Columnist

ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ: จาก พ.ศ. 2528 จนถึงปัจจุบัน

27 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 7:35
ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ: จาก พ.ศ. 2528 จนถึงปัจจุบัน
เปิดอ่าน 1,596
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

คนแรกและคนเดียวผู้บุกเบิกงานวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์เกี่ยวกับการปกครองสวีเดน

จากการสำรวจวรรณกรรมทางวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการเมืองการปกครองสวีเดน ผู้เขียนพบว่า การปกครองประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย (เดนมาร์ก นอร์เวย์  ฟินแลนด์ และสวีเดน) ของท่านรองศาสตราจารย์ ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ (อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และอดีตรองอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)  

เป็นเอกสารเล่มเดียวเท่านั้นที่มีอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2528 จนบัดนี้ ที่อธิบายความเป็นมาของการเมืองการปกครองของสวีเดนในทางรัฐศาสตร์   ส่วนหนังสือประวัติศาสตร์ยุโรปที่เขียนเกี่ยวกับสวีเดนก็มีเฉพาะช่วงที่สวีเดนเป็นจักรวรรดิและเป็นส่วนเล็กๆของหนังสือเท่านั้น   

ผลงานดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากการที่ท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์บุกเบิกองค์ความรู้ในเรื่องนี้โดยการเปิดวิชาการเมืองและการปกครองของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียขึ้นที่ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ พ.ศ. 2504 และต่อมามีอุปสรรคจาก “การเมืองในภาควิชา” ที่ทำให้ท่านไม่สามารถเปิดสอนวิชาดังกล่าวนี้ได้พร้อมๆไปกับการเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย                                                                     

งานของท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์จึงถือว่าเป็นงานบุกเบิกองค์ความรู้ทางการเมืองการปกครองสวีเดนเป็นชิ้นแรก และที่น่าเสียดายสำหรับวงการรัฐศาสตร์ไทยที่ศึกษาการปกครองยุโรปโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ที่นับตั้งแต่งานของประพันธ์พงศ์แล้ว ไม่มีการศึกษาต่อยอดเพิ่มเติมเลยแม้แต่ชิ้นเดียว                                                                                                                                                                          

ความน่าเสียดายที่ว่านี้มีสองประการ ประการแรก วงการรัฐศาสตร์ไทยได้ละเลยการศึกษาการปกครองของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียที่ได้เริ่มต้นไว้โดยท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์ ทั้งที่ประเทศในกลุ่มนี้มีความสำคัญโดดเด่นในยุโรปและในโลกไม่แพ้ประเทศชั้นนำอื่นๆ อันได้แก่ สหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐฝรั่งเศส  ประการที่สองคือ  ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียโดยเฉพาะเดนมาร์ก นอร์เวย์และสวีเดนเป็นประเทศที่มีรูปแบบการปกครองแบบเดียวกับของไทย

นั่นคือ รูปแบบการปกครองพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญหรืออีกนัยหนึ่ง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”  ซึ่งการเมืองการปกครองของทั้งสามประเทศนี้ได้รับการยอมรับว่ามีเสถียรภาพและได้รับการจัดอันดับความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในอันดับหนึ่งหรือไม่เกินสามอันดับแรกของการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆทั่วโลก และในแง่ของความเป็นอยู่ก็ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่ประชาชนมีความสุขในอันดับต้นๆของโลกเช่นกัน                                                                                                                                                 

 


แม้ว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นต้นแบบของรูปแบบการปกครองที่ว่านี้ แต่ก็ไม่ได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร อีกทั้งในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองเพื่อนำไปสู่รูปแบบการปกครองพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ สหราชอาณาจักรต้องผ่านสงครามกลางเมือง (ค.ศ. 1642-1649) ระหว่างฝ่ายพระมหากษัตริย์กับฝ่ายรัฐสภาและต้องลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายพระมหากษัตริย์และพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่งต้องถูกพิพากษาตัดสินสำเร็จโทษด้วยการบั่นพระเศียรในปี ค.ศ. 1649  

ดังนั้น ในการศึกษาวิวัฒนาการความเป็นมาของรูปแบบการปกครองพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศที่ใช้รูปแบบการปกครองนี้ในฐานะที่จะใช้อ้างอิงเพื่อเป็นตัวแบบสำหรับการวางแนวทางเพื่อการปฏิรูปและกำหนดทิศทางของการแก้ไขปรับปรุงการเมืองการปกครองของไทย สหราชอาณาจักรอาจจะเป็นประโยชน์ได้ก็จริง แต่ก็ไม่น่าจะเป็นตัวแบบที่เหมาะสมสำหรับวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องผ่านสงครามกลางเมืองและการเสียเลือดเนื้อของทหาร ประชาชนและองค์พระมหากษัตริย์   

ดังนั้น การศึกษาการเมืองการปกครองเดนมาร์ก นอร์เวย์และสวีเดนจึงน่าจะจำเป็นและมีความเหมาะสมสอดคล้องมากกว่าสหราชอาณาจักร                        

ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์ท่านประพันธ์พงศ์ด้วยตัวเอง  พบว่า เหตุผลที่สนใจเปิดสอนและเขียนตำราวิชาดังกล่าวนี้เพราะท่านได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศสวีเดนที่มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ด้วยเหตุผลเพียงว่า “ไม่ค่อยมีใครสนใจไปเรียนที่สวีเดน”  และได้มีโอกาสไปเป็นลูกศิษย์ของ Niel Andren ศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม                                                                                                 

Niel Andren จบปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Uppsala ในปี ค.ศ. 1947 ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับพัฒนาการแบบก้าวกระโดดของแนวคิดแบบรัฐสภานิยมของอังกฤษ (parliamentarism’s breakthrough in England)  และได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Gothenburg ในปีเดียวกับที่เขาจบปริญญาเอก และต่อมาเพียงปีเดียว เขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นว่าที่ศาสตราจารย์ (acting professor)  และได้รับแต่งตั้งให้เป็น “docentur” ที่มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ตำแหน่งที่ว่านี้เป็นชื่อตำแหน่งในมหาวิทยาลัยในสวีเดนที่บ่งบอกถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติเกินกว่าระดับปริญญาเอก มีประสบการณ์การสอนและมีงานวิชาการที่มากพอที่จะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ นักศึกษาปริญญาเอกได้ ซึ่งการที่ Nils Andren ได้ตำแหน่งนี้ในปี ค.ศ. 1950

นับว่าเร็วมากสำหรับนักวิชาการที่เพิ่งจบปริญญาเอกมาได้เพียงสองปี  และได้เป็นผู้สอนวิชารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958  และได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เดนมาร์กระหว่าง ค.ศ. 1967-1969                                                                                 

และด้วยความเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทางรัฐศาสตร์และระบบรัฐสภาและการเมืองการปกครองสวีเดนของ Nils Andren  ส่งผลให้ท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์ได้รับถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวนี้มาอย่างเต็มที่ และยังได้มีโอกาสถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบผู้ตรวจการรัฐสภา (ombudsman) ของสวีเดนให้แก่ท่านอาจารย์ชัยอนันต์ (ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช)  อิทธิพลของ Niel Andren ปรากฏให้เห็นชัดเจนในเอกสาร “การปกครองประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย” ของท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  Modern Swedish Government (1961) และ Government and Politics in the Nordic Countries (1964) ที่ได้รับการอ้างอิงเป็นหลัก                                                                                                                          

ดังนั้นเหตุผลที่ทำให้ท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์สนใจเปิดสอนและเขียนตำราวิชาดังกล่าวทิ้งไว้เป็นมรดกที่ดูเหมือนจะไม่มีนักวิชาการรัฐศาสตร์ไทยคนไหนรับก็คือ การตัดสินใจไปเรียนต่อทางรัฐศาสตร์ที่สวีเดนเพราะเป็นประเทศที่ไม่มีใครสนใจจะไป และด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็ไม่มีใครทราบที่ท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์ได้เป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ Nils Andren    


ส่วนเหตุผลที่นักรัฐศาสตร์ไทยคนอื่นไม่ได้สนใจที่จะศึกษาการเมืองการปกครองกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียก็น่าจะเป็นเพราะ ทุนศึกษาต่อปริญญาระดับสูงส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรหรือฝรั่งเศส และถึงแม้ว่าประเทศทางยุโรปเหนือจะมีทุนให้ แต่ผู้สนใจจะศึกษาต่อก็มักจะมุ่งที่จะไปศึกษาการเมืองการปกครองของประเทศอื่นๆมากกว่าในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย  อีกทั้งหากจะศึกษาลงลึกไปจริงๆ ก็คงต้องพบกับอุปสรรคทางด้านภาษาที่จะต้องค้นข้อมูลในระดับปฐมภูมิ 

และเหตุผลประการสุดท้ายก็น่าจะมาจากปัจจัยของการเมืองระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลทางความคิดและการรับรู้ของนักวิชาการในเมืองไทยส่วนใหญ่ยกเว้นท่านอาจารย์ประพันธ์พงศ์                                                                                     

เพราะแม้แต่ตัวผู้เขียนเองในช่วงที่ศึกษาในระดับปริญญาตรี แม้จะมีการเปิดสอนวิชาดังกล่าวนี้ แต่ก็มิได้คิดสนใจจะไปลงทะเบียนเรียนแต่อย่างใด  แต่มาสนใจศึกษาเรื่องสวีเดนก็ตอนที่อายุปาเข้าไปหกสิบแล้ว !!

                                                 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน