Columnist

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ค.ศ. 1809

7 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:23 น.

เปิดอ่าน 323
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

วิธีต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง มักมีการนำเรื่อง"ความเสมอภาค"เป็นไม้เด็ดเรียกร้องเสมอ

ปกติในการเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศใดก็ตาม ก็มักจะกล่าวถึงสาเหตุว่า ผู้ปกครองไม่ดี หรือแม้ว่าจะดี แต่หากยังอยู่ในระบอบที่เป็นอยู่ ก็จะดีไปกว่านี้มากไม่ได้  ถ้าเปลี่ยนแล้วจะดีขึ้นกว่าเดิม ถ้ามีประเทศอื่นที่เขาเปลี่ยนแปลงไปแล้วดีขึ้นก้าวหน้าขึ้น ประเทศนั้นก็จะถูกนำมาเป็นแบบอย่างให้เปลี่ยนตาม 

 

แต่แม้ว่าระบอบเดิมจะไม่ก้าวหน้าอะไรใหญ่โต แต่ถ้าผู้ปกครองยังทำให้ผู้คนพอใจและอยู่ดีกินดีได้  ก็คงสามารถชะลอการเปลี่ยนแปลงไปได้อีก  แต่ถ้ายังทำให้คนอยู่ดีกินดีไปได้เรื่อยๆ ผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงก็คงต้องงัดเรื่องนามธรรมมาต่อสู้ เพราะถ้าสิ่งที่จับต้องได้ อย่างข้าวปลาอาหารความเป็นอยู่มันไม่ได้ย่ำแย่มากอะไร แถมถ้าดีด้วย ก็ยิ่งยากที่จะไปโน้มน้าวให้ผู้คนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง                                                                                                                                

 

วิธีการของผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงหากบ้านเมืองยังอยู่ดีกินดี ก็คือ ต้องกล่าวถึงเสรีภาพและความเสมอภาคเป็นสำคัญ เพราะเป็นไม้เด็ดใช้เมื่อไรก็ได้ผลเมื่อนั้น เพราะเสรีภาพมันเป็นของที่ได้มาแล้วก็มักจะอยากได้มากขึ้นๆ  ความเสมอภาคก็เช่นกัน เพราะตราบใดยังมีคนรวยคนจนอยู่ ความเสมอภาคก็ยังเป็นไม้เด็ดอยู่เสมอ ยิ่งถ้ามีรัฐบาล มีผู้ปกครอง ผู้ใต้ปกครอง มีเจ้านาย ผู้บังคับบัญชา มันก็ต้องให้มีปัญหาเรื่องความเสมอภาคอยู่ร่ำไป  ดังนั้น เสรีภาพและความเสมอภาคจึงเป็นไม้ตายได้อยู่เสมอ ไม่เคยตายสักที            

 

และถ้างัดไม้ตายเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาคที่เป็นนามธรรมขึ้นมาแล้ว มันก็จะส่งผลลากเรื่องรูปธรรมวัตถุตามไปด้วย เช่น แต่ก่อน เคยอยากได้รถสักคัน ถ้าผู้ปกครองบริหารจัดการเศรษฐกิจบ้านเมืองให้จนประชาชนซื้อรถได้บ้านละคัน พอได้บ้านละคัน ตอนแรกก็พากันแฮปปี้กันทั่วไป  

 

ต่อมา เกิดมีบางคนมีรถคันที่สอง หรือไปได้ยินได้ฟังเรื่องราวของคนอเมริกันในยุค American Dream ที่แต่ละบ้านจะมีรถสองคัน คราวนี้ ถ้ามีใครลองแหย่เรื่องความเสมอภาคเข้าไป ก็คงได้เรื่อง  หรือในกรณีที่แต่ก่อน ยังไม่มีสิทธิ์เสรีภาพในการตั้งคำถามผู้ใหญ่ ไม่ว่าใหญ่ในบ้าน ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือในบ้านเมือง พอมีกฎหมายให้สิทธิ์เสรีภาพในการพูดวิพากษ์วิจารณ์ ตอนแรกก็จะพากันแฮปปี้กันทั่วไป  

 

แต่ต่อมา เกิดมีบางคนวิจารณ์ได้แรงได้เผ็ดร้อน  หรือในบ้านเมืองอื่นเขาวิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน แล้วเขาก็มักจะอ้างรัฐธรรมนูญมาตราโน่นนี่ เหมือนที่เรามักเห็นในภาพยนตร์อเมริกัน คราวนี้ ถ้าแหย่เรื่องเสรีภาพเข้าไป ก็ได้เรื่องอีก คนก็อยากจะมีเสรีภาพเหมือนที่คนอื่นข้างบ้านมี หรือคนในหนังสือพิมพ์มี หรือคนโซเชียลมีเดียที่วิพากษ์วิจารณ์หรือออกความเห็นกันสุดโต่ง และสุดท้ายอ้างสั้นๆว่า “เสรีภาพ”

 

แต่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศต่างๆใช่จะเป็นแบบที่ว่านี้เสมอไป เพราะมันก็มีที่ผู้ปกครองไม่ได้เรื่องแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้  และซ้ำร้ายยังอยู่ในระบอบการปกครองที่ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นๆได้มีโอกาสไปแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะระบอบการปกครองใหม่ที่จะให้คนเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาแก้ไขพัฒนาประเทศ  หรือถ้าทำได้ดีก็เลือกให้เป็นรัฐบาลต่อไป แต่ถ้าไม่ดีก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆจนกว่าจะดี

 

อย่างในกรณีของสวีเดนช่วง ค.ศ. 1808-1809 สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต ค่าเงินตกกว่าครึ่ง ทำสงครามล้อมด้าน และแพ้ทุกด้าน อีกทั้งผลผลิตทางการเกษตรก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เคยจับปลาส่งออกได้ ก็ฟุบ แถมกษัตริย์ยังใช้อำนาจตัดสินลงโทษข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรมและตามอำเภอใจ  ขณะเดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าว ยุโรปอยู่ภายใต้กระแสแห่งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง ฝรั่งเศสได้เกิดปรากฏการณ์การล้มล้างระบอบเก่าโดยพวก “Jacobin”  และจากการปฏิวัติในฝรั่งเศสที่ยังไม่ลงตัว ส่งผลให้เกิดนโปเลียน ที่ต้องทำสงครามส่งออกการปฏิวัติเพื่อให้กระแสสาธารณรัฐมันแพร่กระจายไปทั่ว ถึงจะทำให้สาธารณรัฐฝรั่งเศสอยู่ได้ 

 

และภายใต้กระแสดังกล่าว สวีเดนกลับทวนกระแสมาตั้งแต่ ค.ศ. 1772  นั่นคือ กษัตริย์สวีเดนที่ขึ้นครองราชย์มาปั๊บ ก็ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพวกนักการเมืองในสภา ทั้งๆที่ตลอดเวลาห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา สวีเดนได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ยุคแห่งเสรีภาพ” มีการออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาล้างฉบับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กำหนดให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภา และสภาควบคุมการทำงานของกษัตริย์กับสภาสูง โดยสภาสูงทำหน้าที่เหมือนคณะรัฐมนตรีให้กับกษัตริย์

 

แต่เมื่อ Gustav III ขึ้นครองราชย์ก็ยึดอำนาจกลับมา แถมประชาชนโห่ร้องดีใจไปทั่ว เพราะพวกนักการเมืองนั้นยามมีอำนาจสูงสุด และไม่มีใครจะตรวจสอบได้ แถมประชาชนยังไม่แข็งแรง ก็เลยคอร์รัปชั่นกันสุดลิ่มทิ่มประตู แถมรับเงินต่างชาติด้วย เมื่อนักการเมืองพรรคไหนขึ้นมาก็เปิดทางให้ต่างชาติหนึ่งเข้ามา พอเปลี่ยนพรรคก็พาสวีเดนหันไปอยู่กับอีกชาติหนึ่ง แต่ในช่วงปลายรัชสมัยของ Gustav III พระองค์ก็เริ่มที่จะใช้อำนาจมากขึ้น จนเกิดกระแสต่อต้าน มีการลอบปลงพระชนม์ จนเสด็จสวรรคตสองสัปดาห์หลังจากถูกลอบยิงในโรงละครโอเปร่า  แต่จะให้พระราชโอรสขึ้นครองราชย์ทันทีก็ไม่ได้ เพราะยังทรงพระเยาว์อยู่ ทางสภาเลยต้องให้พระอนุชาของ Gustav III ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก่อน

 

 

จนในที่สุด พระราชโอรสได้พระชันษาขึ้นครองราชย์ในนาม Gustav IV ในราวปี ค.ศ. 1800 ตอนแรกๆที่ทรงครองราชย์ ผู้คนส่วนหนึ่งต่างพากันหวังว่า พระองค์จะไม่เหมือนพระราชบิดาที่ใช้พระราชอำนาจเกินขอบเขต  แต่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งก็หวังว่า พระองค์จะทรงพระปรีชาสามารถอย่างพระราชบิดา

 

แต่อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  ผู้ที่เป็นผู้ปกครองยังไงเสียก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ  เพราะเป้ามันชัด คือเป็นกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  แม้ว่านักประวัติศาสตร์ชั้นนำอย่าง Ingvar Andersson จะยอมรับว่า พระองค์มีความบกพร่องอยู่ไม่น้อย แต่หลายๆอย่างก็เกินความสามารถที่ผู้ปกครองจะรับมือได้ ต่อให้ไม่ใช่กษัตริย์แต่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม มิฉะนั้นแล้ว รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องแก้ปัญหาทุกอย่างได้หมด และการเลือกตั้งก็กลายเป็นเครื่องมือที่จะเฟ้น “เทพ” ได้เสมอ ?

 

Andersson เห็นว่า การวิจารณ์ความล้มเหลวในการปกครองของ Gustav IV นั้นเกินจริงก็มีเยอะ และทำให้พระองค์ต้องเป็น “แพะรับบาป” ไปเต็มๆ   ประกอบกับบรรยากาศทางการเมืองในยุโรปเข้าไปด้วย การก่อการยึดอำนาจจึงเริ่มขึ้นโดยในขณะนั้น Gustav IV ทรงมีพระชนมายุได้ 29 พรรษา 

 

กลุ่มก่อการสองกลุ่มที่โดดเด่น ได้แก่ กลุ่มข้าราชการพลเรือนในกรุงสตอคโฮล์ม กับอีกกลุ่มหนึ่งเป็นทหารที่ประจำการอยู่ที่ Karlstad บริเวณชายแดนสวีเดน-นอร์เวย์  กลุ่มแรกมีศูนย์กลางอยู่ที่คนที่ชื่อว่า Jacob Cederstrom (อายุเพียง 27 ปี)  ส่วนกลุ่มทหารที่ Karlstad มีนายพันโท Georg Adlersparre (อายุ 49 ปี) เป็นผู้นำ  และแผนการการยึดอำนาจในรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น ขออภัยที่ต้องให้ติดตามในสัปดาห์หน้านะครับ

 

Jacob Cederstrom

Jacob Cederstrom 

 

Gustav IV

Gustav IV 

 

Georg Adlersparre

Georg Adlersparre