Columnist

พระนางมากาเรตแห่ง Kalmar Union: ราชินี ลิขิตพระเจ้า

29 สิงหาคม 2019 เวลา 05:56 น.

เปิดอ่าน 70
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ในปลายศตวรรษที่สี่ เดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เวย์ได้ทำข้อตกลงที่จะอยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน ซึ่งการมาอยู่ร่วมกันนี้มีชื่อเรียกว่า “สหภาพกาลมาร์” (Kalmar Union)  โดยคำว่า  “Kalmar” เป็นชื่อของท่าในตะวันออกเฉียงใต้ของสวีเดน อันเป็นสถานที่ที่มีการลงนามทำสัญญาในการก่อตั้ง “the Union of Kalmar” 

 

 Kalmar Union ไม่ได้เกิดจากการบังคับหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้กำลังทำศึกชนะและบังคับให้ฝ่ายที่เหลือต้องมาอยู่ใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์ของตน    และก็ไม่ใช่ว่ามีรัฐใดรัฐหนึ่งหรือสองรัฐมีปัญหาที่ต้องมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์ของรัฐหนึ่ง  แต่สาเหตุสำคัญคือ รัฐทั้งสามนี้ต่างมีปัญหาร่วมกันที่ทำให้จำเป็นต้องมาผนึกกำลังอยู่ใต้กษัตริย์พระองค์เดียวกัน  ปัญหาร่วมกันที่ว่านี้คืออะไร ?  และในสามรัฐนี้ กษัตริย์รัฐใดคือกษัตริย์ที่ทรงปกครองทั้งสามรัฐ ?

 

ก่อนจะเฉลยว่าอะไรคือปัญหาร้ายแรงที่ว่านี้ ผู้เขียนคงต้องให้ข้อมูลไว้ด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั้งสามอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “ทั้งรักทั้งชังทั้งหวานและขมขื่น”  ที่ว่าทั้งรักก็เพราะมีการแต่งงานกันระหว่างสมาชิกในราชวงศ์ของทั้งสามรัฐ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่แต่งเพราะรักเสมอไป แต่แต่งด้วยเหตุผลทางการเมือง  ที่ว่าทั้งชัง ก็เพราะว่า จากการแต่งงานกลายเป็นญาติกัน ทำให้บางทีกษัตริย์รัฐหนึ่งต้องยกทัพเข้าไปช่วยญาติเวลาเกิดศึกแย่งชิงบัลลังก์กันขึ้น หรือแม้ไม่เกิดศึก

 

แต่ถ้าอ่อนแอขึ้นมา ก็มักจะฉวยโอกาสเข้าไปแทรกแซง และที่ว่าขมขื่นก็เพราะศึกสงครามระหว่างสามรัฐนี้ทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก หรือเวลากษัตริย์รัฐหนึ่งหนีไปหลบภัยการเมืองไปอาศัยใบบุญของอีกรัฐหนึ่ง ทำให้ลอยนวลไปได้ สร้างความรู้สึกขื่นขมในความสัมพันธ์กันและกัน  ดังนั้นการที่ทั้งสามรัฐนี้มารวมตัวกันภายใต้กษัตริย์พระองค์เดียวจึงเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

 

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐทั้งสามตัดสินใจมาเป็นสหพันธ์กาลมาร์ก็คือ การมีศัตรูร่วมกัน ศัตรูที่ว่านี้คือกลุ่มพ่อค้าเยอรมันที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ “the Hanseatic League” ที่นับวันจะมีอำนาจและอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆและเป็นภัยคุกคามผลประโยชน์ของทั้งสามรัฐในแถบบอลติก  ซึ่งแม้ว่าทั้งสามรัฐนี้จะมีความสัมพันธ์แบบ “ทั้งรักทั้งชัง” แต่ก็มีความใกล้ชิดใกล้เคียงกันในหลายๆด้านมากกว่าพวกเยอรมัน  และในตอนแรกทั้งสามรัฐได้ข้อสรุปตรงกันว่า  “หนทางที่ดีที่สุดที่จะต้านกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากเยอรมนีนี้คือ การรวมกำลังเป็นหนึ่งเดียว การเชื่อมโยงประเทศเข้าด้วยกันจะทำให้เข้มแข็งกว่าและสามารถที่จะต้านการรุกรานจากเยอรมนีได้”

 

และรูปแบบความร่วมมือที่ตกลงกันได้ในการหาทางร่วมกันในการทัดทานอำนาจอิทธิพลของ “the Hanseatic League ก็คือ การกำเนิด “the Kalmar Union” เป็นการกำเนิดการรวมสถาบันกษัตริย์หนึ่งเดียวสามประเทศในปี ค.ศ. 1397    คำถามต่อมาคือ อยู่ภายใต้กษัตริย์ของรัฐอะไร ?

 

คำตอบคือ  ภายใต้กษัตริย์เดนมาร์กและที่น่าสนใจคือเป็นสมเด็จพระราชินีด้วย ! 

 

เงื่อนไขและสภาพการณ์ที่อำนวยให้ทั้งสามประเทศหาทางออกภายใต้ the Kalmar Union ที่อยู่ภายใต้การนำของกษัตริย์พระองค์เดียวที่เป็นสมเด็จพระราชินีนี้ดูจะเป็นเรื่องของความบังเอิญและโชคชะตาไม่น้อยทีเดียว

มิฉะนั้นแล้ว สวีเดนและนอร์เวย์จะยอมอยู่ภายใต้สมเด็จพระราชินีเดนมาร์กได้อย่างไร?                 

 

ความบังเอิญและโชคชะตาที่ว่าก็คือ ทั้งนอร์เวย์และสวีเดนบังเอิญมีปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์ คือหมดสายผู้สืบบัลลังก์ไปในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน และจากการแต่งงานข้ามกันไปมาระหว่างราชวงศ์ของรัฐทั้งสาม ทำให้เหลือผู้ที่มีสิทธิ์จะขึ้นครองบัลลังก์อยู่เพียงพระองค์เดียว นั่นคือ เจ้าหญิงมากาเรต ผู้ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าวาลเดมาร์ที่สี่แห่งเดนมาร์ก และในขณะที่พระองค์มีพระชนมายุได้ ๖ ชันษา ก็ได้มีการหมั้นหมายพระองค์กับเจ้าชายฮากอนแห่งนอร์เวย์ ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ฮากอนที่สี่แห่งนอร์เวย์

 

ขณะเดียวกันฮากอนเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าแมกนัส อิริคสันแห่งสวีเดน ต่อมาพระเชษฐาของพระนางมากาเรตได้สิ้นพระชนม์ลง ทำให้ไม่มีผู้สืบบัลลังก์เดนมาร์กนอกจากตัวพระนาง  อีกทั้งหลังจากที่พระนางได้มีพระราชโอรสกับพระเจ้าฮากอนที่สี่  พระเจ้าฮากอนที่สี่ก็สิ้นพระชนม์ลง ทำให้พระราชโอรสที่ชื่อโอลาฟเป็นว่าที่กษัตริย์แห่งนอร์เวย์  แต่โอลาฟก็กลับสิ้นพระชนม์ลงเมื่อพระชนมายุได้เพียง ๑๒ พรรษา การสิ้นพระชนม์ของโอลาฟเป็นปัญหารุนแรงของนอร์เวย์เพราะทำให้นอร์เวย์ไม่มีองค์รัชทายาที่เป็นผู้ชายเหลือเลย

 

ส่วนในสวีเดนก็เกิดศึกสงครามที่เริ่มโดยเจ้าชายอีริกผู้เป็นพระเชษฐาของกษัตริย์ฮากอนได้ก่อกบฏชิงบัลลังก์จากพระเจ้าแมกนัสผู้เป็นพระราชบิดา แค่ตัวเองก็ต้องสิ้นพระชนม์ลงในสงครามดังกล่าว  และต่อมาพระเจ้าแมกนัสถูกพวกอภิชนในสวีเดนรวมหัวกันโค่นบัลลังก์โดยขอกำลังจากเจ้าชายอัลเบิร์ตที่เป็นหลานของพระเจ้าแมกนัสเอง ที่เคยลี้ภัยจากสวีเดนไปอาศัยกับพวกเยอรมันมาสนับสนุน และพวกอภิชนยกได้ยกให้เจ้าชายอัลเบิร์ตขึ้นครองบัลลังก์สวีเดน                                                                                      

จากเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้พระนางมากาเรตทรงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการของเดนมาร์กและเป็นสมเด็จพระราชินีของนอร์เวย์ในเวลาเดียวกัน เพราะเดนมาร์กยังไม่ไห้สตรีขึ้นครองราชย์ พระนางจึงทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเดนมาร์ก แต่ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งนอร์เวย์  ต่อมาพวกอภิชนในสวีเดนกลับไม่พอใจกษัตริย์อัลเบิร์ต และได้กราบบังคมทูลขอให้พระนางมากาเรตให้ทรงช่วยโค่นล้มอัลเบิร์ตได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน พระนางก็มีสถานะเป็น “ลูกสะใภ้กษัตริย์สวีเดน”  อยู่ด้วย               

 

กล่าวโดยสรุปคือ ด้วยความบังเอิญและโชคชะตาของราชวงศ์ของสามรัฐนี้ นั่นคือ  เมื่อพระเจ้าวาลเดมาร์ที่สี่แห่งเดนมาร์กสิ้นพระชนม์ลงในปี 1375  ไม่มีทายาทผู้ชายที่จะสืบบัลลังก์ ขณะเดียวกันพระเจ้าฮากอนที่สี่พระราชบุตรเขยของพระองค์เป็นกษัตริย์แห่งนอร์เวย์ก็มาสิ้นพระชนม์ลงอีก โดยมีพระราชโอรสคือโอลาฟซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่  พระราชมารดาคือราชินีมากาเรตจึงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่โอลาฟก็มาสิ้นพระชนม์ลงอีก  ทำให้พระนางมากาเรตต้องอยู่ในสถานะที่ครองบัลลังก์ทั้งนอร์เวย์และเดนมาร์ก และหลังจากที่พระองค์ทรงช่วยเหลือพวกอภิชนสวีเดนในการโค่นล้มกษัตริย์อัลเบิร์ต และไม่เหลือผู้ใดจะสืบบัลลังก์ และโดยฐานะที่ทรงเป็น “สะใภ้กษัตริย์สวีเดน” จึงมีการประกาศว่า พระองค์ทรงเป็น “สตรีผู้ทรงอำนาจทั้งหมดแห่งสวีเดน”                                                                                                                   

และถ้าพูดภาษาปากแบบบ้านๆ ก็คือ พระนางมากาเรตเป็น “ลูกสาวกษัตริย์เดนมาร์ก เป็นภริยากษัตริย์นอร์เวย์ เป็นแม่ขององค์รัชทายาทนอร์เวย์และเป็นลูกสะใภ้กษัตริย์สวีเดน”  และทั้งกษัตริย์เดนมาร์ก กษัตริย์นอร์เวย์และกษัตริย์สวีเดนมาหมดสายสืบบัลลังก์เอาพร้อมๆกันอย่างนี้ จะไม่เรียกว่าโชคชะตาและความบังเอิญได้อย่างไร ?!! หรือไม่พระนางคือ ราชินีที่มาจากลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า

 

และเมื่อทั้งเดนมาร์ก นอร์เวย์และสวีเดนอยู่ภายใต้ปัญหาคุกคามจาก the Hanseatic League  และเมื่อเกิดข้อตกลง “the Kalmar Union”  ก็ได้มีการยอมรับและประกาศให้พระองค์เป็น “Our Mighty Lady and Sovereign”  สตรีที่ทรงอำนาจและเป็นองค์อธิปัตย์แห่งเดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เวย์ในปี ค.ศ. 1397 ภายใต้หลักการที่เรียกว่า aeque principaliter  นั่นคือ ทั้งสามอาณาจักรนี้จะอยู่ในฐานะที่เสมอกันภายใต้กษัตริย์พระองค์เดียวกัน และกษัตริย์จะปกครองอาณาจักรทั้งสามตามสิทธิ์และกฎหมายของแต่ละอาณาจักร                 

 

คำถามคือ แล้วสมเด็จพระราชินีมากาเรตผู้ปกครองพระองค์แรกแห่งสามอาณาจักรที่เรียกว่า “the Kalmar Union” นี้ ทรงสามารถปกครองอาณาจักรทั้งสามและทัดทานอำนาจอิทธิพลของกลุ่มพ่อค้าเยอรมันได้แค่ไหน ?                                                                                                                                                                           

คำตอบคือ ประวัติศาสตร์สแกนดิเนเวียได้ยอมรับร่วมกันและบันทึกไว้ว่า พระองค์เป็นพระราชินีพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์นอร์เวย์ และเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่น่าสนใจที่สุดและมีอัจฉริยภาพและพรสวรรค์ในทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของสแกนดิเนเวีย

 

  ถ้าใครไปเมือง Roskilde (ออสคิลด) ในเดนมาร์ก ไปแวะเยี่ยมคารวะหลุมพระศพของพระนางได้ที่วิหารประจำเมืองนี้

ได้เลยครับ

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)