Columnist

สมบูรณาญาสิทธิราชย์เดนมาร์ก: “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

24 ตุลาคม 2019 เวลา 07:50 น.

เปิดอ่าน 3834
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

เงื่อนไขก่อนหน้าที่เดนมาร์กจะเข้าสู่การเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็คือ การทำสงครามกับสวีเดน

เดนมาร์กเป็นหนึ่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่ประสบความสำเร็จทั้งในการจัดอันดับคุณภาพทางการเมืองและคุณภาพชีวิตของผู้คน ติดอันดับหนึ่งในสองของโลกมาหลายครั้ง แต่เรื่องราวเกี่ยวกับเดนมาร์กที่คนไทยคุ้นเคยก็น่าจะได้แก่ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์กมากกว่าอย่างอื่น ไม่ค่อยจะรู้เรื่องราวการเมืองการปกครองของเขาเสียเท่าไร น่าจะเป็นเพราะอุปสรรคทางภาษาเป็นสำคัญ                                       

 

ในปี พ.ศ. 2557 ฟรานซิส ฟูคุยามา  (Francis Fukuyama) หนึ่งในนักรัฐศาสตร์ที่โดดเด่นคนหนึ่งในปัจจุบัน ได้ออกหนังสือชื่อ Political Order and Political Decay โดยเป้าหมายของหนังสือขนาดเกือบ 700 หน้านี้ต้องการที่จะตอบคำถามสำคัญว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้สังคมหนึ่งๆสามารถพัฒนาสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง ไม่อยู่ภายใต้สายสัมพันธ์ส่วนตัวและมีความรับผิดชอบและอธิบายให้เหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

และในการตอบคำถามดังกล่าวนี้ เขาได้แนะนำว่า การเมืองการปกครองเดนมาร์กคือตัวแบบสำคัญที่ควรจะศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเดนมาร์ก แต่ฟูคุยามาเองก็ยอมรับว่า ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักและศึกษาเดนมาร์กเท่าไรนัก และสาเหตุก็เหมือนกับที่ผู้เขียนกล่าวไปข้างต้น นั่นคือ อุปสรรคทางภาษา                                                                                                           

 

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะขอย้อนไปเล่าถึงกำเนิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของเดนมาร์ก  แต่กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า การอธิบายกำเนิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของประเทศใดก็ตาม คงยากที่จะอธิบายให้ครบถ้วนกระจ่างได้ภายในสองหน้ากระดาษ  ดังนั้น ภายในสองหน้ากระดาษ เนื้อหาที่ผู้อ่านควรรู้เป็นเบื้องต้นสำหรับที่จะเป็นฐานในการต่อยอดก็น่าจะได้แก่ข้อมูลที่ผู้เขียนสรุปมาดังต่อไปนี้

 

 

เงื่อนไขก่อนหน้าที่เดนมาร์กจะเข้าสู่การเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็คือ การทำสงครามกับสวีเดน ซึ่งส่งผลให้เดนมาร์กอ่อนแอลงอย่างยิ่ง   

 

กองทัพสวีเดนได้รุกเข้าไปในเดนมาร์ก ทำลายไร่นาและบ้านเมืองหลายแห่ง  และจวนเจียนจะเข้าถึงใจกลางของเดนมาร์ก นั่นคือ กรุงโคเปนเฮเกน  แต่โชคดีที่ชาวเดนมาร์กยังมีกำลังใจกล้าแกร่งร่วมกันทัดทานกองทัพสวีเดนไว้  พร้อมๆกับได้รับการช่วยเหลือจากเนเธอร์แลนด์ด้วย

 

ผลจากสงครามทำให้ประเทศยากจนลง เศรษฐกิจพังทลาย  พระเจ้าฟรีดริคที่สาม กษัตริย์เดนมาร์กทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่สวีเดนจะต้องปฏิรูปและการจัดองค์กรบ้านเมืองใหม่  แต่การปฏิรูปบ้านเมืองในขณะนั้นทำได้ยาก  เพราะพระองค์ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากสภาของพวกอภิชนที่ไม่ต้องการให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจและบทบาทมากเกินไป 

 

แต่พวกชนชั้นชาวบ้านกลับเป็นพลังสำคัญที่สนับสนุนพระราชอำนาจของกษัตริย์ เพราะในช่วงสงครามกับสวีเดน  มีแต่พระเจ้าฟรีดริคที่สามเท่านั้นที่ทรงนำทัพจับศึกอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ในขณะที่พวกอภิชนพากันสงวนท่าที 

 

ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1660  พระเจ้าฟรีดริคที่สาม  สมาชิกที่เป็นอภิชนและตัวแทนของเสรีชนในเมือง (burghers) และพวกพระ  โดยจุดมุ่งหมายในการประชุมคือลงคะแนนเสียงรับกฎหมายภาษีใหม่ และขณะที่พวกอภิชนยังแสดงความลังเล  พวกสมาชิกที่เป็นตัวแทนชนชั้นอื่นๆและกองทัพต่างขานรับนโยบายการปฏิรูปของพระเจ้าฟรีดริคที่สาม  จากนั้น พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะขับเคลื่อนในการต่อต้านพวกอภิชน และสถาปนาการปกครองที่พระราชอำนาจไม่ถูกจำกัดโดยสภาของพวกอภิชนอีกต่อไป        

 

อันเป็นที่มาของกฎหมายที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของเดนมาร์ก (KongelovenI)  ที่ออกโดยพระเจ้าฟรีดริกที่สาม ในปี ค.ศ. 1665  ที่มีบทบัญญัติที่บ่งบอกถึง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” อย่างชัดเจน นั่นคือ กษัตริย์ทรงครอบครองพระราชอำนาจทั้งหมดในฐานะผู้นำแห่งอาณาจักรและศาสนจักร  พระองค์อยู่เหนือกฎหมายของมนุษย์แต่อยู่ภายใต้กฎของพระผู้เป็นเจ้า นั่นคือ พระองค์ถูกจำกัดเพียงข้อผูกพันที่ต้องรักษาไว้ซึ่งหลักการการปกครองของกษัตริย์ตามหลักคริสต์ศาสนาลูเธอรัน (Lutheran)  (the Augsburg Confession) เท่านั้น 

 

พระองค์สามารถออกฎหมาย แก้กฎหมายและยกเลิกกฎหมายได้เอง พระองค์สามารถจัดเก็บภาษีและเลือกหรือปลดเจ้าหน้าที่รัฐ ทำสนธิสัญญา และประกาศสงครามได้  และภายใต้สมบูรณาญาสิทธิ์นี้ การสืบราชสันตติวงศ์จะเป็นไปตามการสืบสายโลหิตทันที โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากสภาอภิชนเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป  เพราะที่ผ่านมา การสืบบัลลังก์จะต้องได้รับการยอมรับจากสภาอภิชน ซึ่งบ่งชี้ถึงการมีอำนาจของพวกอภิชนต่อสถาบันกษัตริย์

 

 

แน่นอนว่า  ตามกฎหมายดังกล่าว กษัตริย์มีพระราชอำนาจอันล้นพ้น แต่ในทางปฏิบัติ  พระเจ้าฟรีดริกที่สามไม่สามารถใช้อำนาจทั้งหมดนี้ได้ด้วยตัวพระองค์เอง ดังนั้น สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามมาก็คือ การสร้างกลไกแขนขาทางการบริหารการปกครอง อันนำมาซึ่งการเกิดพัฒนาการของระบบราชการรวมศูนย์ขึ้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการห้าคณะและอยู่ภายใต้การดูแลของเสนาบดีหลักของกษัตริย์ (จะเรียก กรม หรือ กระทรวง ก็แล้วแต่)  และด้วยความไม่ไว้วางใจต่อเหล่าอภิชนเดนมาร์กที่มีอยู่เดิม

 

 พระเจ้าฟรีดริกที่สามจึงทรงหันไปให้ความไว้วางใจกับชาวเยอรมันหรือคนต่างชาติในการหาทีมงานมาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการเหล่านี้ และเมื่อเวลาผ่านไป ข้าราชการใหม่จำนวนหนึ่งก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์  ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอภิชนใหม่ในเดนมาร์กขึ้นโดยยึดโยงกับสถาบันกษัตริย์ผ่านคุณสมบัติความสามารถมากกว่าจะอยู่ที่สายเลือดและชาติกำเนิดที่เป็นรากฐานของอภิชนเก่าของสังคมเดนมาร์ก

 

อีกประการหนึ่งคือ กษัตริย์เดนมาร์กภายใต้สมบูรณาญาสิทธิ์ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกของชนชั้นกลางในเมือง (the urban middle class) ให้เข้ามามีตำแหน่งแห่งที่ที่สำคัญในการทำงานราชการ   ทำให้บทบาทของความเป็นข้าราชการได้เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆจนเห็นภาพชัดของ “การปกครองโดยระบบราชการภายใต้พระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์”  น่าจะคล้ายๆกับที่วลีของบ้านเราที่ว่า  “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” (การเมืองการปกครองเดนมาร์กในศตวรรษที่สิบเจ็ดอาจจะช่วยให้เราเข้าใจการเมืองการปกครองของเราก็ได้ !)                                                                                                            

 

คำถามคือ  “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”  ของเดนมาร์กที่เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเจ็ดดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงเมื่อไรและมีพัฒนาการอย่างไร ? คงต้องหาคำตอบต่อยอดในโอกาสต่อไป                    

 

(ผู้สนใจพัฒนาการการเมืองของเดนมาร์กในส่วนที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โปรดดูได้จาก ไชยันต์ ไชยพร,  ปิยกษัตริย์ เส้นทางสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก, 1849, (กรุงเทพฯ: คบไฟ: 2561).  หนังสือเล่มนี้มีต้นกำเนิดจาก โครงการวิจัยเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย: ปัญหาในการเปรียบเทียบอ้างอิงกับระบอบการปกครองที่เป็นตัวแบบในต่างประเทศ”  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สัญญาเลขที่ RDG5710023  พ.ศ. 2557.)

 

 

the Augsburg Confession

 

 

พระเจ้าฟรีดริกที่สามแห่งเดนมาร์ก