Columnist

การเปลี่ยนแปลงการปกครองสวีเดน เทียบเดนมาร์ก ไทย ภูฏาน ( 3 )

21 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:27 น.

เปิดอ่าน 789
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างสงบสันติ

 

จากตอนที่แล้ว จะพบว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองในสวีเดน ค.ศ. 1809 เกิดขึ้นจากการที่ผู้คนไม่พอใจการปกครองของกษัตริย์ Gustav IV  กลุ่มคนที่ไม่พอใจนี้ก็ใช่จะว่าเป็นคนทั่วไปทั้งสวีเดน แต่ความไม่พอใจต่อกษัตริย์จนถึงขั้นคิดจะเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มข้าราชการพลเรือนและนายทหาร 

 

และที่โดดเด่นมีสองกลุ่ม กลุ่มแรกอยู่ในกรุงสตอคโฮล์ม อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนายทหารที่ประจำการอยู่บริเวณชายแดนตะวันตกสวีเดน-นอร์เวย์  ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1809  นายพันโทชื่อ Georg Adlersparre ได้ออกแถลงการณ์เพื่อจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง และได้เคลื่อนกองกำลังจากทางตะวันตกมุ่งสู่กรุงสตอคโฮล์ม 

 

Gustav IV ทรงทราบและประกาศลงโทษประหารชีวิต Adlersparre และเตรียมตัวจะเสด็จไปตั้งหลักตอบโต้ฝ่ายกบฏที่ Skane บริเวณทางใต้ของสวีเดนที่มี J.L. Toll แม่ทัพผู้จงรักภักดีอยู่ที่นั่น   แต่คณะผู้ก่อการในสตอคโฮล์มที่นำโดยนายพล Adlercreutz ก็ไหวทัน จึงเข้าทำการจับกุมตัว Gustav IV ไม่ให้เสด็จออกไปได้   

 

ต่อมาเมื่อทาง Adlerspare เคลื่อนกองกำลังใกล้สตอคโฮล์ม ข้อมูลประวัติศาสตร์สวีเดนแตกออกไปเป็นสองชุด ชุดแรกบอกว่า การจับกุมตัวกษัตริย์และการเคลื่อนกองกำลังเป็นแผนการที่สอดประสานกัน ดังนั้น เมื่อกองกำลังของ Adlersparre เข้าสตอคโฮล์มแล้ว การยึดอำนาจก็เป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์  แต่ข้อมูลอีกชุดกลับบอกว่า เมื่อกองกำลังของ Adlersparre เข้าใกล้สตอคโฮล์ม 

 

คณะผู้ก่อการที่จับกุมตัว Gustav IV ไว้ได้นั่นได้ส่งข่าวไปไม่ให้เคลื่อนกองกำลังเข้ามา เพราะเกรงว่าจะเกิดการปะทะกันในสตอคโฮล์ม ซึ่งคนที่เขียนข้อมูลชุดนี้ อธิบายว่าเป็นเพราะกลุ่มสตอคโฮล์มต้องการช่วงชิงการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าปล่อยให้ Adlersparre และกองกำลังเข้ามาได้แล้ว  การเป็นผู้นำ “การปฏิวัติ” ก็จะตกเป็นของ Adlersparre  แต่ก็มีข้อมูลอีกชุดหนึ่งอธิบายว่า สาเหตุที่กลุ่มสตอคโฮล์มไม่อยากให้ Adlersparre เข้ามา เพราะกลุ่มของ Adlersparre มีความคิดที่เป็นประชาธิปไตยมากเกินไปจนอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงระดับถอนรากถอนโคน !                                                                                                                                        

ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้จบลงโดยถามผู้อ่านว่า “ถ้าตัวท่านเป็น Adlersparre ท่านจะยังเคลื่อนกองกำลังเข้ากรุงสตอคโฮล์มหรือจะยอมเชื่อกลุ่มผู้ก่อการในสตอคโฮล์มและหยุดการเคลื่อนกองกำลังไว้เพียงแค่นั้น ?”                                                                                                                                                                          

มีผู้อ่านบางท่าน (ขอสงวนนาม) ให้ความเห็นมาว่า  “Adlercreutz (นายพลที่จับตัวกษัตริย์)  มองว่าอำนาจของการเป็นผู้นำย่อมมีได้คนเดียว และคิดว่าความชอบธรรมของอำนาจน่าจะเป็นของผู้ที่ทำการยึดอำนาจสำเร็จ ซึ่งในที่นี้ Adlersparre แทบจะยังไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำการใดเลย เพียงแต่เป็นตัวกระตุ้นให้กลุ่มภายในสตอคโฮล์ม เร่งก่อการให้เร็วขึ้น เพราะกลัวว่าจะปล่อย “เสือ Gustav IV เข้าป่า” ไปหาฐานที่มั่นใหม่  ก็จะยิ่งทำการยากขึ้น

 

ส่วนเรื่องเหตุผลว่าจะเกิดความโกลาหลในเมืองน่าจะเป็นเรื่องรอง เพราะจากพฤติการณ์ของ Gustav IV น่าจะยังความเบื่อหน่ายให้กับประชาชนเต็มทีแล้ว การต่อต้านคงไม่น่าจะมีมากเท่าไหร่ นอกจากพวกขุนนางใกล้ชิดที่เสียประโยชน์เท่านั้น และ Adlersparre น่าจะยกทัพเข้าเมืองต่อไป เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการวางนโยบายในการบริหารบ้านเมืองด้วย คือน่าจะมีส่วนในการจัดสรรอำนาจหลังจากที่ได้ล้มระบอบกษัตริย์ลงได้แล้ว ซึ่งผู้ที่มีกองกำลังและอาวุธที่เหนือกว่าย่อมได้เปรียบในการต่อรอง (ไม่เคยเห็นทหารยุคไหนกลัวความวุ่นวายถ้าจะได้อำนาจ) คำสั่งประหารของกษัตริย์ในระบอบเก่าไม่มีความหมายใดๆแล้วหลังจากที่ถูกยึดอำนาจ และเมื่อ Adlersparre ยกทัพเข้าเมืองได้ ก็ให้ยกประกาศ คสช. ใช้ม.44 บริหารยาวๆไป Game over เจริญพร...”                                                                                                               

 

 

ความจริงในใจของตัวละครสำคัญในการยึดอำนาจการปกครองจากกษัตริย์ Gustav IV ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1809 จะเป็นอย่างไรนั้น คงยากที่จะบอก แต่ผู้เขียนก็มีข้อมูลเกี่ยวภูมิหลังของตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะ Adlercreutz และ Adlersparre  ที่มีชื่อโดดเด่นในการยึดอำนาจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของสวีเดน   ซึ่งผู้เขียนจะหาโอกาสเล่าสู่กันฟังต่อไป  แต่ตอนนี้ จะขอเฉลยก่อนว่า ตกลงแล้ว Adlersparrre ตัดสินใจอย่างไร                                                                                                                                 

 

คำตอบคือ เขาตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่กรุงสตอคโฮล์ม และถามว่า ตกลงแล้ว ได้เกิดการปะทะต่อสู้กันหรือไม่ ? คำตอบคือ ไม่มีการลั่นกระสุนแม้แต่นัดเดียว ไม่มีการใช้กำลังความรุนแรง ไม่มีการเสียเลือดเนื้อบาดเจ็บล้มตายเลย   และการยึดอำนาจก็สำเร็จ ถือเป็น “การปฏิวัติที่สงบสันติ” (bloddless)  ซึ่งมีไม่กี่ประเทศในโลกที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สิ้นสุดลงและเปลี่ยนมาเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญสามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างสงบไม่เสียเลือดเนื้อเลย 

 

ประเทศเหล่านี้ได้แก่ สวีเดนใน ค.ศ. 1809  และ เดนมาร์กในปี ค.ศ. 1849   และถ้าหากจะชาตินิยมหน่อยๆก็อาจจะขอเพิ่มประเทศไทยเราเข้าไปว่า “ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างสงบสันติปราศจากการเสียเลือดเนื้อ”  แต่ก็เฉพาะในปี พ.ศ. 2475 เท่านั้น เพราะต่อมาอีกปีหนึ่ง ใครๆก็ย่อมทราบดีว่าได้เกิด “กบฏบวรเดช” ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 และมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากไม่เกิดกบฏบวรเดช ประเทศไทยก็จะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือจะเรียกว่าราชาธิปไตยก็แล้วแต่ไปสู่การปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญได้อย่างสงบสันติ ติดอันดับเหมือนสวีเดนและเดนมาร์ก

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะลงลึกขึ้นอีก ก็จะพบว่า เดนมาร์กเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างสงบสันติ เพราะของสวีเดนมีการบุกเข้าจับกุมตัวกษัตริย์ไว้เป็นตัวประกันดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่เดนมาร์กนั้นหลังจากที่มีกระแสเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พระเจ้า Frederick VII ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1849  ซึ่งจริงๆแล้ว พระราชบิดาของพระองค์ Christian VIII ได้ทรงริเริ่มให้มีการร่างรัฐธรรมนูญไว้แล้วและมาสานต่อโดยพระเจ้า Frederick VII      

 

ส่วนของไทยก็เป็นที่ทราบดีว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงให้มีการร่างรัฐธรรมนูญได้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเช่นกัน                                                                  

แต่เมื่อถึงเวลา คณะราษฎรก็เห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและมีรัฐธรรมนูญ แต่ในการยึดอำนาจ คณะราษฎก็มีการบุกเข้าจับกุมตัว  พระบรมวงศานุวงศ์ไว้เป็นตัวประกัน อันได้แก่  สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ   สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรี, พลตรี หม่อมเจ้านิลประภัศร เกษมศรี พลตรี หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (พลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ)  และพลโท พระยาสีหราชเดโชชัย (สวัสดิ์ บุนนาค) เป็นต้น                                                                                                                          

 

 

 

เมื่อคณะราษฎรได้ตัวประกันคนสำคัญมาไว้ในมือหมดแล้ว จึงได้ออกประกาศว่า “ด้วยบัดนี้ คณะราษฎรได้จับพระบรมวงษานุวงศ์มาไว้เป็นประกันแล้ว ถ้าผู้ใดขัดขวางคณะราษฎร ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษ และพระบรมวงษานุวงศ์จะต้องถูกทำร้ายด้วย”      

                                                                                        

ส่วนอีกประเทศหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างสงบสันติก็คือ ภูฏาน ในปี พ.ศ. 2551 เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยการริเริ่มขององค์พระมหากษัตริย์เอง ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (สมเด็จพระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์ภูฏานพระองค์ปัจจุบัน)  ในปี พ.ศ. 2544 ที่ทรงให้เริ่มมีการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนมีการพระราชทานรัฐธรรมนูญภูฏานฉบับแรกในปี พ.ศ. 2551  และจนบัดนี้ ผ่านไปเป็นเวลา 11 ปี เหตุการณ์ในภูฏานก็ยังไม่เกิดปัญหาความรุนแรงอะไร  

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน” ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)