Columnist

การเลิกทาสในสวีเดน

22 สิงหาคม 2019 เวลา 05:03 น.

เปิดอ่าน 39
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ประเทศไทยเราเลิกทาสในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ได้ทรงออกกฎหมายเลิกทาสสองฉบับสองขั้นตอน กฎหมายฉบับแรกที่เป็นขั้นตอนแรกของการเริ่มการเลิกทาสคือ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" พ.ศ. 2417 โดยกำหนดให้มีการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี และเมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระโดยมีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก  ฉบับที่สองคือ  “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124”   พ.ศ. 2448 กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นอิสระในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448

       

ส่วนในสวีเดนมีการออกกฎหมายเลิกทาสในปี ค.ศ. 1335 (ราวๆ พ.ศ. 1878)  โดยพระเจ้าแมกนัสที่สี่ (Magnus IV)  ในช่วงที่ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินตามประเพณีที่เรียกว่า Eriksgata --- (การเสด็จไปยังพื้นที่ต่างๆเพื่อให้ผู้คนได้รับรู้และยอมรับการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์)  พระองค์ได้ทรงประกาศห้ามซื้อขายทาส  ห้ามไม่ให้เสรีชนเอาตัวเองไปเป็นทาสด้วยความสมัครใจ (เช่นคนที่ยากจนหรือมีหนี้สินจะยอมขายตัวเองเป็นทาส)   ห้ามไม่ให้มีการลงโทษทัณฑ์โดยเอาตัวไปเป็นทาส----เพราะแต่เดิมที่คนที่ฆ่าคนตายและไม่มีทรัพย์สินที่จะชดใช้ไถ่โทษจะถูกลงโทษโดยการเอาตัวไปเป็นทาส---และสุดท้าย ห้ามไม่ให้เด็กคนใดที่มีพ่อหรือแม่เป็นคริสต์จะต้องเป็นทาสอีกต่อไป   และจากเหตุผลท้ายสุดนี้ ทำให้สังเกตได้ว่าการเลิกทาสในสวีเดนเกิดจากเหตุผลในทางศาสนา    ด้วยคติของคริสต์ศาสนานั้นถือว่า มนุษย์ทุกคนเท่ากันต่อพระผู้เป็นเจ้า

       

หลังจากคริสต์ศาสนาลงหลักปักฐานและมีอิทธิพลในสังคมสวีเดน กฎเกณฑ์คติทางศาสนาก็ย่อมจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายทางโลกด้วย  จากคติที่มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันส่งผลให้คนที่เป็นชาวคริสต์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทาสหรือเสรีชน ย่อมจะต้องได้รับการทำพิธีทางศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับศีลตอนเกิด การแต่งงานและการตาย

       

อิทธิพลของศาสนาคริสต์ที่มีต่อการเลิกทาสปรากฏให้เห็นในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1258-1300 อันจะพบว่าในพินัยกรรมของเจ้าของทาสมักจะแสดงความจำนงที่จะปลดปล่อยทาสของตนให้เป็นอิสระ แต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1300 จะพบพินัยกรรมแบบนี้น้อยลงไปมาก ซึ่งน่าจะหมายความว่า มีทาสหลงเหลืออยู่ไม่มากนักแล้ว เพราะได้มีการปลดปล่อยโดยนายทาสเองไปพอสมควร

       

กระนั้น การเลิกทาสในสวีเดนไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจด้วย นั่นคือ จากการที่เริ่มมีการใช้ทาสในแรงงานการเกษตรน้อยลงในทางฝั่งภาคพื้นทวีป ด้วยเหตุผลที่ว่าการใช้แรงงานจากผู้เช่าที่ดินที่สามารถดูแลตัวเองได้ ประหยัดกว่าการใช้แรงงานจากทาสที่เจ้าของทาสจะต้องดูแลอยู่ตลอดเวลา  แต่แรงงานทาสจะเป็นประโยชน์จริงๆจังๆก็ต่อเมื่อในฤดูกาลเพาะปลูกเท่านั้น  ดังนั้น การมีทาสและต้องดูแลทาสตลอดเวลานั้นจึงไม่คุ้ม  และบรรดาผู้ที่ทำพินัยกรรมปลดปล่อยทาสที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ที่การครอบครองทาสที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงในการเลี้ยงทาสไว้ 

       

 

แต่การตีความหรือเหตุผลทางเศรษฐกิจได้ข้ามเงื่อนไขบางอย่างไป  เงื่อนไขที่ว่านี้คือ ประเด็นของทาสในเรือน (domestic slaves)   เพราะในช่วงต้นทศวรรษ 1300 ทาสที่ยังเหลืออยู่มักจะเป็นทาสชนิดที่เรียกว่า hustralar นั่นคือ ทาสในเรือนและเป็นช่างฝีมือที่อยู่ในครอบครัวของชาวนาขนาดเล็กที่มีครัวเรือนอยู่รวมๆกันและทำการผลิตที่ใช้แรงงานฝีมือของทาส   ซึ่งในการรักษาหน่วยการผลิตหนึ่งหน่วยของครอบครัวดังกล่าวนี้ จำต้องอาศัยจำนวนแรงงานนอกเหนือไปจากสมาชิกของครอบครัว และในการผลิตแบบครัวเรือนแบบนี้ จำต้องมีแรงงานต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต่างจากความจำเป็นในการใช้แรงงานทาสในแบบของพวกเจ้าที่ดินขนาดใหญ่ที่อยากได้แรงงานแต่เฉพาะฤดูกาล  ในขณะที่แรงงานทาสในเรือนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับครอบครัวชาวนาที่ไม่ได้มีที่ดินขนาดใหญ่

       

ถ้าเช่นนั้น คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมจึงมีการออกกฎหมายเลิกทาสเกิดขึ้น ? 

       

 

คำตอบคือ การริเริ่มที่จะเลิกทาสนั้นมาจากการสมประโยชน์กันระหว่างกษัตริย์และเจ้าที่ดินขนาดใหญ่  เพราะจะว่าไปแล้ว ในแง่ทางเศรษฐศาสตร์ กษัตริย์ก็คือเจ้าที่ดินขนาดใหญ่ด้วยนั่นเอง  และกษัตริย์และเจ้าที่ดินขนาดใหญ่นี้ย่อมมีอำนาจและอิทธิพลเหนือชาวนาที่กล่าวไปข้างต้น    นั่นคือ ชาวนาที่มีที่ทำกินขนาดเล็ก   แม้ว่าคนเหล่านี้จะมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานทาส แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากจะต้องปรับตัวเข้ากับการประกาศอ้างใน “คุณค่าทางศีลธรรมชุดใหม่” ของบ้านเมือง นั่นคือ คติความเสมอภาคของมนุษย์ทุกคนภายใต้พระผู้เป็นเจ้า

       

แม้ว่าอย่างที่ผู้เขียนจะเคยเล่าเรื่องสิทธิ์ในการออกกฎหมายใช้เองในท้องถิ่นของสภาท้องถิ่น (ting)  ที่เป็นจารีตประเพณีดั้งเดิมของชาวบ้านสวีเดน  แต่เมื่อสภาท้องถิ่นได้ตัดสินใจร่วมกันที่จะนับถือคริสต์  จึงยากที่จะปฏิเสธกฎหมายเลิกทาส ที่แม้นว่าจะริเริ่มมาจากกษัตริย์และอภิชนเจ้าที่ดินขนาดใหญ่  เพราะในการออกกฎหมายดังกล่าวนี้ได้มีการอ้างเหตุผลที่จะสนับสนุนคุณค่าสำคัญทางศีลธรรมของคริสต์ศาสนา  นั่นคือ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์   ทำให้การใช้พระราชอำนาจในการออกกฎหมายเลิกทาสดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ของพระราชอำนาจนำทางศีลธรรมของกษัตริย์  

       

แต่เหตุผลลึกๆอีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือเหตุผลทางเศรษฐกิจ  เพราะกษัตริย์และอภิชนเจ้าที่ดินขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์จากการเลิกทาส และหันมาใช้แรงงานจากผู้เช่าที่ดินแทน เพราะการเลิกทาสก็เท่ากับการปลดเปลื้องการที่จะต้องแบกภาระในการเลี้ยงดูทาส แม้ในช่วงนอกฤดูเพราะปลูก ที่ทาสไม่ได้เป็นประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอันอะไรนัก

       

ซึ่งจากมิติทางเศรษฐกิจในการทำความเข้าใจการเลิกทาสในสวีเดนนี้  คงทำให้หลายคนอดย้อนมามองการเลิกทาสในบ้านเราไม่ได้  ซึ่งจริงๆแล้ว ก็มีนักวิชาการไทยที่ได้วิเคราะห์และเล็งเห็นมิติทางเศรษฐกิจในการเลิกทาสของบ้านเราไว้แล้วด้วยเช่นกัน แต่รายละเอียดจะเหมือนกันเป๊ะเลยหรือไม่นั้น  ก็ขอให้ไปศึกษาเปรียบเทียบกันเอาเอง

 

คำตอบคือ การริเริ่มที่จะเลิกทาสนั้นมาจากการสมประโยชน์กันระหว่างกษัตริย์และเจ้าที่ดินขนาดใหญ่  เพราะจะว่าไปแล้ว ในแง่ทางเศรษฐศาสตร์ กษัตริย์ก็คือเจ้าที่ดินขนาดใหญ่ด้วยนั่นเอง  และกษัตริย์และเจ้าที่ดินขนาดใหญ่นี้ย่อมมีอำนาจและอิทธิพลเหนือชาวนาที่กล่าวไปข้างต้น    นั่นคือ ชาวนาที่มีที่ทำกินขนาดเล็ก   แม้ว่าคนเหล่านี้จะมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานทาส แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากจะต้องปรับตัวเข้ากับการประกาศอ้างใน “คุณค่าทางศีลธรรมชุดใหม่” ของบ้านเมือง นั่นคือ คติความเสมอภาคของมนุษย์ทุกคนภายใต้พระผู้เป็นเจ้า

       

แม้ว่าอย่างที่ผู้เขียนจะเคยเล่าเรื่องสิทธิ์ในการออกกฎหมายใช้เองในท้องถิ่นของสภาท้องถิ่น (ting)  ที่เป็นจารีตประเพณีดั้งเดิมของชาวบ้านสวีเดน  แต่เมื่อสภาท้องถิ่นได้ตัดสินใจร่วมกันที่จะนับถือคริสต์  จึงยากที่จะปฏิเสธกฎหมายเลิกทาส ที่แม้นว่าจะริเริ่มมาจากกษัตริย์และอภิชนเจ้าที่ดินขนาดใหญ่  เพราะในการออกกฎหมายดังกล่าวนี้ได้มีการอ้างเหตุผลที่จะสนับสนุนคุณค่าสำคัญทางศีลธรรมของคริสต์ศาสนา  นั่นคือ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์   ทำให้การใช้พระราชอำนาจในการออกกฎหมายเลิกทาสดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ของพระราชอำนาจนำทางศีลธรรมของกษัตริย์  

       

แต่เหตุผลลึกๆอีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือเหตุผลทางเศรษฐกิจ  เพราะกษัตริย์และอภิชนเจ้าที่ดินขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์จากการเลิกทาส และหันมาใช้แรงงานจากผู้เช่าที่ดินแทน เพราะการเลิกทาสก็เท่ากับการปลดเปลื้องการที่จะต้องแบกภาระในการเลี้ยงดูทาส แม้ในช่วงนอกฤดูเพราะปลูก ที่ทาสไม่ได้เป็นประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอันอะไรนัก

       

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)