Columnist

จาก Ting กับ King สวีเดน ถึง กระดิ่งพ่อขุนรามฯ

14 สิงหาคม 2019 เวลา 20:54 น.

เปิดอ่าน 125
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

คราวที่แล้ว ผมได้ควักเอาเรื่อง ting ที่ถือได้ว่าเป็นสภาท้องถิ่นที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ นั่นคือตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาลในดินแดนแถบสแกนดิเนเวียที่หลักฐานชี้ชัดทั้งในบันทึกและการศึกษาค้นคว้าในทางโบราณคดีที่มีการลงพื้นที่กันอย่างจริงจัง  

 

ในเนื้อหาจากตอนที่แล้ว มีท่านผู้อ่านเกิดข้อสงสัยใคร่รู้กันมากเกี่ยวกับ ting โดยเฉพาะสิทธิ์ในการเลือกและถอดถอนกษัตริย์  ดังนั้น ผมจึงขอเพิ่มเติมและขยายความในประเด็นนี้โดยเจาะจงไปที่ ting ของสวีเดน ซึ่งเป็นงานวิจัยที่กำลังทำอยู่ขณะนี้                                   

 

เริ่มต้นคือ ting เป็นสภาท้องถิ่นที่อยู่คู่กับชุมชนต่างๆในสวีเดน ดังนั้น ในการเลือกกษัตริย์ อาจจะเริ่มจาก ting ที่ใดที่หนึ่ง เช่น ที่บริเวณที่เรียกว่า Mora และหลังจากนั้น กษัตริย์ก็จะต้องเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเรียกว่า “Eriksgata” หรือถ้าจะเทียบกับบ้านเราก็น่าจะใกล้เคียงกับการเสด็จเลียบพระนคร แต่ในกรณีของสวีเดน การเสด็จไปยังพื้นที่ต่างๆก็เพื่อให้สภาท้องถิ่นหรือ ting ในพื้นที่ต่างๆได้แสดงการยอมรับหรือปฏิเสธ  ซึ่งจากการที่กษัตริย์ได้รับเลือกจาก ting แห่งหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยอมรับจากที่อื่นๆ ดังนั้น อำนาจในการปกครองของกษัตริย์สวีเดนในยุคโบราณกาล จึงไม่ได้มีความเป็นเอกภาพและทั่วถึง  เข้าข่ายปุๆปะๆ แต่แน่นอนว่า ในถิ่นฐานที่เป็นภูมิลำเนาของกษัตริย์ หากใครได้รับเลือกจาก ting ในภูมิลำเนานั้นแล้ว ก็ย่อมจะมีฐานมั่นในเขตของตน                     

 

       

Mora Stone หรือแท่งหินมอราที่ ting อันเป็นที่ที่ให้ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นกษัตริย์ไปยืน                                                                        

 

ขณะเดียวกัน คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้าเป็นเรื่องของการเลือก ทำไมเกณฑ์ของคนที่จะมีสิทธิ์ได้รับเลือกหรือแคนดิเดทจะต้องจำกัดอยู่เฉพาะบุคคลที่มีเชื้อสายผู้ปกครองหรือกษัตริย์ ทำไมไม่ใช่ใครก็ได้ คำตอบคือ ถ้าเป็นใครก็ได้   ting และสิทธิ์ในการเลือกกษัตริย์ของ ting ก็จะกลายเป็นสิทธิ์ในแบบประชาธิปไตยโดยทันที ซึ่งการเข้าใจ ting เช่นนั้นเป็นการเอามุมมองปัจจุบันไปมองปรากฏการณ์ในอดีต เพราะผู้คนสวีเดนในยุคนั้น ไม่ได้มีจิตสำนึกเรื่องความเท่าเทียมกันในแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการตะวันตกที่ศึกษาเรื่อง ting จึงมักจะเตือนผู้ที่อ่านงานของเขาอยู่เสมอว่า อย่าได้มอง ting ว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าอยากจะมองให้เกี่ยวข้องกับเรื่องประชาธิปไตย  ก็อาจจะกล่าวได้ว่าการดำรงอยู่ของ ting ในสวีเดนโบราณนั้นอาจจะเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนหน้าที่จะมีการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยในอนาคตอันยาวไกลจากนั้นได้  เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับสังคมโบราณในที่อื่นๆของโลกที่ไม่มีอะไรอย่าง ting แล้ว สังคมที่มี ting ก็น่าจะได้เปรียบกว่าในการพัฒนาประชาธิปไตย                                                                                            

 

การจำกัดสิทธิ์ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นกษัตริย์ว่าจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในวงศาของผู้ปกครองก่อนหน้าเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงแบบแผนหรือรูปแบบการปกครองที่สำนึกรับรู้ร่วมกันที่ดำเนินไปตามจารีตประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองผู้คนในขณะนั้น  แม้ว่าสวีเดนโบราณจะยังไม่มีกรอบกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนในลักษณะของ “รัฐธรรมนูญ” แต่ก็มีกรอบจารีตประเพณีทางการเมืองที่กำหนดพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในสำนึกคิดจิตใจของผู้คน ดังที่นักปรัชญาการเมืองในศตวรรษที่ยี่สิบอย่างที่ Harry Jaffa เขียนไว้ในปี ค.ศ. 1960 โดยอธิบายเกี่ยวกับการปฏิบัติการของระบบการเมืองในแต่ละประเทศว่าจะดำเนินไปอย่างคาดการณ์และเข้าใจร่วมกันไดก็ต่อเมื่อเงื่อนไขหรือลักษณะของระบบการเมืองนั้นดำรงอยู่ในสำนึกคิดจิตใจร่วมกันของผู้คนในที่นั้น    ถ้าหากจะมีสิ่งที่เรียกว่า ชุมชนจินตกรรม (imagined communities/ 1983)   มันก็ย่อมต้องมี รูปลักษณ์การปกครองในจินตกรรม (imagined polity) ได้เช่นกัน แม้ว่า Jaffa จะไม่ได้ใช้คำนี้ แต่สิ่งที่เขาเขียนในปี ค.ศ. 1960 ก็มีสาระดังกล่าว  และไม่ว่าจะ “จิ้น” ในเรื่องชาตินิยมหรือระบอบการปกครอง คนเราจะอยู่กันได้ไม่ว่าจะในแบบไหนมันก็ต้อง “จิ้น” กันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าจะ “จิ้นตรงหรือจิ้นต่าง”  และสำหรับคนสวีเดนโบราณก็คือ พวกเขายังไม่มี “จิ้น” ประชาธิปไตยสมัยใหม่  ดังนั้น เกณฑ์ของคนมีสิทธิ์ได้รับเลือกขึ้นเป็นกษัตริย์จึงเป็นเช่นนั้น ไม่งั้น การเมืองสวีเดนโบราณในศตวรรษที่สิบก็คงมีประธานาธิบดีไปก่อนอเมริกาในศตวรรษที่สิบแปดไปแล้ว   

 

คราวที่แล้วพูดถึงการถอดถอนกษัตริย์สวีเดนที่ชื่อ Oluf I the Hunger (ครองราชย์ 1086-1095)  คราวนี้จะให้อีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นการประชันอำนาจกันระหว่างกษัตริย์กับ ting นั่นคือ  ดังกรณีของ Olof Skotkonung (ครองราชย์ ค.ศ. 995-1022) พระองค์มีความขัดแย้งกับกษัตริย์นอร์เวย์และเตรียมที่จะประกาศสงครามกับนอร์เวย์ แต่ผู้คนในที่ประชุม ting ที่เมือง Uppsala ในปี ค.ศ. 1030 ไม่เห็นด้วยและได้คัดค้านการทำสงคราม  โดย Torgny ผู้เป็น lawspeaker (จะอธิบายถึงตำแหน่งนี้ในตอนต่อๆไป)  ในที่ประชุม ting ได้ลุกขึ้นกล่าวคัดค้านการทำสงครามของกษัตริย์ว่า “หากพระองค์จะเปลี่ยนความคิดจากที่เคยมี แต่เราชาวบ้านที่เป็นเสรีชนต้องการให้ท่านทำข้อตกลงสันติภาพกับกษัตริย์นอร์เวย์.......แต่ถ้าท่านไม่ทำตามที่พวกเราต้องการ เราจะต่อต้าน...อย่างที่บรรพบุรุษของพวกเราได้เคยทำมา บรรพบุรุษของพวกเราเคยโยนกษัตริย์หลายพระองค์ลงบ่อน้ำที่ Mora ting  ยามเมื่อกษัตริย์เหล่านั้นเต็มไปด้วยความทรนงอวดดีอย่างที่ท่านเป็นต่อพวกเราขณะนี้ ท่านจงเลือกเอา..” เมื่อกล่าวจบ ก็เกิดเสียงชาวนาจับอาวุธขึ้นอย่างพร้อมเพรียง แล้วทันใด Olof Skotkonung ได้ลุกขึ้นและกล่าวว่า พระองค์จะทำในสิ่งที่ให้ชาวบ้านได้ปกครองร่วมกันกับพระองค์เสมอในทุกๆเรื่องที่พวกเขาต้องการ”                                                                                                                                                    

 

จากข้างต้น แสดงให้เห็นว่าที่ประชุม ting มีอำนาจอันชอบธรรมในการจำกัดพระราชอำนาจของกษัตริย์ และกษัตริย์จะไม่สามารถใช้กำลังความรุนแรงในการฝ่าฝืนจารีตประเพณี หรือถ้าฝ่าฝืน ก็ใช่ว่าผู้คนจะเฉยๆยอมรับโดยไม่คิดไม่ทำอะไร                                                                                                                        

 

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ยังเป็นที่ตั้งข้อสงสัยว่าเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์สวีเดนมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับสามัญชนในสังคมสวีเดน เพราะเรื่องดังกล่าวได้ถูกบันทึกและตราไว้ในกฎหมาย  พูดง่ายๆก็คือ จะจริงหรือไม่จริง แต่มันก็ได้ไปอยู่ในจินตกรรมทางการเมืองของผู้คนสวีเดนในยุคนั้นแล้ว ส่วนจะอยู่ต่อไปยาวนานแค่ไหน ก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป                                                                                                                              

 

และเมื่อพูดถึง ting ของสวีเดน ก็อดคิดถึงกระดิ่งร้องทุกข์ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงไม่ได้ จะมีจริงหรือไม่ ไม่รู้  แต่ที่แน่ๆ ก็คือ คนไทยชอบร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือมากกว่าจะช่วยตัวเองหรืออ้างสิทธิ์ ?!! สงสัยมันจะเป็นจินตกรรมการปกครองแบบไทยๆ

 

กระดิ่งสมัยพ่อขุนรามฯ (ทำไมดูใหม่ดีจัง ?)

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)