Columnist

ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (ตอนที่หนึ่ง)

9 มกราคม 2020 เวลา 12:39
ความเหมือนและความต่างในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทย-สวีเดน (ตอนที่หนึ่ง)
เปิดอ่าน 453
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

หากเกิดความขัดแย้งภายในจนเลยถึงไปถึงขั้นสงครามกลางเมืองแล้ว ประเทศจะตกที่นั่งลำบากมากขึ้น

 

ประเทศไทยเราเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475  โดยมีคณะบุคคลที่ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามของ “คณะราษฎร”  ส่วนของสวีเดน เปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2352 (ค.ศ. 1809)  โดยคณะบุคคลที่ต่อมารู้จักกันในสวีเดนในนามของ “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” (1809 års män)  เป็นเวลาก่อนหน้าของไทย  123 ปี                                                                                                                          

คณะบุคคล ค.ศ. 1809 ได้วางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยการบุกเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ (Gustav IV) ตั้งแต่ราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809  โดยคาดการณ์ว่า หากจับกุมตัวกษัตริย์ได้แล้ว ก็จะบังคับให้สละราชสมบัติ และทุกอย่างก็น่าจะดำเนินไปได้อย่างไม่ต้องมีการเสียเลือดเนื้อของทหารสองฝ่าย เพราะหากเกิดความขัดแย้งภายในจนเลยถึงไปถึงขั้นสงครามกลางเมืองแล้ว ประเทศจะตกที่นั่งลำบากมากขึ้น

 

เพราะในขณะนั้น สวีเดนภายใต้กุสตาฟที่สี่ได้ทำศึกสงครามรอบด้าน ไม่ว่าจะทางตะวันตกกับนอร์เวย์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก หรือทางตะวันออกที่มีศึกในฟินแลนด์กับรัสเซีย อีกทั้งยังมีนโปเลียนที่กำลังมีอิทธิพลสำคัญในยุโรปด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพและไม่ต้องเสียกำลังอะไรมากก็คือ การจับตัวกษัตริย์ให้ได้ และจะจับกุมตัวในขณะที่ทรงเสด็จไปกลับระหว่างเส้นทางที่พระองค์เสด็จเป็นประจำทุกวัน

 

 แต่แผนการดังกล่าวที่คิดจะลงมือปฏิบัติการในต้นปี ค.ศ. 1809 ก็ไม่บังเกิดขึ้น เพราะหนึ่งในมันสมองของคณะบุคคล ค.ศ. 1809 นั่นคือ Hans Jarta แย้งว่า ในขณะนั้น แผนการดังกล่าวไม่น่าจะปลอดภัย   

                                                                             

ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1809  จากที่มีการวางแผนกันมา แต่ไม่มีใครลงมือทำอะไร  นายทหารที่ชื่อ Georg Adlersparre ตัดสินใจประกาศแถลงการณ์กู้ชาติที่บริเวณชายแดนนอร์เวย์-สวีเดนและยกทัพเข้ากรุงสตอคโฮล์ม และเมื่อข่าวการแถลงการณ์มาถึงกุสตาฟที่สี่ พระองค์ก็ทรงเตรียมเสด็จไปยัง Skane เพราะมีนายพลผู้คุมกองกำลังที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มาตั้งแต่สมัยกุสตาฟที่สาม พระราชบิดาของพระองค์ แล้ว เพื่อเตรียมกองกำลังไว้ปราบกบฏ 

 

แต่เมื่อ “คณะบุคคล” ในสตอคโฮล์มทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปตั้งกองกำลัง พวกเขาก็รีบเข้าจับกุมตัวกุสตาฟที่สี่ในตอนเช้าของวันที่ 13 มีนาคม และหลังจากนั้น ก็ไม่ได้ต้องมีการนองเลือดหรือการต่อสู้ใดๆเกิดขึ้นเลย พูดง่ายๆก็คือเป็น “การปฏิวัติ” ที่สงบราบรื่น จะมีการใช้กำลังความรุนแรงก็เพียงเข้าจับกุมตัวกษัตริย์ มีการใช้กำลังลากฉุดตัวบ้าง

 

 

จากยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างง่ายดายผ่านแผนการจับกุมตัวกษัตริย์ของสวีเดนในปี ค.ศ. 1809  ทำให้เราต้องหวนกลับมาพิจารณาแผนการการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475  โดยผู้เขียนจะใช้ข้อมูลจากบทความของคุณวันชัน ตันติวิทยาพิทักษ์เรื่อง “24 มิถุนายน 2475 ยุทธการพลิกแผ่นดินสยาม” จากเวป “101” (vanchai tantivitayapitak | Jun 24, 2017 https://www.the101.world/24-june-2475/)

 

จากบันทึกของท่านปรีดี พนมยงค์มีใจความตอนหนึ่งว่า “เดือนกุมภาพันธ์ 2469 ณ หอพัก Rue du summerard กรุงปารีส ได้มีการประชุมกลุ่มผู้ต้องการเห็นบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นครั้งแรก ผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม กำลังศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ในโรงเรียนนายทหาร) ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี (ศึกษาวิชาการทหารม้าในโรงเรียนนายทหารของฝรั่งเศส)

 

นายตั้ว ลพานุกรม (นักศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอกในสวิตเซอร์แลนด์) หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี ผู้ช่วยเลขานุการทูตสยามประจำกรุงปารีส) นายแนบ พหลโยธิน (เนติบัณฑิตอังกฤษ) และนายปรีดี พนมยงค์ ที่ประชุมตกลงที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากรูปแบบกษัตริย์เหนือการปกครองมาเป็นการปกครองที่มีกษัตริย์ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการ ‘ยึดอำนาจโดยฉับพลัน’ เพื่อป้องกันมิให้มหาอำนาจคืออังกฤษและฝรั่งเศสที่มีอาณานิคมอยู่ล้อมรอบสยามประเทศถือโอกาสเข้าแทรกแซงยกกำลังทหารมายึดครองดินแดนสยามไปเป็นเมืองขึ้น” และ “การประชุมครั้งแรกมีมติให้พระยาพหลพลพยุหเสนา อดีตนักเรียนทหารเยอรมัน เป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ มอบหมายให้พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้วางแผนการยึดอำนาจ คณะผู้ก่อการมีมติว่าจะไม่ลงมือกระทำการในระหว่างที่มีงานมหกรรมฉลองพระมหานครครบรอบ 150 ปี และเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ  

 

ในการประชุมครั้งต่อมา พระยาทรงสุรเดชวางแผนใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายอารักขาแก่ในหลวงในฐานะองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย (เน้นโดยผู้เขียน)

 

แต่แผนนี้ไม่มีผู้เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขั้นนองเลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการปฏิวัติครั้งนี้คือ จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือดจนไม่ต้องกระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เกินควร และตกลงว่าจะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล”       

 

ทำไมพระยาทรงสุรเดชถึงคิดใช้แผนจับกุมตัวรัชกาลที่เจ็ด และจะบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญคือหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ?

 

 

พระยาทรงสุรเดชได้ “ทุนไปศึกษาต่อวิชาทหารช่างที่เยอรมนี เมื่อจบแล้วได้ยศนายสิบ แล้วจึงเรียนต่อระดับสัญญาบัตร ได้ยศร้อยตรี ก่อนไปประจำการที่กองทหารในมัคเดอบวร์ค และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2458 รวมทั้งสิ้นเป็นระยะเวลา 8 ปี” (https://th.wikipedia.org/wiki/พระยาทรงสุรเดช_(เทพ_พันธุมเสน )

 

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ช่วงเวลาในเยอรมนี 8 ปี  พระยาทรงสุรเดชจะได้รับรู้เรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านของเยอรมนี นั่นคือ สวีเดน โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ค.ศ. 1809  ยิ่งถ้าท่านรู้ภาษาเยอรมันด้วยแล้ว ก็จะเข้าถึงหนังสือเอกสารของสวีเดนได้ไม่ยากเลย  และแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสวีเดนน่าจะเป็นแบบในใจให้กับพระยาทรงสุรเดช เพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสวีเดนนั้นดูง่ายดายมาก !         

                                                             

แต่เมื่อแผนนี้ไม่มีผู้เห็นด้วย “เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขั้นนองเลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการปฏิวัติครั้งนี้คือ จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือดจนไม่ต้องกระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เกินควร” จึงเปลี่ยนมาเป็น “จะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล” และเปลี่ยนมาใช้แผนจับกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์ไว้เป็นตัวประกันแทน                                                   

 

แต่สิ่งที่น่าสงสัยทั้งของ “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” ของสวีเดน และ “คณะราษฎร” ของไทย ก็คือ การเข้าไปจับกุมตัวกษัตริย์กุสตาฟที่สี่ถึงในพระราชวัง กับ การเข้าไปจับกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์ตามวังต่างๆ ทำไมมันดูสะดวกดายเช่นนั้น ? อีกทั้ง ทำไมต้องใช้วิธีการ “ปฏิวัติเงียบ” ทำไมไม่เล่นแบบปฏิวัติฝรั่งเศสไปเลย ?  ยังไงมันก็น่าจะมีคำตอบ

 

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน