Columnist

ทำไมสวีเดนถึงไม่ “ล้มเจ้า” และสถาปนาสาธารณรัฐ ? (ตอนที่หนึ่ง)

28 พฤศจิกายน 2019 เวลา 7:30
ทำไมสวีเดนถึงไม่ “ล้มเจ้า” และสถาปนาสาธารณรัฐ ? (ตอนที่หนึ่ง)
เปิดอ่าน 11,878
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในสวีเดนที่มีความพยายามจะ “ล้มเจ้า” มีอยู่สองครั้งสำคัญ นั่นคือ ในปี ค.ศ. 1792 และในปี ค.ศ. 1809  โดยในปี ค.ศ. 1792 มีกลุ่มคนที่สมคบคิดลอบปลงพระชนม์พระเจ้ากุสตาฟที่สาม (Gustav III) และในปี ค.ศ. 1809 มีคณะผู้ก่อการที่คนสวีเดนในช่วงนั้นเรียกว่า “1809 års män” หรือแปลเป็นไทยก็คือ “คณะบุคคล ค.ศ. 1809” ที่บุกเข้าจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ (Gustav IV) และทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1792 หรือ ค.ศ. 1809 กลับไม่พบว่า กลุ่มคนทั้งสองช่วงเวลามุ่งที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐขึ้นในสวีเดน

 

ทั้งที่ในช่วงปี ค.ศ. 1792 และปี ค.ศ. 1809 ได้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญขึ้นในอเมริกาและในยุโรป นั่นคือ การปฏิวัติในอเมริกาและการปฏิวัติในฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะมีอิทธิพลทางความคิดทางการเมืองต่อกลุ่มที่ลอบปลงพระชนม์พระเจ้ากุสตาฟที่สามและการจับกุมตัวพระเจ้ากุสตาฟที่สี่  แต่ทำไม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สาธารณรัฐในสวีเดน ?

 

หากพิจารณากระแสบริบททางการเมืองในภาพใหญ่ในช่วงเวลานั้น จะพบว่า มีปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อยุโรป นั่นคือ สงครามประกาศอิสรภาพหรือการปฏิวัติในอเมริกาซึ่งเกิดขึ้นในช่วงต้นรัชสมัยของพระเจ้ากุสตาฟที่สาม  และการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เกิดในช่วงปลายรัชสมัย  ซึ่งผู้เขียนจะสำรวจดูว่า การปฏิวัติในอเมริกาและการปฏิวัติในฝรั่งเศสส่งอิทธิพลอย่างไรต่อการเมืองสวีเดนและมีอิทธิพลต่อเป้าหมายของกลุ่มที่ต่อต้านพระเจ้ากุสตาฟที่สามมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ? โดยผู้เขียนจะขอเล่าเกี่ยวกับอิทธิพลของการปฏิวัติในอเมริกาที่มีต่อสวีเดนก่อนแล้วค่อยต่อด้วยการปฏิวัติฝรั่งเศส                                                                                                                                                                                                          

ในช่วงที่เกิดการปฏิวัติในอเมริกา สวีเดนก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ นั่นคือ การยึดอำนาจโดยกษัตริย์ในปี ค.ศ. 1772   (ที่ผู้เขียนขอเรียกว่าเป็น “monarchist coup d’etat” นั่นคือ รัฐประหารเพื่อนำไปสู่ราชาธิปไตย)   ซึ่งชาวสวีเดนส่วนใหญ่ในทุกชนชั้นต่างต้อนรับการทำรัฐประหารของพระเจ้ากุสตาฟที่สามและยอมรับที่กษัตริย์จะเพิ่มพระราชอำนาจอย่างมากมาย เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในสวีเดนขณะนั้นเห็นว่า การเพิ่มพระราชอำนาจจำเป็นต่อการเยียวยาความแตกแยกแบ่งฝ่ายและการคอร์รัปชั่น และต่อสภาวะอันเลวร้ายในทางการเมืองระหว่างประเทศที่สวีเดนต้องสูญเสียโปแลนด์ให้กับมหาอำนาจเพื่อนบ้าน                                                                                                                           


 

ขณะเดียวกัน การเกิดการปฏิวัติในอเมริกาก็ส่งผลปลุกเร้าความสนใจของผู้คนในสวีเดนอย่างมาก โดยเฉพาะสภาวะอารมณ์ความกลัวที่มีต่ออังกฤษที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานก่อนหน้านี้  อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นในภาพรวม  ความสัมพันธ์ระหว่างสวีเดนกับอเมริกาในขณะนั้นเป็นความสัมพันธ์ทางการค้าโดยส่วนใหญ่ 

 

ขณะเดียวกัน ก็มีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นคือ ปฏิกิริยาที่คนสวีเดนมีต่อการปฏิวัติในอเมริกามีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติดังกล่าว  พวกที่ไม่เห็นด้วยเห็นว่า การปฏิวัติในอเมริกาเป็นการยึดอำนาจจากผู้ที่มีอำนาจอันชอบธรรมในการปกครอง  ส่วนผู้ที่เห็นด้วยมองว่าการปฏิวัติในอเมริกาในฐานะที่เป็นสัญญาณเตือนแก่ “ทรราชย์”  และเป็นสัญญาณอันยิ่งใหญ่แก่บรรดามิตรแท้ผู้รักในเสรีภาพ แต่กระนั้น ในหมู่คนที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติในอเมริกา ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครที่พยายามจะเชื่อมโยงหรือประยุกต์ทรรศนะดังกล่าวย้อนกลับมาที่การเมืองในสวีเดน                                                                                    

 

ผู้ที่เห็นด้วยก็จะสนับสนุนการปฏิวัติในอเมริกาโดยแสดงออกผ่านทางข้อเขียนในหนังสือพิมพ์   และเหตุผลที่คนสวีเดนสนับสนุนการปฏิวัติในอเมริกาก็น่าจะมาจากการที่สวีเดนมีจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศที่นิยมฝรั่งเศสอยู่ในช่วงนั้น และไม่พอใจกับการขยายอำนาจทางการค้าและการเดินเรือของอังกฤษ  ดังนั้น เมื่อการปฏิวัติในอเมริกาเกิดขึ้นเพื่อต่อต้านอังกฤษ  คนสวีเดนที่ส่วนใหญ่ไม่นิยมอังกฤษอยู่แล้วก็จะสนับสนุนการปฏิวัติในอเมริกา   แม้ว่าจะมีทหารสวีเดนเข้าร่วมรบในสงครามประกาศอิสรภาพในอเมริกา แต่ก็ไปในฐานะนายทหารของกษัตริย์สวีเดนที่ทำตามหน้าที่ของทหารอาชีพมากกว่าจะเป็นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีคนสวีเดนที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติในอเมริกา แต่กระนั้นก็ยังคงพอใจกับระบอบการปกครองและยังยึดมั่นเหนียวแน่นกับกษัตริย์ของตนอยู่

 

แต่ต่อมาหลังจากที่หนังสือของ Raynal เรื่อง Historie des Deux Indes ได้รับความนิยมแพร่หลายในสังคมสวีเดนจนทำให้พระเจ้ากุสตาฟที่สามทรงประกาศห้ามเผยแพร่หนังสือดังกล่าวในปี ค.ศ. 1781 แม้ว่าหนังสือของ Raynal จะให้ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาความคิดในแบบ “Enlightenment”  ซึ่งพระเจ้ากุสตาฟที่สามเองก็ทรงมีความนิยมสนใจอย่างยิ่ง และแม้ว่าหนังสือของ Raynal ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1770 จะวิพากษ์ระบอบการเมืองที่พวกอภิชนมีอำนาจมากมหาศาลและกษัตริย์ในขณะนั้นเป็นเพียงตรายางใน “ยุคแห่งเสรีภาพ” (การปกครองก่อนการรัฐประหารของพระเจ้ากุสตาฟที่สาม)  และเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูพระราชอำนาจของกษัตริย์ในสวีเดน  แต่หลังจากที่พระเจ้ากุสตาฟที่สามทำรัฐประหารในปี ค.ศ. 1772  และหนังสือของ Raynal ได้มีการตีพิมพ์ครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1774  Raynal กลับวิพากษ์การทำรัฐประหารของพระเจ้ากุสตาฟที่สามอย่างรุนแรง และประณามคนสวีเดนที่ยอมรับการยึดอำนาจและยอมอยู่ใต้แทบเท้ากษัตริย์อย่างน่าสังเวช แทนที่จะตั้งเงื่อนไขในการปกครองของพระองค์ที่กลับมีพระราชอำนาจมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสวีเดนเช่นนี้มาก่อน

 


 

การประกาศห้ามเผยแพร่หนังสือดังกล่าวเป็นหมุดหมายที่บ่งชี้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยมีนักหนังสือพิมพ์กลุ่มเล็กๆได้ออกมาต่อต้านนโยบายห้ามเผยแพร่ของพระเจ้ากุสตาฟที่สาม  เช่นที่ปรากฏใน Samming och Noje ของ Josias Carl Cederhjelm และเอกสารสิ่งพิมพ์ของ Major Pehr af Lund ที่ปลุกเร้าอย่างรุนแรงถึงสาเหตุของการต่อสู้ของคนอเมริกันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีรัฐบาลสวีเดน  ตัวอย่างของ Lund ใน Tryck-Friheten den Walsignade ที่ตีพิมพ์ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1783 กล่าวว่า ความรู้ที่ว่า “มีที่ๆหนึ่งบนโลกที่มนุษย์จะเสรีจากพันธนาการ” จะ “ทำให้ผู้ปกครองที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจจะต้องหวั่นวิตก”

 

ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ทางการเมืองในอเมริกามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความคิดของขบวนการอิสระเล็กๆในฟินแลนด์ ที่มีผู้นำคือ Goran Magnus Sprengtporten ผู้เข้าไปเป็นทหารให้กับกองทัพฝรั่งเศสในช่วงสงคราม  ซึ่งในตอนแรกเขายังคงจงรักภักดีต่อพระเจ้ากุสตาฟที่สามอยู่  แต่ต่อมาหันมาต่อต้านพระองค์ และ Sprengtportenได้รับการเรียกขานว่าเป็น “วอชิงตันแห่งฟินแลนด์” ในสายตาของบรรดาหมู่คนหนุ่มที่เต็มไปด้วยอุดมคติแรงกล้า                                                                                                                                                                               

 

ฟังๆดูแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้น่าจะต้องคิดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสวีเดนให้ไม่อยู่ภายใต้กษัตริย์อีกต่อไปเหมือนที่คนอเมริกันต่อต้านอังกฤษ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะอะไร ? โปรดติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า                              

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)

 

กุสตาฟที่สาม

กุสตาฟที่สาม       

 

จอร์จ วอชิงตัน

จอร์จ วอชิงตัน

 

โกแรน สแปรงปอร์เตน (ฉายา “วอชิงตันแห่งฟินแลนด์)

โกแรน สแปรงปอร์เตน (ฉายา “วอชิงตันแห่งฟินแลนด์)



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน