Columnist

การปฏิวัติฝรั่งเศสกับการเมืองสวีเดน: ทำไมสวีเดนไม่ “ล้มเจ้า” (ตอนที่สี่)

17 ธันวาคม 2019 เวลา 10:24
การปฏิวัติฝรั่งเศสกับการเมืองสวีเดน: ทำไมสวีเดนไม่ “ล้มเจ้า” (ตอนที่สี่)
เปิดอ่าน 1,155
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ความรุนแรงและการสูญเสียมากเกินไปของการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้พวกหัวรุนแรงต่อต้าน

 

ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการเมืองสวีเดนไม่น้อย โดยเฉพาะในรัชสมัยของกุสตาฟที่สามที่พระองค์ได้ทรงทำรัฐประหารยึดอำนาจมาจากฝ่ายรัฐสภาในปี ค.ศ. 1772 และเป็นรัฐประหารโดยกษัตริย์ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก เพราะการเมืองสวีเดนในช่วงก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น อีกทั้งนักการเมืองในสภารับสินบนจากต่างชาติในการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อประโยชน์ของชาติอื่น

 

ขณะเดียวกัน ก็มีการแก่งแย่งอำนาจระหว่างกลุ่มนักการเมืองสองขั้ว ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในสวีเดน ขณะเดียวกัน การเมืองในช่วงนี้ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นยุคแห่งเสรีภาพที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1719 หลังจากที่กษัตริย์ชาร์ลสที่สิบสองสวรรคตและไม่มีองค์รัชทายาท

 

อีกทั้งสวีเดนภายใต้การนำของพระองค์ในช่วงปลายรัชสมัยยังประสบความล้มเหลวในการสงคราม ส่งผลให้นักการเมืองขึ้นมามีอำนาจและออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นที่ให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่ฝ่ายรัฐสภา    

 

กษัตริย์เป็นเหมือนตรายางให้สภาเท่านั้น และจากที่ฝ่ายรัฐสภามีอำนาจมาก นักการเมืองก็กลับใช้อำนาจที่ได้มานั้นไปในทางฉ้อฉล จนเมื่อกุสตาฟที่สามขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ได้ทรงยึดอำนาจและออกรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ได้เป็นเผด็จการ แต่ในช่วงปลายรัชสมัย พระองค์กลับใช้ออก พ.ร.บ. การสมาคมและความมั่นคงที่ส่งให้พระองค์ใช้พระราชอำนาจมากเกินไปในสายตาของอภิชนจำนวนหนึ่ง

 

และกลุ่มคนที่ต่อต้านกุสตาฟที่สามนี้ก็ได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติฝรั่งเศส จนถึงขนาดมีการวางแผนลอบปลงพระชนม์และวางแผนที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่มีเป้าหมายที่จะยกเลิกสถาบันกษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นในสวีเดน

                                         

 

คำถามคือ ทำไมกลุ่มอภิชนที่ต่อต้าน กุสตาฟที่สาม จึงไม่คิดจะสถาปนาระบอบสาธารณรัฐตามแบบฝรั่งเศสเสียเลย ?                                                                                                                                                           

คำตอบแรก คือ ในช่วงปี ค.ศ. 1792  ที่  จาคอบ โยฮัน เองคาสตรอม (Jacob Johan Anckarstrom) ลอบปลงพระชนม์กุสตาฟที่สามในเดือนมีนาคม กระแสปฏิวัติฝรั่งเศสที่เริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1789  กลับมีผลในทางลบต่อพวกหัวรุนแรงในสวีเดนที่ต่อต้านกษัตริย์มากกว่าที่จะเป็นตัวแบบหรือแรงบันดาลใจที่จะนำไปสู่การสถาปานาสาธารณรัฐขึ้นในสวีเดน เพราะพวกเขาเห็นว่า การปฏิวัติในฝรั่งเศสนั้นมีความรุนแรงและเกิดการสูญเสียมากเกินไป (the excesses of the French Revolution)                                                                        

 

แต่ความเห็นข้างต้นที่ว่า ความรุนแรงและการสูญเสียมากเกินไปของการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้พวกหัวรุนแรงต่อต้านกษัตริย์ในสวีเดนไม่คิดจะตามแบบการปฏิวัติฝรั่งเศสในการสถาปนาสาธารณรัฐ นั้น ยังมีข้อให้สงสัยและตั้งคำถาม  นั่นคือ  สาธารณรัฐที่หนึ่งของฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นก่อนการลอบปลงพระชนม์และการเสด็จสวรรคตของกุสตาฟที่สาม แต่เกิดขึ้นหลังจากสวรรคตเป็นเวลาหกเดือน

 

อีกทั้งยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (the Reign of Terror) ที่ปรากฏให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงและการสูญเสียอย่างมหันต์เริ่มเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1793 หนึ่งปีหลังการสวรรคตของ Gustav III ดังนั้น การกล่าวว่า ความรุนแรงและการสูญเสียมากเกินไปของการปฏิวัติฝรั่งเศสส่งผลให้พวกที่ลอบปลงพระชนม์กุสตาฟ ไม่ต้องการสถาปนาสาธารณรัฐจึงอาจจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนัก !                       

แต่มีคำอธิบายอีกชุดหนึ่งอธิบายว่า  “หลังจากกุสตาฟที่สาม เสด็จสวรรคต พระราชโอรสและผู้สืบบัลลังก์    พระราชโอรสทรงมีพระชนมายุเพียง 14 พรรษา  จึงจำเป็นต้องมีการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การสวรรคตของชาร์ลสที่สิบเอ็ด (Charles XI) เมื่อเก้าสิบห้าปีที่แล้ว ในสถานการณ์ทางการเมืองหลังการลอบปลงพระชนม์และการสวรรคต ฝักฝ่ายฝ่ายตรงข้ามกษัตริย์โดยเฉพาะพวกอภิชน ต่างมุ่งหวังที่จะใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่จะก่อให้เกิดการปฏิวัติอย่างรุนแรง 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจนคลุมเครือต่างๆ การปฏิวัติไม่สามารถเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างได้   มีเพียงแค่ในความคิด แม้ว่าจะมีการหารือเตรียมการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใหม่ (new constitutional projects) ไว้เรียบร้อยแล้วก็ตาม”                 

                                                                         

ต่อคำอธิบายอีกชุดหนึ่งนี้  มีนักวิชาการสวีเดนตีความว่า สาเหตุที่ไม่สามารถทำการปฏิวัติได้สำเร็จ น่าจะได้แก่ปัจจัยดังต่อไปนี้คือ หนึ่ง วิธีใช้การลอบปลงพระชนม์กุสตาฟที่สามในโรงละครก่อให้สังคมเกิดกระแสความรังเกียจต่อต้านฝ่ายที่ลอบปลงพระชนม์ 

 

สอง อาจจะด้วยเป็นเพราะในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายในพระชนม์ชีพ ในระหว่างที่ทรงประชวรจากพิษบาดแผลกระสุน พระองค์ได้แสดงให้เห็นถึงความเมตตากรุณาและพระเกียรติที่ได้แสดงออกถึงบุคลิกภาพอีกด้านหนึ่งของพระองค์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

ยังมีข่าวออกมาว่า พระองค์ทรงขอให้ผ่อนปรนอย่าลงโทษหนักต่อผู้ที่มุ่งหวังปลงพระชนม์พระองค์ และด้วยเงื่อนไขดังกล่าวนี้ ทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองภายใต้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นไปอย่างปราศจากเหตุการณ์ใดๆ 

 

 

แผนการของกลุ่มที่ลอบปลงพระชนม์ที่หวังจะให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่ได้ร่างไว้ล่วงหน้าไม่สามารถประสบความสำเร็จตามแผน เพราะไม่สามารถทำให้กุสตาฟที่สามเสด็จสวรรคตทันมีจากการลอบปลงพระชนม์ อีกทั้งทางรัฐบาลภายใต้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็สามารถจับกุมตัวผู้ลอบปลงพระชนม์และผู้ร่วมสมคบคิดได้อย่างรวดเร็วและ จาคอบ โยฮัน เองคาสตรอม ถูกตัดสินประหารชีวิตในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1792                                                                                                                            

 

จากข้างต้น หากคำอธิบายดังกล่าว จะถือว่าเป็นคำตอบที่เขาตั้งใจจะตอบข้อสงสัยที่ว่า “ทำไมเป้าหมายของกลุ่มต่อต้านกุสตาฟที่สามจึงไม่ใช่การสถาปนาสาธารณรัฐ ?”

 

 เราจะพบว่า สาเหตุที่ทำให้ฝ่ายอภิชนปรปักษ์กษัตริย์ไม่สามารถเดินหน้าสานต่อแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ ก็ด้วยเหตุผลของปฏิกิริยาของผู้คนในสังคมที่มีความรู้สึกที่ดีต่อกุสตาฟที่สามในขณะนั้น และไม่สามารถยอมรับการลอบปลงพระชนม์ได้  ดังนั้น หากฝ่ายอภิชนปรปักษ์จะเดินหน้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจจะถูกกระแสสังคมตีกลับได้  !                                                                                                                                                                            

แต่กระนั้น ก็ยังมีคำอธิบายอีกชุดหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่า น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักที่สุดที่พวกอภิชนที่ต้องการล้มกุสตาฟที่สามในปี ค.ศ. 1792 แต่ไม่ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ !!  และก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ว่า ทำไมในการเปลี่ยนแปลงการปกครองสวีเดน ค.ศ. 1809 ที่มีการจับกุมตัวกษัตริย์กุสตาฟที่สี่และยึดอำนาจสำเร็จ แต่คณะผู้ก่อการ ค.ศ. 1809  หรือที่เรียกกันในภาษาสวีเดนว่า “1809 års män”   ก็ไม่ต้องการยกเลิกสถาบันกษัตริย์อยู่ดี !!??

 

หนังสือในภาษาสวีดิชเรื่อง “Karl August, Gustavians และคณะบุคคล ค.ศ. 1809: ประวัติศาสตร์นอร์ดิก ค.ศ. 1810”

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน” ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน