Columnist

การปฏิวัติอเมริกา-ฝรั่งเศสกับการเมืองสวีเดน: ทำไมสวีเดนไม่ “ล้มเจ้า” (ตอนที่ห้า)

25 ธันวาคม 2019 เวลา 9:27
การปฏิวัติอเมริกา-ฝรั่งเศสกับการเมืองสวีเดน: ทำไมสวีเดนไม่ “ล้มเจ้า” (ตอนที่ห้า)
เปิดอ่าน 984
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ในช่วงที่รัฐธรรมนูญร่างเสร็จและเสนอต่อสภา ชาวนาได้เรียกร้องให้ยกเลิกอภิสิทธิ์ของอภิชน

 

การเมืองสวีเดนในช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดดูจะสวนกระแสกับการเมืองในยุโรปและในอเมริกา เพราะในอเมริกา ค.ศ. 1776 เกิดปฏิวัติของคนอเมริกันต่อเจ้าอาณานิคมอังกฤษ และผลของกระแสการปฏิวัติดังกล่าวนำมาซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการการปกครองโดยกษัตริย์อีกต่อไป 

 

แต่ในปี ค.ศ. 1772 กุสตาฟที่สาม กษัตริย์สวีเดนทำรัฐประหารล้มระบอบที่รัฐสภาเป็นใหญ่และสถาปนาระบอบที่ให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจมาก คนสวีเดนก็ยินดีปรีดากับการทำรัฐประหารของพระองค์เพราะระบอบรัฐสภาที่มีอำนาจมากส่งผลให้นักการเมืองคอร์รัปชั่นกันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู  

 

แต่พอถึงปลายรัชสมัย กุสตาฟที่สามเริ่มเผด็จอำนาจมากขึ้นจนเกิดกระแสต่อต้านจากพวกอภิชน ส่วนชาวบ้านยังคงยอมรับพระองค์อยู่ เพราะพระองค์ออกกฎหมายตัดอภิสิทธิ์ของพวกอภิชนและให้สิทธิ์แก่ชาวนามากขึ้น พวกอภิชนวางแผนลอบปลงพระชนม์พระองค์ในปี ค.ศ. 1792 หลังปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เพียงสามปี แต่พวกอภิชนเหล่านั้นก็กลับไม่ได้คิดจะล้มสถาบันกษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้น มีนักวิชาการให้เหตุผลต่างๆกัน

 

  เช่น กระแสปฏิวัติฝรั่งเศสที่เริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1789  กลับมีผลในทางลบต่อพวกหัวรุนแรงในสวีเดนที่ต่อต้านกษัตริย์มากกว่าที่จะเป็นตัวแบบหรือแรงบันดาลใจที่จะนำไปสู่การสถาปานาสาธารณรัฐขึ้นในสวีเดน เพราะพวกเขาเห็นว่า การปฏิวัติในฝรั่งเศสนั้นมีความรุนแรงและเกิดการสูญเสียมากเกินไป (the excesses of the French Revolution)  บ้างก็ให้เหตุผลว่า   วิธีการใช้ลอบปลงพระชนม์กุสตาฟที่สามที่โรงละครก่อให้เกิดกระแสความรังเกียจในสังคมและเกิดปฏิกิริยาต่อต้านฝ่ายที่ลอบปลงพระชนม์ และอาจจะด้วยเป็นเพราะในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายในพระชนม์ชีพ

 

ในระหว่างที่พระองค์ประชวรจากพิษบาดแผลกระสุน พระองค์ได้แสดงให้เห็นถึงความเมตตากรุณาและพระเกียรติที่ได้แสดงออกถึงบุคลิกภาพอีกด้านหนึ่งของพระองค์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อีกทั้งยังมีข่าวออกมาว่า พระองค์ทรงขอให้ผ่อนปรนอย่าลงโทษหนักต่อผู้ที่มุ่งหวังปลงพระชนม์พระองค์                        

 

แต่ยังมีเหตุผลอีกชุดหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่า น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุดที่พวกอภิชนที่ต้องการล้มกุสตาฟที่สามในปี ค.ศ. 1792 แต่ไม่ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์  เหตุผลที่ว่านี้คือ ในการพยายามล้มกุสตาฟที่สาม พวกอภิชนผู้ก่อการของสวีเดนไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่ล้มล้างสถาบันและสถาปนาสาธารณรัฐ

 

แต่เป้าหมายของพวกเขาอยู่ที่แนวคิดหรือหลักการที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญอภิชนาธิปไตยนิยม (aristocratic constitutionalism)  หรือแนวคิดหลักการที่เรียกว่า regimen politicum หรือ dominium politicum et regale  ที่ผู้เขียนได้เคยอธิบายไปแล้วตั้งแต่บทความแรกๆของคอลัมน์นี้

 

 

เป้าหมายของการปฏิบัติการทางการเมืองของพวกอภิชนที่ต่อต้าน Gustav III ค.ศ. 1792  คือการมุ่งสู่การสถาปนาแนวคิดหลักการดังกล่าวนี้ ซึ่งถือว่าเป็นจารีตการปกครองของสวีเดนที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้น-กลางศตวรรษที่สิบสี่ในรัชสมัยของกษัตริย์สวีเดนที่ชื่อแมกนัส อีริคสัน (Magnus Eriksson) ที่มีการออกกฎบัตรแห่งเสรีภาพ (the Charter of Liberties) และการออกกฎหมายแห่งแผ่นดิน (Land Law) อภิชนฝ่ายปรปักษ์ต่อการปกครองที่กษัตริย์ใช้พระราชอำนาจเกินไป (royal despotism) แต่ก็ไม่ต้องการสาธารณรัฐ เพราะนั่นหมายถึงการที่พวกเขาจะต้องสูญเสียอภิสิทธิ์ต่างๆไป

 

หากการปกครองสวีเดนเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐจริงๆ เพราะการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐก็เท่ากับเป็นการล้มระบบอภิสิทธิ์ของอภิชนทั้งหมด  เพราะหัวใจของสาธารณรัฐคือ ความเสมอภาคของพลเมือง จะไม่มีระบบชนชั้นวรรณะอีกต่อไป เพราะกษัตริย์กับอภิชนมีลักษณะทางสังคมร่วมกันประการหนึ่ง นั่นก็คือ การเป็นชนชั้นอภิชน  ถ้าล้มสถาบันกษัตริย์ ก็ต้องล้มสถาบันอภิชนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การต่อต้านกุสตาฟที่สามในการเมืองสวีเดนปลายศตวรรษที่สิบแปดจึงถือว่าเป็นความรุนแรงทางการเมือง แต่ในทางสังคม กลับเป็นการอนุรักษ์นิยม  เพราะถ้ารุนแรงก้าวหน้าทั้งทางการเมืองและสังคม ก็จะต้องล้มทั้งตัวบุคคลและสถาบัน                                                                   

 

และในการก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสวีเดนในปี ค.ศ. 1809 ที่ล้มกษัตริย์กุสตาฟที่สี่ โดยคณะผู้ก่อการที่คนในสังคมสวีเดนขณะนั้นเรียกขานว่า “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” (1809 års män)  แม้ว่าบุคคลในคณะนี้บางคน เช่น ฮันส์ จาร์ตา (Hans Jarta) และจอร์จ แอดเลอร์สปาร์ (Georg Adlersparre)    จะเคยถูกขนานนามว่าเป็น “พวกหัวจาโคแบง” (Jacobins) อันหมายถึงพวกนิยมแนวคิดของพวกจาโคแบงในการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เชื่อว่าต้องตัดสินสำเร็จโทษพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกเพื่อให้การปฏิวัติสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ (ซึ่งต่างจากพวกจิรองแดง “Jirondin” ที่ไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องทำเช่นนั้น)  

 

แต่หลังการยึดอำนาจสำเร็จ จาร์ตาได้เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากจะไม่ยกเลิกสถาบันกษัตริย์แล้ว เมื่อพวกชาวนาเรียกร้องให้ยกเลิกอภิสิทธิ์ในการถือครองที่ดินบางประเภทและการได้รับสิทธิ์พิเศษที่ไม่ต้องเสียภาษีที่ดินบางประเภทของพวกอภิชน  จาร์ตากลับไม่ยอมที่จะสนองต่อข้อเรียกร้องของพวกชาวนาอีกด้วย                                                   

 

มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า ผู้อ่านคงมีคำถามว่า จาร์ตาเป็นอภิชนหรือเปล่า ถึงไม่ยอมให้มีการเลิกอภิสิทธิ์ของพวกอภิชน ? ประวัติของเขาคือ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1774 เป็นบุตรของนายพลโทตระกูลอภิชน และในตอน “ปฏิวัติ ค.ศ. 1809”  จาร์ตามีอายุได้  35 ปี

 

แม้ว่าเขาจะเป็นอภิชนโดยตระกูล แต่ตอนที่เขาเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยอุพซาลา (Uppsala)  ในช่วงปี ค.ศ. 1799-1800  จาร์ต้า เป็นหนึ่งในผู้ประท้วงรัฐบาล และเป็นพวกนิยมฝรั่งเศส (Pro-French) ขึ้น ได้มีการตั้งสภาโดยใช้ชื่อว่า “Junta” เลียนแบบสภาปฏิวัติในฝรั่งเศส และเป็นแก่นของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “Mountain” ที่เป็นสมาชิกหัวรุนแรงในสภาที่ต้องการใช้ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในการเปิดประชุมสภาโดยไม่ขึ้นต่อการรอให้กษัตริย์เป็นผู้เรียกประชุมสภาตามกติกาขณะนั้น และในช่วงกระแสความขัดแย้งที่รุนแรงนี้ มีสมาชิกหนุ่มหัวรุนแรงห้าคนได้ประกาศสละฐานันดรความเป็นอภิชนของพวกตนเพื่อประท้วงรัฐบาล และสองในห้าบุคคลที่ประกาศสละสถานะอภิชนคือ จาร์ตาและแอดเลอร์สปาร์

 

 

ในช่วงที่รัฐธรรมนูญร่างเสร็จและมีการนำเสนอต่อสภา  พวกชาวนาได้เรียกร้องให้ยกเลิกอภิสิทธิ์ของอภิชนดังที่กล่าวไปข้างต้น  โดยผู้นำชาวนาหัวรุนแรงได้ขู่ว่า ถ้าพวกตนไม่สามารถได้ความเสมอภาคในสิทธิ์การถือครองที่ดินและระบบการเก็บภาษีที่เท่าเทียมกัน พวกเขาก็ไม่คิดว่าจะมีสถาบันกษัตริย์ไปทำไม สู้เป็นสาธารณรัฐภายใต้ประธานาธิบดีเหมือนในอเมริกาไม่ดีกว่าหรือ ?  ขนาดพวกชาวนาอ้างว่าจะให้สวีเดนเป็นสาธารณรัฐและมีประธานาธิบดี  

 

แทนที่จาร์ตาจะรีบฉกฉวยโอกาสเพื่อสถาปนาสาธารณรัฐ เขากลับยื้อประเด็นดังกล่าวนี้ออกไป  ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถกล่าวอะไรอื่นได้นอกจากว่า เป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจาร์ตาและคณะบุคคล ค.ศ.1809 ก็คือ การสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นอภิชนาธิปไตย โดยลดทอนพระราชอำนาจ แต่ไม่ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของระบอบอภิชน                                                                                                                                                                  

 

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็สามารถผ่านสภา (พวกชาวนายอมได้อย่างไรนั้น คงต้องเก็บไปเล่าในตอนต่อๆไป) และประกาศใช้วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1809 และหลังจากที่ใช้ไปได้หลายสิบปี ก็เริ่มมีผู้คนที่พยายามจะแก้ไขและทำให้มีเนื้อหาที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น  คนที่ออกมาต่อต้านก็คือ ฮันส์ จาร์ตา ที่ต่อมาได้รับการขนานนามว่าเป็น “เจ้าพ่ออนุรักษ์นิยมของสวีเดน” ถือเป็น “เอ็ดมันด์ เบิร์กของสวีเดน” เลยทีเดียว (Edmund Burke นักคิดและนักการเมืองของ สหราชอาณาจักรที่มีผลงานได้รับการยกย่องว่าเป็นนักคิดต้นกำเนิดความคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมตะวันตก)        

 

มองประวัติศาสตร์สวีเดนในช่วงนี้ แล้วอดนึกถึง “คณะบุคคลหัวก้าวหน้า” ในการเมืองไทยขณะนี้ไม่ได้ว่า เขาเหล่านี้จะมีจุดยืนอย่างไรในอนาคต หากสามารถบรรลุเป้าหมายที่กล่าวอ้างไว้ได้  นั่นคือ ถ้าคิดจะอ้างว่าทำเพื่อมวลชนแล้ว เมื่อมวลชนเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการขึ้นมาจริงๆ คณะบุคคลเหล่านั้นจะยอมสละสิทธิ์-ทรัพย์และความเป็นอภิชนชั้นนายทุนกระฎุมพีของพวกเขาได้หรือเปล่า ?

 

ฮันส์ จาร์ตา Hans Jarta

                                         ฮันส์ จาร์ตา

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน