วิธีแรก ให้นัดประชุมบรรดานายทหารที่กรมเสนาธิการ หรือที่กรมยุทธศึกษา หรือที่ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะเข้าควบคุมตัวไว้ ในระหว่างนั้นคณะผู้ก่อการผ่ายทหารเรือและพลเรือนแยกย้ายกันไปคุมตัวเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากักตัวไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ

 

วิธีที่ 2 ให้จัดส่งหน่วยงานต่างๆ ไปควบคุมวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า

 

โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่ แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้าทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับบัญชาคนเดิม แล้วทหารก็คงจะฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็คงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยโดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน   

                                                                                                                                                          

วิธีที่ 3 ให้หน่วยทหารหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม และเข้าจับกุมพระองค์กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร และให้ดำเนินการอย่างอื่นๆ ตามที่กล่าวแล้วในวิธีที่2

 

คณะผู้ก่อการล้วนเห็นชอบในวิธีการสุดท้าย และได้กำหนดเอาวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายนเป็นวันลงมือ ไม่อาจชักช้าไปกว่านี้ เพราะตำรวจสันติบาลเริ่มระแคะระคายว่าอาจมีการก่อความไม่สงบ ทว่าภายหลังคณะผู้ก่อการสืบทราบมาว่า ในวันเสาร์ถึงวันจันทร์ กรมพระนครสวรรค์ฯ มักจะไม่ประทับในวัง แต่ทรงพักผ่อนในเรือที่ล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา จึงไม่สามารถเข้าจับกุมตัวได้ จำต้องเลื่อนวันออกไปอีก               


กล่าวกันว่าเมื่อถึงข้อตกลงที่ต้องจับกรมพระนครสวรรค์ฯ ด้วยนั้น ผู้ก่อการคนหนึ่งถึงกับจะถอนตัว เพราะคิดว่าเป็นแผนที่ไม่มีทางสำเร็จ เนื่องจากในเวลานั้นกรมพระนครสวรรค์ฯ เป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุด คุมกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร เคยดำรงตำแหน่งเป็นทั้งเสนาธิการทหารบก เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จนมีผู้กล่าวว่า หากไม่มีการปฏิวัติ 2475 พระองค์อาจเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่มีองค์รัชทายาท                                                                                                                                                                    

 

เวลานั้นปัญหาใหญ่ของผู้ก่อการโดยเฉพาะสายทหารซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการยึดอำนาจก็คือ นายทหารเกือบทั้งหมดที่เป็นกำลังสำคัญในการยึดอำนาจไม่มีใครมีตำแหน่งที่ควบคุมกำลังไว้ในมือเลย

 

ยกเว้นพระยาฤทธิอัคเนย์ที่คุมกำลังทหารปืนใหญ่สองกองพันเท่านั้น ส่วนพระยาทรงสุรเดชเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาการทหารในโรงเรียนนายร้อย พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นจเรทหารปืนใหญ่ และพระประศาสตร์พิทยายุทธ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาธิการ  

 

หากไม่มีกำลังทหารอยู่ในมือ ไม่สามารถควบคุมกองกำลังทหารในกรุงเทพฯ ได้เด็ดขาดแล้ว การปฏิวัติคงได้รับการต่อต้านอย่างเข้มแข็งโดยมิต้องสงสัย”

 

สงสัยสิครับ !  เมื่อสถานะกำลังของคณะราษฎรเป็นเช่นที่กล่าวไป อีกทั้งกรมพระนครสวรรค์ฯ ก็เป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุด คุมกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร  แล้วใครหละจะกล้าบุกเข้าไปจับกุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯเป็นตัวประกัน ? แล้วก็ดันสำเร็จเสียด้วย !!!                                                                                                           

 

ส่วนของสวีเดนยิ่งหนักกว่า เพราะเล่นจะบุกเข้าไปจับกุมตัวกษัตริย์เลย เป็นไปได้ยังไง ? แต่เชื่อว่า สวีเดนน่าจะเป็นแบบให้พระยาทรงสุรเดชคิดแผนจับกุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯได้สำเร็จ  (ต่อตอนหน้านะครับ)

               

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)