Columnist

Lysistrata งดเซ็กส์ งดสงคราม

5 กันยายน 2019 เวลา 05:00 น.

เปิดอ่าน 120
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

เมื่อย้อนกลับไปสองพันกว่าปีที่แล้ว ในโลกของชาวกรีกโบราณเกิดอภิมหาสงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตาที่รบพุ่งขับเคี่ยวต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบสามทศวรรษ ดึงเอานครรัฐอื่นๆต้องเข้ามาเลือกข้างในสงครามดังกล่าวนี้ด้วย   จากการที่สงครามที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน ประกอบกับความพ่ายแพ้และการถูกทำลายลงอย่างย่อยยับของกองทหารเอเธนส์ที่เดินทางไปยังซิซิลีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง 413 ปีก่อนคริสต์ศักราช อันทำให้แม่ทัพอย่าง Nikias และ Demosthenes ต้องเสียชีวิต

 

ส่งผลให้บรรดารัฐที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองก็เริ่มแข็งกร้าว ก่อความไม่สงบ เอเธนส์เริ่มขาดอิสรภาพในน่านน้ำมหาสมุทรอันเป็นสาเหตุให้เกิดการขาดแคลนเสบียงภายในนครรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดความระส่ำระสายไปทั่วหน้า แต่เอเธนส์ก็กลับเลือกที่จะทำสงครามต่อแทนที่จะยอมเจรจายุติสงคราม

 

ภายใต้บริบทสงครามนี้เองที่ทำให้มหากวีเอเธนส์อย่าง Aristophanes ได้สร้างสรรค์บทละครเรื่อง Lysistrata ขึ้นมาในราวปี 411 ก่อนคริสตกาลสองปีหลังจากเหตุการณ์การพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในซิซิลี   ผลงานละครของ Aristophanes จะออกเป็นในแนวเสียดสี ประชดประชันผสมถากถางตลกขบขัน  อย่างเช่นในบทละครเรื่อง the Clouds ก็เขียนขึ้นเพื่อล้อเลียนโสกราติส ทำให้โสกราติสกลายเป็นคนจิตฟุ้งสติเฟื่องไป

 

Lysistrata เป็นเรื่องเกี่ยวกับบรรดาผู้หญิงกรีกที่ทนไม่ไหวอีกต่อไปกับการต้องใช้ชีวิตอยูในสภาวะสงครามที่ยืดเยื้อและทำให้พวกเธอต้องสูญเสียคนรักไป ไม่ว่าจะเป็นสามี ลูก ญาติพี่น้อง  และสงครามที่ว่านี้ก็เกิดจาก “ผู้ชาย” เพราะการเมืองกรีกโบราณที่นครรัฐเอเธนส์เป็นโลกของผู้ชาย ผู้หญิงไม่เกี่ยว แม้ว่าจะเป็นประชาธิปไตย แต่ผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นพลเมืองและเข้าไปตัดสินเรื่องราวสาธารณะในสภาพลเมือง  การลงมติทำสงครามก็เป็นผลจากสภาของพวกผู้ชาย

 

Aristophanes จึงใช้เงื่อนไขที่ผู้ชายเป็นใหญ่ในทางการเมืองนี้เขียนบทละครให้ผู้หญิงมีบทบาทที่จะยุติสงคราม  ซึ่งในความเป็นจริง ย่อมเป็นไปไม่ได้  พอๆกับบทละครแนวนี้ของเขาอีกเรื่องหนึ่งคือ Ecclesiazusae หรือ “Women Assembly” (สภาพลเมืองที่เป็นผู้หญิง)  ที่เขาสร้างเรื่องมาให้ผู้หญิงเบื่อการบริหารจัดการบ้านเมืองแบบเน่าๆของพวกผู้ชาย

 

ดังนั้น พวกเธอจึงคิดแผนการที่จะยึดอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยพากันปลอมตัวเป็นผู้ชายแล้วเข้าไปประชุมสภา และลงมติเปลี่ยนให้ผู้หญิงเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นพลเมือง  ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากที่ผู้ชายมีอำนาจทางการเมืองมาเป็นผู้หญิงมีอำนาจทางการเมือง  ซึ่งคนเอเธนส์สมัยนั้นก็คงขำๆสนุกๆมากกว่าที่จะจริงจังกับบทละครแนวตลกเสียดสีของเขา   เพราะยังไงมันก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ 

 

อริสโตฟาเนส

 

ส่วนใน Lysistrata นั้น Aristophanes ให้พวกผู้หญิงต่อต้านสงครามโดยการประท้วงไม่ยอมร่วมหลับนอนกับผู้ชาย รวมทั้งขัดขืนที่จะทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลอะไรต่างๆ เพื่อสร้างเงื่อนไขให้พวกผู้ชายต้องยุติสงครามเสีย   กล่าวได้ว่า บทละครเรื่องนี้มีสาระสำคัญคือ การทำสงคราม (war-making) ที่โยงใยกับการทำรัก (love-making)  นั่นคือหากมาไม่หยุดทำสงครามก็อย่าหวังจะได้มีอะไรกัน

 

Aristophanes แต่งเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า ชัยชนะของพวกผู้หญิงเกิดขึ้นจาก “ปฏิบัติการงดการร่วมรัก” โดยพวกเธอใช้มันเป็นยุทธวิธีในการต่อรองกับบรรดาทหารกรีกหรือสามีของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งการยุติสงครามและสันติภาพในที่สุด      

 

การใช้ปฏิบัติการงดการร่วมรักเพื่อต่อรองกับผู้ชายให้ทำหรือไม่ทำอะไรใน Lysistrata ทำให้นึกถึงพระเวสสันดรชาดก เพราะนางอมิตดาก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้บีบให้ชูชกต้องออกเดินทางไปขอกัณหาชาลีมาเป็นเด็กรับใช้ แปลว่าวิธีคิดแบบนี้น่าจะมีอยู่ในใจของคนอยู่เหมือนกัน  ปรากฏให้เห็นเป็นเรื่องแต่ง ส่วนในโลกแห่งความจริง ก็อาจจะมีที่ผู้นำทางการเมืองเปลี่ยนใจหรือมีนโยบายอะไรออกมาเพราะถูกบีบจากหลังบ้าน  เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ยกเว้นว่าจะมีการบันทึกแบบอนุทินชีวิตหลังจากที่อะไรๆมันผ่านไปนานแล้วค่อยเปิดเผยออกมา จะได้ไม่ดูเสียหายน่าอับอายอะไรมากนัก

 

Lysistrata ทำให้ผู้หญิงมีความโดดเด่นภายใต้บริบทชายเป็นใหญ่  ทำให้คนอ่านเห็นผู้หญิงแตกต่างจากที่เคยเห็นเคยเข้าใจ  และเป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกเน่าๆของผู้ชายได้   อีกทั้งเรายังพบแนวคิดเรียกร้องสันติภาพที่โดดเด่นของผู้หญิงและรวมทั้งการต่อต้าน “ความคลั่งรัฐคลั่งเผ่าพันธุ์”  ของพวกผู้ชาย ดังจะเห็นได้จากการกำหนดให้ “อะโครโพลิส” สถานที่อันเป็นศูนย์รวมของความเป็นรัฐหรือเผ่าพันธุ์นิยมในเอเธนส์ ถูกยึดและครอบครองโดยผู้หญิงจากรัฐที่เป็นคู่อริของเอเธนส์ ไม่ว่าจากสปาร์ตา (ตัวละครชื่อ Lampito) โบเอเชีย (Boeotia) หรือโครินท์ (Corinth) โดยผู้หญิงจากรัฐต่างๆได้รับการเชื้อเชิญจาก Lysistrata ผู้หญิงชาวเอเธนส์ที่เป็นตัวเอกในละคร และในตอนจบ  “อะโครโพลิส” ได้กลายเป็นสถานที่ประกาศยินยอมสงบศึกสงครามเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างนครรัฐทั้งหลาย และจบลงด้วยพิธีเฉลิมฉลองร่วมกันอย่างมีความสุข

 

ในปัจจุบัน ถ้าจะมีนักเขียนบทละครคนใดจะหันมาจับประเด็นเรื่องเพศขึ้นมาเล่นตาม Aristophanes ก็อาจให้พวกผู้หญิงตั้งคำถามกับ สงครามการค้า ที่เริ่มจากผู้นำผู้ชายสองคน คือ ทรัมพ์ กับ สี จิ้น ผิง

 

ขณะเดียวกัน นักเขียนบทละครยุคใหม่ก็อาจจะไม่ไปหยิบยกผู้หญิงขึ้นมาเป็นตัวเอก  เพราะโลกทุกวันนี้เป็นโลกของชายและหญิงอยู่แล้ว  ซึ่งก็อาจจะดูเน่าๆในสายตาของพวก LGBT และพวกเพศสภาพไหลลื่นที่เรียกกันย่อๆว่า พวก “fluid”   เพราะการยึดติดกับเพศชายหรือหญิงอย่างตายตัวก็อาจจะเป็นเงื่อนไขของการกดขี่ปิดกั้นอะไรบางอย่างสำหรับพวก LGBT และ fluid   แต่ทั้งนี้ ยังไม่ได้มีนักวิชาการไปค้นคว้าศึกษาอย่างจริงจังว่า เพศสภาพชายหญิงที่ตายตัวเป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆในสังคมทุกวันนี้อย่างที่ในโลกผู้ชายเป็นใหญ่ได้ก่อไว้

Anti-War by Sex Strike !

 

นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนบราสก้าเล่นเรื่อง Lysistrata