Columnist

บ่อเกิดทรราช

31 ตุลาคม 2019 เวลา 07:15 น.

เปิดอ่าน 851
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

โสกราติสได้กล่าวถึงการปกครองของทรราชว่า “เป็นรูปแบบการปกครองที่วิเศษ น่าประทับใจ

สองพันกว่าปีมาแล้ว โสกราติสได้กล่าวถึงการปกครองของทรราชว่า “เป็นรูปแบบการปกครองที่วิเศษ น่าประทับใจ น่ายกย่องมากที่สุด ทั้งตัวรูปแบบการปกครองและตัวบุคลิกภาพทรราชด้วย”  ฟังดูแล้วก็ให้เกิดความงงงวยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่การปกครองของทรราชจะเป็นเช่นนั้นได้ ?                                                                

 

จะเข้าใจว่า ทำไมโสกราติสถึงกล่าวเช่นนั้น คงต้องอ่านต่อไปจนจบ                                                              

 

โสกราติสพรรณนาว่า ทรราชเป็นผลผลิตของการปกครองที่เรียกว่าประชาธิปไตย และการล่มสลายของประชาธิปไตยเป็นจุดเริ่มต้นของกำเนิดการปกครองทรราช   สาเหตุของการล่มสลายของประชาธิปไตยก็เป็นสาเหตุเดียวกันกับการล่มสลายของการปกครองแบบคณาธิปไตยที่เกิดขึ้นก่อนประชาธิปไตย                      

 

การล่มสลายของการปกครองทุกรูปแบบ คือ  สภาวะอันสุดโต่งที่เกิดขึ้นในรูปแบบการปกครองนั้นๆ   อย่างในกรณีของคณาธิปไตย ข้อดีของคณาธิปไตยคือ การแสวงหาความมั่งคั่ง  และการแสวงหาความมั่งคั่งก็เป็นปัจจัยที่สร้างคณาธิปไตยขึ้นมา แต่หากมุ่งใช้อำนาจไปในการแสวงหาความมั่งคั่งอย่างไม่มีขอบเขตไม่รู้จักความพอดี แก่นหรือข้อดีของคณาธิปไตยก็จะกลายเป็นตัวทำลายคณาธิปไตยเสียเอง    เช่นเดียวกันกับประชาธิปไตยที่ความน่าสนใจของประชาธิปไตยคือ เสรีภาพ แต่เมื่อความต้องการเสรีภาพที่มากเกินไปจนทิ้งสิ่งอื่นๆทุกอย่างไปหมด เสรีภาพสุดโต่งก็จะกลายเป็นปัจจัยที่ทำลายประชาธิปไตย        

 

ความกระหายใคร่อยากในเสรีภาพจะทำให้สังคมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ปกครองที่เลว ไร้หลักการ เพราะการมีหลักการย่อมหมายถึงการมีข้อจำกัด ดังนั้น ผู้ปกครองที่จะเป็นที่พอใจในประชาธิปไตยสุดโต่งก็คือ ผู้ปกครองที่ยอมปล่อยให้สังคมเมามัวกับปริมาณที่มากเกินไปของเสรีภาพ ไม่ต่างจากการเสพสุราอย่างไม่จำกัด หากผู้นำคนใดไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ยอมให้มีเสรีภาพมากๆ  ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกคณาธิปัตย์ (พวกระบอบเก่า) และมีการเรียกร้องให้ปลดผู้นำแบบนั้น  ส่วนพลเมืองที่ปฏิบัติตามเชื่อฟังกฎหมายจะถูกดูถูกดูแคลนหาว่า “ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง” หรือไม่ก็หาว่าไม่เป็น “เสรีชน”     

                                                                                                                                                                         

ในประชาธิปไตยที่สุกงอม สิ่งที่เกิดขึ้นสาธารณะหรือในครอบครัวคือ ผู้ปกครองต้องทำตัวเป็นผู้ใต้ปกครอง คือยอมประชาชนในทุกๆเรื่อง และผู้ใต้ปกครองก็จะกลายเป็นผู้ปกครองแทน และภายในสังคมแบบนี้  เสรีภาพจะเกิดขึ้นอย่างสุดโต่ง และสภาวะเสรีภาพสุดโต่งนี้จะแทรกซึมเข้าไปในครอบครัวด้วย เชื้อคลั่งเสรีภาพนี้จะระบาดไปถึงแม้แต่สัตว์เลี้ยงในบ้าน  จนเกิดสภาวะไร้ระเบียบ ไร้กติกา เป็นอนาธิปไตยพ่อลูกสลับหน้าที่บทบาทกัน  พ่อกลัวลูก  ลูกก็ไม่เคารพยำเกรงพ่อแม่  และจะอ้างว่า ต้องการความเป็นอิสระ เสรีภาพ   อีกทั้งไม่มีความแตกต่างระหว่าง พลเมือง คนต่างด้าว คนต่างด้าวที่มาพำนักอาศัย       

       

 

ครูกลัวศิษย์และต้องตามใจศิษย์ทุกอย่าง  ศิษย์รังเกียจครู   เด็กหรือเยาวชนโดยรวมกระทำตัวเลียนแบบเยี่ยงผู้ใหญ่ เถียงและต่อต้านผู้ใหญ่  ส่วนผู้ใหญ่ก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้ชื่อว่าไม่เห็นด้วยกับเด็ก หรือเคร่งครัดกับเด็ก  โดยทำอะไรตามๆเด็ก  และไปอยู่ในกลุ่มเด็ก ตลกเล่นหัว เพื่อให้เห็นว่าเป็นเพื่อนดี เป็นคนง่ายๆกับเด็กๆเหล่านั้น      

                                                                                                                              

ที่สุดของเสรีภาพของมหาชนในสังคมแบบนี้ก็คือ เมื่อ ทาส ทั้งหญิงชาย มีเสรีภาพเหมือนกับนาย  มิพักต้องกล่าวถึงเสรีภาพและความเสมอภาคอันสมบูรณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างเพศ  แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ต้องมีสิทธิ์เท่าเทียม ทำตัวเหมือนนาย รวมทั้งม้าลาต่างๆ  ต่างเดินไปมาตามท้องถนนอย่างเสรียิ่ง และไม่สนว่าจะชนผู้คน  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยจิตวิญญาณเสรี    

                                                                                                    

และในสภาวะดังกล่าว จิตใจของพลเมืองก็จะอ่อนไหวเปราะบาง จะเกิดปฏิกิริยารุนแรงทันทีเมื่อเจออะไรที่จะมาควบคุมหรือมาจำกัดห้ามแม้แต่น้อยนิด ก็จะทนไม่ได้   จนที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทนยอมรับกฎกติกาใดๆได้เลย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย จารีตประเพณี ระเบียบ บรรทัดฐานอะไรก็ตาม                 

 

และเงื่อนไขเช่นนี้เองที่เป็นรากเหง้าหรือเป็นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของการปกครองของทรราชให้บังเกิดเติบโตขึ้นมา  และมันช่างเป็นจุดเริ่มต้นหรือแหล่งเพาะที่แสนจะอุดม-แข็งแกร่งมีพลังที่จะขับส่งให้เกิดการปกครองของทรราชอย่างยิ่ง                                                                                                                                         

 

และด้วยความสุดโต่ง ไม่ว่าจะในประชาธิปไตยหรือคณาธิปไตย จะนำมาซึ่งปฏิกิริยาเหวี่ยงกลับอย่างรุนแรง เฉกเช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับอากาศ พืช สัตว์ และสังคมการเมือง  เมื่อเกิดเสรีภาพสุดโต่ง ปฏิกิริยาเหวี่ยงกลับก็สุดโต่งตามมา นั่นคือ สภาวะของการตกอยู่ภายใต้การยอมจำนนและการยอมถูกครอบงำควบคุม

 

การปกครองของทรราชที่เป็นเกิดจากประชาธิปไตยดังกล่าวนี้ จะนำมาซึ่งสภาวะของการถูกกดทับอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากเสรีภาพสุดโต่ง อาการป่วยที่ขยายตัวอันนำประชาธิปไตยและคณาธิปไตยไปสู่ความเป็นทาสนี้  จะประจักษ์ได้จากปรากฏการณ์ของชนชั้นหรือกลุ่มคนที่ไม่ชอบทำงานแต่ชอบใช้ชีวิตสบายฟุ่มเฟือย ซึ่งเปรียบได้กับผึ้งตัวผู้ที่ไม่ทำงาน แต่ทำหน้าที่ผสมพันธุ์กับนางพญาผึ้งเท่านั้น  และหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ เปรียบได้กับผึ้งที่มีพิษ  ส่วนพวกที่เฉื่อยแชเชือนขี้เกียจหนักขึ้นไปอีกก็คือ พวกผึ้งที่ไม่มีพิษ

 

และยามใดก็ตาม ที่สองกลุ่มนี้ปรากฏตัวในสังคม จะสร้างปัญหาไม่ต่างจากเสลด เสมหะของเสียในร่างกายคน ดังนั้น แพทย์ที่ดีหรือผู้บัญญัติกฎหมายที่ดีจะพยายามหามาตรการต่อต้านสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เหมือนกับคนเลี้ยงผึ้งที่รู้หน้าที่ ก็จะพยายามป้องกันไม่ให้ผึ้งตัวผู้ขยายพันธุ์โดยการกำจัดหรือกันพวกมันไว้

 

 

ในทุกสังคมหรือทุกรูปแบบการปกครอง จะมีคนสามกลุ่มที่ว่านี้เสมอ  นั่นคือ ผึ้งผู้ที่ไม่ทำงานแต่ผสมพันธุ์อย่างเดียว และผึ้งไม่มีพิษที่ไม่ทำงานแต่ชอบเสพย์  และพวกผึ้งมีพิษ  และพวกที่เฉื่อยสุดๆ  แต่ในประชาธิปไตย พวกนี้จะมีจำนวนมากที่สุด เพราะเสรีภาพจะเอื้อให้ผึ้งเหล่านี้ได้ทำการตามอำเภอใจเต็มที่

 

ส่วนในยุคที่เป็นคณาธิปไตย  คนเหล่านี้จะถูกรังเกียจและถูกกีดกันไม่ให้มีอำนาจ แต่ในยุคประชาธิปไตย ผู้นำจะมาจากกลุ่มคนเหล่านี้  เพราะคนเหล่านี้มีจำนวนมาก และประชาธิปไตยให้อำนาจอยู่แก่คนส่วนใหญ่  พวกที่กระตือรือร้นมากก็จะพูดและแสดงออกในการกระทำ  ส่วนที่เหลือก็จะพากันนั่งส่งเสียงกลบ เพื่อไม่ให้ใครอื่นได้พูด  ส่งผลให้กิจการสาธารณะทั้งหมดอยู่ในมือของคนเหล่านี้ กลุ่มที่สองคือพวกที่จะพยายามได้สิ่งต่างๆมาอย่างฉ้อฉล  ส่วนพวกที่มั่นคงเข้มแข็งที่สุดก็เป็นคนรวย เพราะประสบความสำเร็จในการทำมาหากิน  และพวกผึ้งที่ไม่ทำงานแต่ชอบเสพย์ ก็จะเห็นคนเหล่านี้เป็นแหล่งที่ตนจะรีดไถ  พวกผึ้งที่ไม่ทำงานแต่ชอบเสพย์ก็จะพากันไปรีดไถจากคนรวยเหล่านี้                                                                                  

 

กลุ่มที่สาม คือ มวลชนคนส่วนใหญ่ ที่มุ่งทำมาหากิน และไม่สนใจการเมือง ไม่ค่อยจะร่ำรวย พวกนี้เป็นคนส่วนใหญ่ที่สุดในประชาธิปไตย และเมื่อมารวมตัวกันแล้วจะมีจำนวนสูงสุด แต่จะมารวมตัวกันก็ต่อเมื่อจะได้อะไรเท่านั้น ผู้นำของคนเหล่านี้จะขโมยทรัพย์สินมาจากคนรวย และเก็บเอาไว้กับตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และแบ่งเศษที่เหลือให้กับประชาชน 

 

บรรดาคนที่ถูกปล้นนี้จำเป็นที่จะต้องปกป้องตัวเอง โดยการกล่าวร้องในสภาและทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องทรัพย์สินของพวกเขา แต่ก็จะถูกกล่าวหาโดยคู่ต่อสู้ในสภาว่าพยายามวางแผนต่อต้านประชาชน เป็นพวกปฏิกิริยา เป็นพวกคณาธิปไตย  แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ได้ตั้งใจจะทำการโค่นล้มประชาธิปไตยเลยก็ตาม  และท้ายที่สุด เมื่อพวกเขาเห็นว่า ประชาชนพยายามที่จะทำในสิ่งผิดๆต่อเขา แม้โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่มาจากความโง่เขลาและถูกชี้นำอย่างผิดๆจากการป้ายสีโดยผู้นำของประชาชน  

 

สุดท้าย พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องหันไปเข้ากับพวกคณาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่ว่าพวกเขาต้องการเช่นนั้น  แต่เพราะพวกเขาโดนพิษร้ายจากพวกผึ้งที่ไม่ทำงานแต่ชอบเสพย์  เกิดการต่อสู้ฟ้องร้องถอดถอนกันไปมา                                                                                                                          

 

แล้วในสถานการณ์อันสับสนวุ่นวายนี้  ผู้คนจะไม่พยายามมองหาใครสักคนที่จะมาเป็นผู้นำที่มีอำนาจมากพอที่จะยุติสภาพอันเลวร้ายในสังคมหรือ ? และผู้นำมวลชนแบบนี้นี่เองที่เป็นหน่อรากสำหรับการเกิดการปกครองของทรราชในทุกยุคทุกสมัยที่เกิดสภาพการณ์แบบนี้                                                                                 

 

และในสถานการณ์อันแสนจะวิกฤตที่ผู้คนต้องการจะหาทางออกนี้เองที่ทำให้เราเข้าใจว่า  ทำไมโสกราติสจึงขึ้นต้นด้วยการกล่าวว่า “การปกครองของทรราชว่าเป็นรูปแบบการปกครองที่วิเศษ น่าประทับใจ น่ายกย่องมากที่สุด ทั้งตัวรูปแบบการปกครองและบุคลิกภาพของตัวทรราช”

 

 

“The truth being that the excessive increase of anything often causes a reaction in the opposite direction…and so tyranny arises out of democracy.”                                                                                                                     

 

In a democracy everything is managed by drones, with the drones feeding on the wealthy class, and the workers making up the largest and most powerful class. The workers, tormented by the drones, turn to revolution, “impeachments, judgements and trials of one another.”