Columnist

มหาราช (the Great)

5 มีนาคม 2020 เวลา 6:55
มหาราช (the Great)
เปิดอ่าน 2,873
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ประเทศที่มีหรือยกย่องพระมหากษัตริย์ของตนเป็น “มหาราช” มากที่สุดในโลกคือ ประเทศไทย

การยกย่องสรรเสริญ “ผู้ปกครอง” ที่เก่าแก่ที่สุดคือ  การยกให้ผู้ปกครองมีสถานะของความเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” หรือ “The Great” ในภาษาอังกฤษ  ซึ่งถ้าสืบค้นไป จะพบว่า ในทุกชาติเผ่าพันธุ์จะมีการยกย่องในลักษณะของการเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งปรากฏในภาษาของแต่ละท้องถิ่น  

อย่างเช่นคำว่า e Bozorg และ e azam ในภาษาเปอร์เชียนและอูรดู  หรือคำว่า Maha ในอักขรเทวนาครี (devanagiri) ที่ใช้เป็นตัวหนังสือเขียนในภาษาฮินดี และการใช้คำดังกล่าวนี้ที่เราคุ้นเคยก็คือ ในกรณีที่ชาวอินเดียยกย่องสามัญชนของเขาอย่างโมหันทาส กะรัมจัน คานธีว่า “มหาตมคานธี” (Mahatma Gandhi)  (อันนี้เอามาจากวิกิพีเดีย)                                                           

การยกย่องผู้ปกครองให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในเปอร์เซีย  “The Great”  โดยน่าจะเริ่มจากการเป็นสำนวนภาษาพูดที่หมายถึง “กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่” ที่เริ่มต้นใช้เรียกกษัตริย์ไซรัสที่สอง (Cyrus II of Persia:  599-530) 


ผู้เป็นจอมทัพในการรบชนะพิชิตดินแดนต่างๆ  ต่อมาชาวมาซิโดเนียก็รับเอาการยกย่องดังกล่าวนี้ของเปอร์เซียมาใช้กับผู้ปกครองของเขา นั่นคือ การยกย่องพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่สาม (336-323 ก่อนคริสตกาล) เมื่อเขาสามารถพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซียได้ ซึ่งผู้เขียนตีความว่า เมื่อคำเรียกสถานะดังกล่าวเกิดขึ้นที่ผู้ปกครองแห่งเปอร์เซียที่สามารถขยายดินแดนออกไปได้กว้างใหญ่ไพศาล  ดังนั้น ยามที่มีผู้ปกครองของดินแดนอื่นสามารถพิชิตเปอร์เซียได้  ก็สามารถและมีความชอบธรรมที่จะเอาสถานะคำเรียกดังกล่าวนี้มาเป็นของตน อันเป็นที่มาของ “อเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่” หรือที่เรียกว่า “มหาราช” นั่นเอง  

และต่อมา บรรดาผู้สืบทอดอำนาจจากอเล็กซานเดอร์ในเปอร์เซีย ก็เรียกสถานะของพวกตนว่าเป็น “กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่” แต่เป็นการเรียกภายในสังคมของตนเอง หรือรวมทั้งในกรณีของ “พระเจ้าอโศกมหาราช” (304-232 ก่อนคริสตกาล)   ของอินเดีย 

ต่อมา “the Great”  ถูกใช้เรียกสามัญชนที่ไม่ได้มีสถานะของการเป็นกษัตริย์แต่อย่างใด โดยเริ่มต้นจากผู้ปกครองและผู้บัญชาการทหารในสาธารณรัฐโรมัน และเมื่อการยกย่องในลักษณะนี้แพร่หลายมากขึ้น

ก็มีการนำมาใช้ยกย่องสามัญชนที่ไม่ได้มีบทบาทในทางการเมือง แต่เป็นนักปราชญ์อย่าง “อัลเบิร์ตผู้ยิ่งใหญ่”                         

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของการใช้คำว่า “the Great” นี้ พบว่า ไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวอย่างไรในการยกย่องให้เป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” หรือ “มหาราช”  อีกทั้งพบว่า ในบางกรณี มีการยกย่องกษัตริย์เฉพาะในช่วงเวลาที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ แต่เมื่อเสด็จสวรรคตไปแล้ว ก็ไม่ค่อยจะนิยมเรียกขานยกย่องเช่นนั้นอีกต่อไปเช่นในกรณีของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่  ในขณะที่พระเจ้าเฟรดริคที่สองแห่งปรัสเซียยังทรงได้รับการยกย่องเช่นนั้นตลอดมา   

ถ้าไม่นับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  จะพบว่า  การยกย่องพระมหากษัตริย์ว่าเป็น “มหาราช” ในแต่ละประเทศได้สิ้นสุดลงในราวต้นศตวรรษที่ยี่สิบ 

โดยพระมหากษัตริย์สามพระองค์สุดท้ายในโลกที่ได้รับการยกย่องจากประเทศตนเองว่าเป็น “มหาราช” คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ค.ศ. 1853-1910)  พระจักรพรรดิเมจิแห่งญี่ปุ่น (ค.ศ. 1852-1912) และพระเจ้ามูบารัคแห่งคูเวต (ค.ศ. 1840-1915)  หลังจากนั้น ในประเทศใดก็ตาม ไม่มีการยกย่องพระมหากษัตริย์ว่าเป็น “มหาราช” อีกต่อไป อาจจะด้วยสาเหตุสำคัญประการเดียว

นั่นก็คือ กระแสการยกย่องดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยากหรือไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกภายใต้กระแสคลื่นแห่งประชาธิปไตยนิยม ด้วยกระแสคลื่นนิยมประชาธิปไตยส่งผลให้การเคารพยกย่องสถาบันหรือองค์พระมหากษัตริย์ลดน้อยถอยลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งระบอบดังกล่าวนี้นับวันก็จะเหลือน้อยลงทุกที  หรือไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ตาม                                 

แม้ว่ากระแสประชาธิปไตยนิยมของโลกส่งผลให้การยกย่ององค์พระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็น “เอกบุคคล” ลดน้อยถดถอยลง แต่ก็มิได้ทำให้กระแสนิยมผู้นำทางการเมืองที่เป็น “เอกบุคคล” ของมหาชนลดน้อยถดถอยลงไม่  แต่มหาชนสามารถที่จะนิยมยกย่อง “เอกบุคคล” ที่เป็นผู้นำทางการเมืองในปัจจุบันได้มากเท่าหรือมากกว่าที่เคยนิยมยกย่อง “เอกบุคคล” ที่เป็นพระมหากษัตริย์ในอดีตเสียด้วยซ้ำ เพราะในบริบททางการเมืองปัจจุบัน บุคคลธรรมดาสามัญก็สามารถเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” (the Great) ได้ไม่ต่างพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ไม่เรียกว่าเป็น “มหาราช”                  

ความนิยมยกย่องหรือไม่นิยมยกย่องผู้มีอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันจึงมิได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองมิได้เป็น “เอกบุคคล” เท่ากับว่า “เอกบุคคล” ผู้มีอำนาจทางการเมืองนั้นตอบสนองความต้องการอันไม่มีขอบเขตและขีดจำกัดของประชาชน และยังสามารถอ้างอิงแหล่งที่มาของอำนาจทางการเมืองของตนจากประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้งหรือเป็นที่ยอมรับยกย่องจากประชาชนได้ก็ด้วยเงื่อนไขที่ต้องผ่านการเลือกตั้งโดยประชาชน                            

แต่สำหรับผู้ปกครองในระบอบกษัตริย์หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว การยอมรับยกย่อง “เอกบุคคล” อย่างยิ่งใหญ่โดยประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่มีวาระจำกัดเช่นนั้นถือเป็นเรื่องแปลกอัศจรรย์และหากดำเนินไปได้ดีก็เป็นที่น่าสรรเสริญ 

ดังที่ปรากฏความในพระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตอบรับสาส์นจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า “แลซึ่งในแผ่นดินยุไนติศเตศอเมริกามีขนบธรรมเนียมตั้งไว้ แลสืบมาแต่ครั้งปริไสเดนด์ยอมวัดชิงตัน ให้ราษฎรทั้งแผ่นดินพร้อมใจกันเลือกสรรบุคคลที่ควรจัดไว้เป็นชั้น แล้วตั้งให้เป็นปริไสเดนด์ใหญ่แลปริไสเดนด์รอง ครอบครองแผ่นดินผู้ชี้ขาดว่าราชการบ้านเมืองเป็นวารเป็นคราวมีกำหนดเพียง 4 ปีแล 8ปี แลให้ธรรมเนียมนี้ยั่งยืนอยู่ได้ ไม่มีการขัดขวางแก่งแย่งกัน ด้วยผู้นั้นๆจะช่วงชิงอิสริยยศกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ดังเมืองอื่นๆซึ่งเป็นอยู่เนืองๆนั้นได้ ก็เห็นว่าเป็นการอัศจรรย์ยิ่งนัก เป็นขนบธรรมเนียมที่ควรจะสรรเสริญอยู่แล้ว”   

ถ้าจะพิจารณาจากรายชื่อของพระมหากษัตริย์ที่ได้รับการนิยมยกย่องว่าเป็น “มหาราช” (the Great) ที่ปรากฏในสื่อสาธารณะภาษาอังกฤษที่ชนทุกชาติสามารถเข้าถึงผ่านโลกอินเตอร์เนท  จะพบว่า ประเทศที่มีหรือยกย่องพระมหากษัตริย์ของตนเป็น “มหาราช” มากที่สุดในโลกคือ ประเทศไทย โดยประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ยกย่องให้เป็น “มหาราช” ถึงเจ็ด/แปดพระองค์มากกว่า “มหาราช” ของจีนหรือเปอร์เซียซึ่งเป็นสองในอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลกด้วย  ซึ่งเป็นเพราะเรามีสถาบันพระมหา กษัตริย์ที่ยืนยาวต่อเนื่องและมีความสำคัญยิ่งสำหรับประชาชนชาวไทย               

จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า “การเริ่มการถวายพระราชสมัญญา ‘มหาราช’ ต่อท้ายพระนามพระมหากษัตริย์นั้นสันนิษฐานว่าเริ่มมีขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ประมาณรัชกาลที่ 4 หรือ 5 เนื่องจาก เป็นสมัยที่เริ่มมีการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของชาติและบรรพบุรุษมากขึ้น ทำให้ประจักษ์ถึงวีรกรรมและพระราชอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นๆ จึงได้มีการยกย่องพระมหากษัตริย์บางพระองค์ที่ทรงมีพระเกียรติคุณเด่นกว่า พระองค์อื่นขึ้นเป็น มหาราช ในเรื่องของการริเริ่มถวายพระราชสมัญญามหาราชต่อท้ายพระนามพระมหากษัตริย์ในยุคสมัยต่างๆ นั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ในลายพระหัตถ์ที่ทรงมีถึงพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ดังนี้ 

‘… ที่เพิ่มคำ “มหาราช” เข้าต่อท้ายพระนามพระเจ้าแผ่นดินนั้น ในหนังสือไทยมีหนังสือพระราชพงศาวดาร เรียก ‘สมเด็จพระนารายณ์มหาราช’ ก่อนที่ใช้คำ ‘มหาราช’  หมายอย่าง The Great ของฝรั่ง คนอื่นเขาก็ใช้มาก่อนหม่อมฉัน เป็นแต่ตามเขาหาได้เป็นผู้ริใช้ไม่ สังเกตดูพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งที่มีคำธีเกรตอยู่หลังพระนาม คำนั้นย่อมเพิ่มเข้าต่อเมื่อพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นล่วงลับไปแล้วบางที่ ก็ช้านาน และเพิ่มเข้าต่อเมื่อมีพระเจ้าแผ่นดินพระนามพ้องกัน โดยปกติมักเรียกพระองค์ก่อนว่า ‘ที่ 1’ พระองค์หลังว่า ‘ที่ 2’  และเปลี่ยนตัวเลขต่อไปตามลำดับ ถ้าพระองค์ใดเป็นอัจฉริยบุรุษจึงใช้คำธีเกรตแทนที่เลข จะยกตัวอย่างดังเช่น เอมเปอเรอวิลเฮมเยอรมัน เมื่อพระเจ้าวิลเฮม (ไกเซอ) เสวยราชย์ก็เรียกพระองค์แรกว่า ที่ 1 พระองค์หลังว่าที่ 2 มาหลายปี จนเยอรมันต่อเรือใหญ่ลำหนึ่ง อย่างวิเศษสำหรับพาคนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค พระเจ้าไกเซอ ประทานนามเรือนั้นว่า เอมเปอเรอวิลเฮม ธีเกรต แต่นั้นมาจึงเรียกเอมเปอเรอ พระองค์นั้นว่า ธีเกรต คือ มหาราช ที่ไทยเราเอามาใช้ไม่ตรงตามแบบฝรั่ง เพราะไม่ได้เรียกพระนามซ้ำกัน เรียกเพราะเป็นอัจฉริยบุรุษอย่างเดียว…’”     


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ไทยจะลอกเลียนตามแบบฝรั่งในการเรียกพระมหากษัตริย์ของตนว่า “มหาราช” หรือไม่ก็ตาม  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่า ประเทศเรามีพระมหากษัตริย์ที่เป็น “อัจฉริยบุรุษ” หรือ “มหาราช” มากที่สุดในโลก 

ยิ่งกว่านั้น ประเทศเราก็ยังประเทศในท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยนิยมในโลกที่มีองค์พระมหากษัตริย์ที่เป็น “มหาราช”  โดยเราได้มีการถวายพระราชสมัญญาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราว่า “สมเด็จพระภัทรมหาราช”  และต่อมาในปี พ.ศ. 2539 มีการถวายใหม่ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” และ “พระภูมิพลมหาราช”   และต่อมาในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมชนกนาถขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย คำอ่าน และสรรพนาม คำขึ้นต้น คำลงท้าย ในการกราบบังคมทูล กราบทูล ได้ระบุพระปรมาภิไธยอย่างย่อไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน