Columnist

ทำไมสวีเดนถึงไม่ “ล้มเจ้า” และสถาปนาสาธารณรัฐ ? (ตอนที่สอง)

5 ธันวาคม 2019 เวลา 7:10
ทำไมสวีเดนถึงไม่ “ล้มเจ้า” และสถาปนาสาธารณรัฐ ? (ตอนที่สอง)
เปิดอ่าน 1,735
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

บรรดาผู้ปกครองที่ชาญฉลาดจะปกครองราษฎรของพวกเขาภายใต้ธงแห่งเสรีภาพ

ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงอิทธิพลของการปฏิวัติในอเมริกาที่มีต่อคนสวีเดนในช่วงทศวรรษ 1790  ขนาดที่มีการให้ฉายานายทหารอย่าง Goran Magnus Sprengtporten ว่าเป็น “วอชิงตันแห่งฟินแลนด์” (ตอนนั้นฟินแลนด์อยู่ภายใต้สวีเดน)  และแต่เดิมที เคยจงรักภักดีต่อ Gustav III กษัตริย์สวีเดน แต่ต่อมาเขากลับมีจุดยืนที่ต่อต้านพระองค์                                                                                                                                                        

นอกจาก Sprengtporten แล้ว ยังมีกลุ่มคนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการต่อสู้เพื่อประกาศอิสรภาพในอเมริกาและต่อมาคนเหล่านั้นได้ก้าวมามีบทบาทสำคัญในการเมืองสวีเดน กลุ่มคนเหล่านี้ปรากฏชัดเจนในปลายรัชสมัย Gustav III นั่นคือ กลุ่มต่อต้าน “กษัตริย์” (the antiroyalist opposition)  ในช่วงปลายรัชสมัย Gustav III   กลุ่มคนนี้มีฐานคิดอุดมคติในแบบมนุษยนิยมภูมิปัญญา (Enlightenment)  ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติในอเมริกา  และต่อมาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อต้าน Gustav III  ส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้ได้แก่ สามพี่น้องของ Hans Jarta ที่ต่อมาเป็นบุคคลสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองสวีเดน ค.ศ. 1809 และในการร่างรัฐธรรมนูญสวีเดน ค.ศ. 1809  ด้วย  ต่อมาคือ Adolf Ludvig Ribbling ผู้ซึ่งในปี ค.ศ. 1792  มีส่วนในการลอบปลงพระชนม์ Gustav III                                                                             

 


 

ในช่วงหลังสงครามในฟินแลนด์ การต่อต้าน Gustav III ได้ขยายตัวมากขึ้น และคนบางกลุ่มในสวีเดนเริ่มที่จะพยายามมองกลับไปที่การปฏิวัติในอเมริกาและยกให้เป็นตัวแบบอุดมคติ   ทรรศนะดังกล่าวนี้ปรากฏให้เห็นในข้อเขียนโดยเฉพาะที่เป็นบทกวี มีการยกย่อง จอร์จ วอชิงตันในฐานะเป็นผู้ที่ “ฉกเอาคฑาเปื้อนเลือดมาจากมือทรราช”  และเบนจามิน แฟรงคลินในฐานะ “นักปรัชญา” อเมริกัน     และในข้อเขียนปี ค.ศ. 1790 ของ Karl Fredrik Nordenskiold ได้กล่าวถึงการเป็นเอกราชของอเมริกาไว้ว่า                                                           

 

“...บรรดาผู้ปกครองที่ชาญฉลาดจะปกครองราษฎรของพวกเขาภายใต้                                                       

ธงแห่งเสรีภาพ อเมริกาได้สอนให้ชาติต่างๆรู้จักสิทธิ์และการปกป้อง                                                                        

คุ้มครองสิทธิ์ให้เท่าเทียมกัน....มนุษย์ทุกคนเกิดมาเสรีและเท่าเทียมกัน                                                               

นี่คือความหมายแรกของการต่อสู้ของรัฐต่างๆของอเมริกา คำเหล่านี้ถูก                                                               

ทำให้เป็นรากฐานของรูปแบบการปกครองของพวกเขา และในไม่ช้า                                                  

คุณธรรมของชาวอเมริกันจะสอนให้ชาติทั้งหลายเข้าใจความหมายของ                                                              

ความยิ่งใหญ่ (the Majesty) ของความเป็นชาติ ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่                                                      

ความยิ่งใหญ่ของความเป็นกษัตริย์ คนในทุ่งนาในเม็กซิโกและภูเขาในชิลี                                                         

พวกเขาต่างได้ยินเสียงก้องร้องของเสรีภาพ  รัฐเล็กๆในเนเธอร์แลนด์                                                                 

ได้สั่นคลอนพันธนาการของพวกเขา บราบันคองในเบลเยี่ยม (the Brabancons)                                    

ได้ปลุกกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ให้ตื่น    ส่วนชาวสเปนระลึกถึงสัตยาบัน                                                     

ของการเป็นราษฎรเสรีที่ว่า ‘พวกเรา ผู้ซึ่งดีเท่าๆกับพวกท่าน สาบานต่อ                                                               

ท่าน ผู้ซึ่งไม่ได้ดีกว่าเรา เราจะยอมรับท่านในฐานะกษัตริย์และองค์อธิปัตย์                                                        

ผู้ยิ่งใหญ่ หากท่านเคารพกฎหมายและจารีตประเพณีของพวกเรา และหากไม่                                                   

เราก็จะไม่ยอมรับท่าน’  ต่อมาไม่นาน ชาวฮังกาเรียนจะแสดงให้เห็นถึง                                                           

ศักดิ์ศรีของพวกเขาและความอดสูที่พวกเขาได้รับ ในไม่ช้า ฟลอเรนซ์และ                                                   

มิลานจะบันดาลโทสะอย่างชอบธรรมต่อ      การฉ้อฉลและการยึดทรัพย์สิน                                                       

ไปครองโดยเจ้าครองนคร”                      

                                        


 

ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผิน จากข้อความดังกล่าวและกระแสนิยมการปฏิวัติในอเมริกาของกลุ่มคนดังกล่าวนี้ในสวีเดน น่าจะทำให้คนเหล่านี้มีแนวคิดและจุดยืนทางการเมืองที่ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ในสวีเดนและสถาปนาสาธารณรัฐขึ้นในสวีเดน แต่ถ้าพิจารณาโดยเฉพาะข้อความที่ว่า  ‘พวกเราผู้ซึ่งดีเท่าๆกับพวกท่าน สาบานต่อท่าน ผู้ซึ่งไม่ได้ดีกว่าเรา จะยอมรับท่านในฐานะกษัตริย์และองค์อธิปัตย์ผู้ยิ่งใหญ่ หากท่านเคารพกฎหมายและจารีตประเพณีของพวกเรา และหากไม่ เราก็จะไม่ยอมรับท่าน’  ชี้ชัดว่า ไม่ได้ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ แต่จะยอมรับสถาบันกษัตริย์ภายใต้เงื่อนไขที่กษัตริย์ยอมรับราษฎรและกฎหมายจารีตประเพณีของราษฎร  ซึ่งการกล่าวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการการปกครองตามจารีตประเพณีดั้งเดิมของสวีเดนที่ปรากฏในการเลือกบุคคลขึ้นเป็นกษัตริย์ในที่ประชุมสภาท้องถิ่นหรือ ting   โดย “การยกให้เป็นกษัตริย์” (the Elevation of the King)  หรือ “วิธีการในการเลือกกษัตริย์ของคนสวีเดนโบราณเป็นไปดังต่อไปนี้: ชาวสวีดิชมาประชุมกันที่แท่งหินบริเวณที่เรียกว่าโมรา (Mora Stone) ใกล้กับ Uppsala    ซึ่งเป็นบริเวณที่โล่งแจ้ง   ที่มีหินตั้งสิบสามแท่น   สิบสองแท่นเรียง เป็นวงกลม และมีแท่นที่อยู่ตรงกลาง มีผู้รู้กฎหมายของ ting นั่งล้อมรอบ ส่วนผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นกษัตริย์นั่งอยู่ตรงกลาง   หลังจากที่ ชาวนาเสรีได้ส่งตัวบุคคลที่พวกเขาเลือก   ผู้รู้กฎหมายจะทำการตัดสินว่า บุคคลผู้นั้นได้รับเลือกอย่างถูกต้องหรือไม่   และกฎโบราณจะมีคำกล่าวว่า ‘ชาวสวีดิชมีสิทธิ์ที่จะเลือกและถอดถอนกษัตริย์ของพวกเขา’   คนที่มีความสามารถที่สุดจะได้เป็นกษัตริย์  ผู้มีเชื้อสายของกษัตริย์มักจะได้รับการคัดสรรให้สืบราชบัลลังก์ต่อเพราะคนเหล่านี้มีความสามารถ และได้รับการฝึกฝนอบรมมาตั้งแต่เป็นเด็กสำหรับที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าวพิธีกรรมมีลักษณะที่สำคัญ  หลังจากการเลือกตั้งกษัตริย์จะประทับบนที่แบกรับโดยบรรดานักรบที่แข็งแรง ที่จะแบกเดินไปทั่วๆให้ประชาชนได้เห็นกษัตริย์พระองค์ใหม่  กระบวนการเหล่านี้มีความหมายสำคัญคือ พระองค์ได้รับการยกให้อยู่ในตำแหน่งสถานะสูงโดยประชาชน  และต่อมา เขาจะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ตราบเท่าที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน นี่คือ ประเพณีโบราณที่หลังจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการป่าวประกาศว่า  “บัดนี้ .... คือ กษัตริย์ที่ได้รับการเลือกตั้งของประชาชน (ชาว Svear และชาว Gotar)  พระองค์เท่านั้นและไม่ใช่ใครคนอื่น”                                          

 

จากข้างต้น H. Arnold Barton นักวิชาการผู้ศึกษาอิทธิพลที่การปฏิวัติในอเมริกามีต่อสวีเดนได้กล่าวว่า “แม้ว่าจะมีความนิยมการปฏิวัติในอเมริกา แต่คนสวีเดนที่นิยมการปฏิวัติในอเมริกาก็ดูจะตีความหรือเข้าใจการปฏิวัติในอเมริกาอย่างที่พวกเขาต้องการตีความหรือเข้าใจ หรือตีความและเข้าใจตามจารีตความคิดทางการเมืองของตน”

 

ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน” ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐

 

 

โกแรน สแปรงปอร์เตน (ฉายา “วอชิงตันแห่งฟินแลนด์)

โกแรน สแปรงปอร์เตน (ฉายา “วอชิงตันแห่งฟินแลนด์)

 

Karl Fredrik Nordenskiold



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน