Columnist

ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน ( 5 )

6 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 8:10
ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน ( 5 )
เปิดอ่าน 1,537
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

"พวกเจ้ากำลังถูกชักนำไปในทางที่ผิด และพวกเจ้าจะต้องลำบากในสิ่งที่เจ้ากำลังจะทำลงไป"

แผนการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองในสวีเดน ค.ศ. 1809 สำเร็จลุล่วงไปได้โดยไม่การบาดเจ็บเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด  เพราะคณะผู้ก่อการหรือที่เรียกว่า “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” (1809 års män) ใช้วิธีการบุกเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ และสามารถเข้าไปจับกุมตัวพระองค์ถึงในวังได้ ก็ด้วยอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจที่พระองค์มีต่อคณะบุคคลเจ็ดคน

นำโดยนายพล Adlercreutz และนายพล Klingspor ที่เป็นนายทหารที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์สวีเดนมาตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้ากุสตาฟที่สาม (บุคคลอีกห้าคนที่ร่วมก่อการครั้งนี้คือ นายพล Isaac Lars Silfversparre นายพล Stromfelt นายพันตรี Von Otter  เคานต์ GyldenStolpe และเคานต์ Ugglas)                                                                                                                  

ความไว้วางใจที่พระองค์มีต่อ Adlercreutz และ Klingspor นี้เรียกว่า “ไว้ใจที่สุด” เพราะก่อนหน้าที่จะมีการจับกุมตัวพระองค์  พระองค์ทรงทราบข่าวการก่อกบฏที่เกิดขึ้นโดยนายพันโท Adlersparre  และพระองค์ได้ทรงเรียกตัวนายพลทั้งสองให้มาเข้าเฝ้าเพื่อปรึกษาความที่เกิดขึ้น                                                                                

และในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1809 อันเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง Adlercreutz และคณะได้ขอกราบบังคมทูลเข้าเฝ้าพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ ด้วยทราบว่า พระองค์กำลังจะเสด็จออกจากเมืองหลวงไปตั้งหลักที่ Skane  เพื่อบัญชาการตอบโต้ทางการทหารแก่ฝ่าย Adlersparre ที่ออกแถลงการณ์กู้ชาติและเคลื่อนกำลังมายังเมืองหลวง และ  Adlercreutz ไม่ต้องการให้เกิดการรบพุ่งกันเองในกองทัพสวีเดน จึงต้องการเข้าไปกราบบังคมทูลไม่ให้พระองค์เสด็จออกไป ซึ่งตัว Adlercreutz เองก็คงมีแผนเผื่อไว้ด้วยหากพระองค์ไม่ยอมรับฟังคำแนะนำของเขา                                                      

ในบันทึกของนายพล Aldercreutz ได้เล่าว่า “ในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1809 แผนการเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ในวังนั้น  การเข้าถึงตัวกษัตริย์ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก”  สาเหตุที่ Adlercreutz คิดเช่นนั้น ก็เพราะเขารู้ดีว่า เขาเป็นผู้ที่กษัตริย์ไว้วางใจอย่างยิ่ง  ดังนั้น การไปเข้าเฝ้าจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร                  

เมื่อเขาได้เข้าเฝ้า เขาได้กราบบังคมทูลว่า “ขณะนี้บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในภยันตรายรอบด้าน และสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงหากพระองค์เสด็จออกจากพระนคร และด้วยเหตุนี้ บรรดาข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน รวมทั้งเหล่าพลมืองที่จงรักภักดีและมีเกียรติ ได้มอบหมายให้ข้าพระพุทธเจ้ามากราบบังคมทูลขอให้พระองค์ไม่ทรงเสด็จจากพระนครไป ด้วยเหตุผลที่ว่า....”  

และยังไม่ทันที่ Adlercreutz จะกล่าวจบประโยค   พระเจ้ากุสตาฟที่สี่ก็ทรงเข้าใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับพระองค์และสวีเดน


พระองค์ทรงตะโกนออกมาว่า “กบฏ พวกเจ้ากำลังถูกชักนำไปในทางที่ผิด และพวกเจ้าจะต้องลำบากในสิ่งที่เจ้ากำลังจะทำลงไป”                                                                                    

Adlercreutz ได้กราบบังคมทูลตอบว่า “พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้หลงผิด และไม่ใช่คนทรยศ ความปรารถนาของพวกข้าพระพุทธเจ้าคือต้องการปกป้องรักษาพระองค์และประเทศของเรา”                 

เมื่อถึงตอนนี้ พระเจ้ากุสตาฟที่สี่ได้ทรงชักพระแสงดาบของพระองค์ออกมา และทรงยืนหลังพิงกำแพง และได้เกิดการชุลมุนยื้อแย่งพระแสงดาบ  Adlercreutz ได้เข้าไปรัดเอวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่  ส่วนนายพล  Silfversparre ได้รีบเข้าไปฉกเอาพระแสงดาบมาจากทางด้านหลังของพระองค์                                     

พระเจ้ากุสตาฟที่สี่จึงทรงร้องตะโกนออกมาอย่างดังที่สุดว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วย พวกมันจะฆ่าเรา”   Adlercreutz ก็ได้ตะโกนว่า “พวกเราไม่ได้ต้องการทำร้ายพระองค์ แต่เราต้องการรักษาบ้านเมือง”  

พระองค์ทรงกำชับกลับมาว่า “เอาดาบของเราคืนมาเดี๋ยวนี้ ช่วยด้วย ช่วยด้วย เอาดาบมาให้เรา”  ทันใดนั้นก็มีเสียงการพยายามที่จะเปิดประตูเข้ามาจากภายนอกห้อง แต่ประตูถูกล็อกและรั้งไว้อย่างเหนียวแน่นจากด้านใน ทหารรักษาพระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะเข้ามาและช่วยพระองค์ 

พวกเขาใช้ดาบ ขวานและพยายามจะพังตัวล็อก ส่งผลให้ข้าวของในห้องที่ทำด้วยแก้วและกระจกแตกเศษกระจายไปทั่วทั้งห้อง รวมทั้งโคมไฟแก้วเจียระไนที่แขวนอยู่หล่นลงมาแตกกระจายด้วย  Adlercreutz ได้ก้าวไปยังประตูห้องที่กำลังถูกพังจากด้านนอก เขาได้เปิดประตู และกล่าวด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า “ด้วยตำแหน่งของเรา ขอสั่งให้พวกท่านถอยออกไปเดี๋ยวนี้ และอยู่ในความสงบ มิฉะนั้นพวกท่านจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น กษัตริย์มิได้อยู่ในภยันตรายแต่อย่างใด 

แต่ด้วยความจำเป็นทำให้พวกเราต้องมาถวายการอารักขา และพระองค์จะทรงอยู่ภายใต้การคุ้มกันอย่างเข้มงวด แต่พระเจ้ากุสตาฟที่สี่ก็ยังทรงไม่ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นและยังทรงเรียกร้องให้ทหารเอามาพระแสงดาบมาให้พระองค์  

แต่ด้วยความหนักแน่นและเฉียบขาดของ Adlercreutz เขาได้กล่าวต่อผู้นำนายทหารรักษาพระองค์ว่า “นายพล ท่านได้ถูกจับกุมแล้ว ผู้บัญชาการ Lowenhaupt ได้ถูกจับเป็นเชลยจนกว่าจะมีคำสั่งเพิ่มเติม” และเขาก็หันมากล่าวแก่นายทหารอีกคนหนึ่ง “เราได้จับกุมตัวท่านด้วย โปรดตามข้าพเจ้ามาทางนี้”


จากนั้น พระเจ้ากุสตาฟที่สี่ทรงค่อยๆฟื้นคืนสติจากการถูกจู่โจมอย่างรุนแรงฉับพลันกะทันหัน และอยู่ในความดูแลของเคานต์ Ugglas และเคานต์ Stromfelf  และแม้ว่า พระองค์จะทรงสามารถหนีจากการถูกคุมตัวไปได้โดยทางประตูลับ แต่ก็ทรงถูกจับกุมตัวอีกในที่สุด  และแผนการเข้าจับกุมตัวกษัตริย์ของคณะบุคคล ค.ศ. 1809 ก็สำเร็จลุล่วงไปได้โดยไม่มีใครต้องบาดเจ็บเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด               

ส่วนการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ก็มีอะไรที่คล้ายๆสวีเดนอยู่ไม่น้อย  โดยคณะราษฎรเปลี่ยนจากแผนจับกุมตัวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯที่เสนอโดยพระยาทรงสุรเดชมาเป็นแผนการเข้าจับกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์เป็นตัวประกันแทน

เริ่มต้นจากการเข้าจับกุมตัวสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เพราะทรงเป็นผู้ที่ทรงอำนาจอิทธิพลมากที่สุด  และตามข้อมูลจากจากบทความของคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์เรื่อง “24 มิถุนายน 2475 ยุทธการพลิกแผ่นดินสยาม” จากเวป “101” (vanchai tantivitayapitak | Jun 24, 2017https://www.the101.world/24-june-2475/)

 ได้กล่าวว่า “ที่จริงพระองค์ (กรมพระนครสวรรค์ฯ/ผู้เขียน) ก็ทรงรู้ระแคะระคายมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะมีผู้ก่อการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล ในจำนวนนี้มีรายชื่อพระยาทรงสุรเดชด้วย แต่กรมพระนครสวรรค์ฯ ไม่ทรงเชื่อ เพราะพระองค์คุ้นเคยกับพระยาทรงสุรเดชเป็นอย่างดีถึงขนาดเคยขอให้เป็นนายทหารประจำพระองค์

แม้กระทั่งเมื่ออธิบดีกรมตำรวจทำหมายจับผู้ก่อการห้าคน คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม น.ต.หลวงสินธุสงครามชัย ร.น. นายประยูร ภมรมนตรี ดร.ตั้ว ลพานุกรม ให้พระองค์ลงนาม แต่กรมพระนครสวรรค์ฯ ก็ทรงปฏิเสธ เพราะคุ้นเคยกับนายประยูรหรือ ‘ตายูรลูกตาแย้ม’ และ ดร.ตั้วตั้งแต่เด็ก เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นเด็กๆ ไม่ได้มีความหมายอะไร” 

จะเห็นได้ว่า พระองค์ทรงไว้วางพระทัยต่อบุคคลเหล่านั้น จึงชะล่าใจ แม้นจะมีผู้กราบทูลให้ทรงลงนามในหมายจับและในการบุกเข้าจับกุมตัวพระองค์  คณะราษฎรได้มอบหมายให้พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) เป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติการดังกล่าว

พระประศาสน์พิทยายุทธเป็นใคร มีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เหมือนกับนายพล Adlercreutz ของสวีเดนหรือเปล่า ?

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน