Columnist

ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (7)

20 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 7:30
ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (7)
เปิดอ่าน 1,369
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ความเหมือนและความต่างฯ เดินทางมาถึงตอนที่ 7 ด้วยวลี:“ตาวัน แกก็เป็นกบฏกับเขาด้วยรึ”

แผนการของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี พ.ศ. 2475 ดูจะมีความคล้ายคลึงกับแผนการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะผู้ก่อการของสวีเดนในปี ค.ศ. 1809  ของไทยเราคือ คณะราษฎร ของสวีเดนเขาเรียกกันว่า “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” (1809 års män)  

สวีเดนใช้แผนจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่  ส่วนไทย ตอนแรกก็คิดจะจับกุมตัวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ที่ประชุมคณะราษฎรไม่เห็นชอบกับแผนดังกล่าวของพระยาทรงสุรเดชที่เคยไปเรียนอยู่ที่เยอรมนีถึงแปดปี  และเยอรมนีเป็นประเทศที่อยู่ติดสวีเดน สันนิษฐานถึงความเป็นไปได้ว่า พระยาทรงสุรเดชน่าจะได้อ่านประวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสวีเดน  เพราะภาษาสวีเดน-เยอรมันมีความใกล้เคียงกัน แต่ถึงไม่ได้อ่านภาษาสวีเดน  แต่ข้อเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดนในภาษาเยอรมันก็มีอยู่มากมาย                          

ความสำเร็จในการบุกเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่คือ การที่นายพล Adlercreutz อาศัยการเป็นคนที่กษัตริย์ไว้วางใจบุกเข้าไปจับกุมตัวพระองค์ได้โดยสะดวก  ส่วนคณะราษฎรเปลี่ยนเป้าหมายจากพระบาทสมเด็จพะปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

โดยมอบหมายให้พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) เป็นผู้ดำเนินการ แต่พระประศาสน์พิทยายุทธไม่ได้ใช้หน้าตัวเองในการบุกเข้าไปในวังบางขุนพรหม แต่ใช้หน้าของหัวหน้าสถานีตำรวจบางขุนพรหมที่ตนไปจี้ตัวมาให้นั่งรถเข้าวังไปด้วยกัน     

และหลังจากนั้น จากบทความของคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ที่เขียนไว้ใน  “24 มิถุนายน 2475 ยุทธการพลิกแผ่นดินสยาม” จากเวป “101” (vanchai tantivitayapitak | Jun 24, 2017https://www.the101.world/24-june-2475/)  บรรยายไว้ว่า “เมื่อขบวนนักปฏิวัติเข้าประตูวังได้แล้ว ก็เคลื่อนพลไปยังตำหนักหลังใหญ่ ทันใดนั้นพระยาอาษาพลนิกร ซึ่งยืนอยู่ที่ลานหญ้าตำหนัก เมื่อเห็นรถเกราะแล่นเข้าก็ยิงปืนใส่ พลปืนประจำรถเกราะจึงลั่นกระสุนขู่ออกไป พระยาอาษาฯ วิ่งหนีเข้าไปหลังตำหนัก  พระประศาสน์ฯ สั่งให้ทหารขยายแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งไปตามสนามหน้าตำหนัก เตรียมรับการต่อสู้ และสั่งให้นายร้อยตำรวจผู้นั้นขึ้นไปเจรจาให้กรมพระนครสวรรค์ฯ เสด็จมาพบ  สิบนาทีผ่านไปมีแต่ความเงียบ พระประศาสน์ฯ จึงสั่งทหารให้ติดดาบปลายปืน เดินเข้าไปด้านหลังตำหนัก และเดินเรื่อยเข้าไปจนถึงเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงพบกรมพระนครสวรรค์ฯ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ พร้อมบริวารประมาณ 100 คน ถืออาวุธเตรียมสู้

ขณะที่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ทหารเรือฝ่ายปฏิบัติได้ลอยเรือรบคอยสกัดกั้นการหนีของบุคคลผู้ทรงอำนาจที่สุดในพระนครไว้แล้ว ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายที่ต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่นั้น พระประศาสน์ฯ ประกาศก้องห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใครลงมือปฏิบัติการโดยไม่ได้รับคำสั่ง แล้วเดินเข้าไปหากรมพระนครสวรรค์ฯ แต่ผู้เดียว


“ตาวัน (ชื่อเล่นพระประศาสน์ฯ) แกก็เป็นกบฏกับเขาด้วยรึ” กรมพระนครสวรรค์ฯ ตรัสด้วยความขมขื่น  พระประศาสน์ฯ มิได้ทูลตอบคำถามนั้น แต่ทูลเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย และทูลให้ทราบว่า ที่มานี้เพื่อจะเชิญเสด็จพระองค์ไปประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นการชั่วคราว เป็นประกันมิให้เกิดอันตรายใดๆแก่คณะราษฎร ส่วนอันตรายอันจะเกิดแก่พระองค์ท่านนั้น พระประศาสน์ฯ ขอรับประกันเอง   แต่กรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงตอบปฏิเสธ พระประศาสน์ฯ จึงทูลเชิญออกมาเจรจากันหน้าพระตำหนัก ในที่สุดพระองค์ก็ทรงยินยอมและตรัสว่า  “ฉันอยากให้พวกแกลองปกครองบ้านเมืองดูบ้าง เพราะได้เล่าเรียนกันมามากแล้ว”                                                                              

ก่อนหน้าการปฏิวัติไม่กี่เดือน กรมพระนครสวรรค์ฯ เคยรับสั่งกับผู้ใกล้ชิดว่า “บ้านเมืองนั้นจะปกครองในรูปใดๆ ก็ได้ แต่พร้อมหรือยังที่จะปกครอง ความชำนาญนั้นกว่าจะเกิดขึ้นต้องใช้เวลานาน ฉันกว่าจะรู้อะไรๆ ครบถ้วนในการปกครองก็มีอายุกว่า 50 ปีแล้ว”                                                                                             

ในระหว่างการเจรจา พระยาอธิกรณ์ฯ ได้ชักปืนโคลท์ 9 มม. ออกมาจะยิงพระประศาสน์ฯ แต่ ร.อ.หลวงนิเทศกลกิจเหลือบเห็นก่อน จึงกระโดดเตะมือพระยาอธิกรณ์ฯ จนปืนกระเด็นตกลงที่พื้นสนาม ทหารคนอื่นจึงกรูกันแย่งปืน พระประศาสน์ฯ มีสีหน้าเคร่งเครียดมากขึ้น สั่งให้ทหารเตรียมปลดอาวุธฝ่ายตรงข้าม กรมพระนครสวรรค์ฯ จึงปลงใจทรงยอมไปด้วย แต่ขอเวลาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายก่อน เพราะตอนนั้นอยู่ในฉลองพระองค์กางเกงแพรจีน เสื้อกุยเฮง แต่พระประศาสน์ฯ ปฏิเสธ เนื่องจากเสียเวลามามากแล้ว และไม่แน่ใจว่าเมื่อเสด็จกลับตำหนักแล้วอาจจะเปลี่ยนพระทัย ในวังเองก็มีปืนกลตั้งเรียงรายอยู่ อาจเกิดการนองเลือดขึ้นได้ ท้ายที่สุด พระองค์ขอให้จัดรถที่เหมาะสมกว่ารถบรรทุกทหารมาให้ประทับ แต่พระประศาสน์ฯ ก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด และทูลเชิญขึ้นรถบรรทุกทันที                                                                                    

บริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งเป็นกองบัญชาการใหญ่ ได้จัดวางยามรักษาการณ์อย่างแน่นหนา มีทหารบกทหารเรือติดดาบปลายปืนบนถนนทุกสายที่มุ่งสู่กองบัญชาการ บนตัวตึกมีทหารพร้อมปืนกลมือยืนประจำช่องหน้าต่างโดยรอบ  พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ออกมารอรับสมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิต  “ตาพจน์ก็เอากับเขาเหมือนกันหรือนี่” แล้วรับสั่งต่อว่า  “เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน … อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวหรือ”


ตลอดวันที่ 24 มิถุนายน หลังจากประชาชนได้ทราบข่าวการปฏิวัติของสามัญชนครั้งแรกในแผ่นดินสยาม ผู้คนได้หลั่งไหลกันมาที่บริเวณถนนราชดำเนิน ลานพระบรมรูปทรงม้า จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยความตื่นเต้นขณะที่ทหารและพลเรือนบ้างขึ้นรถบรรทุก บ้างลงเรือไปตามลำน้ำ กระจายไปทั่วกรุงเทพฯ และธนบุรี อ่านประกาศแถลงการณ์คณะราษฎรให้ประชาชนฟังตลอดทั้งวัน ที่สี่กั๊กพระยาศรี คนของคณะราษฎรคอยอ่านประกาศอยู่ที่นั่น มีประชาชนสนใจมาฟังอย่างเนืองแน่น                                                           

คืนนั้นสถานีวิทยุกระจายเสียงประกาศการยึดอำนาจการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้คนไทยและชาวโลกรับทราบอย่างเป็นทางการว่า “บัดนี้ประเทศสยามได้เกิดการปฏิวัติแล้ว ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ใช้กันมาหลายร้อยปีได้อวสารลงแล้ว สยามตื่นตัวและกำลังจะก้าวไปข้างหน้าแล้ว” จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงในการวางแผนจับกุมตัวบุคคลสำคัญไว้เป็นตัวประกันเพื่อความปลอดภัยของคณะผู้ก่อการทั้งในกรณีของสวีเดนและของไทย  แต่ในกรณีของสวีเดนไม่มีการใช้อาวุธแต่อย่างใด เพราะสามารถเข้าไปจับกุมตัวกษัตริย์ได้ในวังชั้นในโดยอาศัยความเป็นคนที่ได้รับการไว้วางใจ  แต่ของไทยเรา พระประศาสน์พิทยายุทธ์มีไหวพริบแม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนที่จะเข้านอกออกในวังได้อย่างสะดวก  แต่กระนั้น ก็มีการใช้ความรุนแรงยิงกันขึ้น แต่โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร แต่ที่แน่ๆก็คือ พระประศาสน์พิทยายุทธ์จับกุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯสำเร็จ ก็เพราะพระองค์ไม่ทรงขัดขืนแต่ประการใดทั้งๆที่มีกำลังคนอยู่ 100 คนอยู่ ณ ที่นั้น                                                                     

แต่พระองค์ทรงยินยอมและตรัสว่า  “ฉันอยากให้พวกแกลองปกครองบ้านเมืองดูบ้าง เพราะได้เล่าเรียนกันมามากแล้ว”   พระองค์ทรงเข้าพระทัยในเป้าหมายอันดีของคณะราษฎร อีกทั้งพระองค์ก็ทรงเมตตาพระประศาสน์พิทยายุทธ์ด้วย ด้วยพระองค์ทรงคุ้นเคยกับเขาผู้นี้เป็นอย่างดี                                                                     

“ตาวัน แกก็เป็นกบฏกับเขาด้วยรึ”

สี่ทหารเสือคณะราษฎร: (จากซ้าย) พระยาทรงสุรเดช, พระประศาสน์พิทยายุทธ, พระยาพหลพลพยุหเสนา และพระยาฤทธิอัคเนย์

สี่ทหารเสือคณะราษฎร: (จากซ้าย) พระยาทรงสุรเดช, พระประศาสน์พิทยายุทธ, พระยาพหลพลพยุหเสนา และพระยาฤทธิอัคเนย์

ขอบคุณภาพจาก : https://www.silpa-mag.com/history/article_34588

กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)

 

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน