Columnist

ประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดน-ประวัติศาสตร์เลือกข้าง (อีกแล้วครับท่าน !)

17 ตุลาคม 2019 เวลา 06:33 น.

เปิดอ่าน 467
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

จากที่กล่าวไปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์นิพนธ์ในสวีเดนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้าเป็นต้นมา จนมีคนสงสัยไปโน่นเลยว่า จริงหรือที่ก่อนหน้าศตวรรษที่สิบเก้า สวีเดนไม่มีการเขียนประวัติศาสตร์ ?

 

 ก็ต้องขอตอบว่า มีสิครับ สวีเดนไม่ใช่เมืองเถื่อนขนาดเพิ่งจะมาเขียนประวัติศาสตร์ตัวเองกันตอนศตวรรษที่สิบเก้า เพียงแต่แนวการเขียนประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้ามันมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนก่อนหน้านั้น มันก็ล้าสมัยเชยไป  แต่จะให้เล่าก็ได้ !     

 

ก่อนหน้าศตวรรษที่สิบเก้า  สวีเดนได้เริ่มมีการเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างจริงจังในราวกลางศตวรรษที่สิบห้าอันถือเป็นช่วงปลายยุคกลางของสวีเดน และบริบททางการเมืองในสวีเดนช่วงนั้นเป็นช่วงที่สวีเดนต่อสู้เพื่อแยกตัวออกจาก the Kalmar Union  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ได้เกิดกระแส “ปิตุภูมินิยม” (patriotism/

 

นักวิชาการบางคนไม่เชื่อว่าเป็นปิตุภูมินิยม แต่เห็นว่าเป็นเพียงการต่อสู้เพื่อรักษาชุมชนหมู่บ้านของตนเองมากกว่า)  ขึ้นจากการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเป็นอิสระของตัวเองจากการปกครองและครอบงำของกษัตริย์เดนมาร์กภายใต้ the Kalmar Union ที่เริ่มเกิดขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1397 ที่ทั้งสามอาณาจักรอันได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดนและนอร์เวย์ได้ทำการตกลงกันที่จะอยู่รวมกันภายใต้ the Kalmar Union โดยอยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์พระองค์เดียวร่วมกันเพื่อทัดทานและต่อสู้กับอิทธิพลของ the Hanseatic League ของพวกเยอรมันที่กระทบผลประโยชน์และเส้นทางการค้าของทั้งสามอาณาจักรแห่งสแกนดิเนเวีย   

 

และภายใต้บริบททางการเมืองดังกล่าวนี้เองได้ส่งผลให้เกิดประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนักแรกขึ้นในสวีเดน สำนักดังกล่าวมีแนวการเขียนประวัติศาสตร์ในแบบปิตุภูมิยมเข้มข้นและมีชื่อเรียกสำนักนี้ว่า “the Gothic school (Gotiska skolan) สำนัก “the Gothic school”  มีเป้าหมายในการฟื้นฟูภาพอดีตอันยิ่งใหญ่ของสวีเดนในฐานะที่คนสวีเดนสืบสานมาจากชาว Goths ที่ยิ่งใหญ่ที่ฐานะที่สามารถบดขยี้จักวรรดิโรมันให้โดดเด่นชัดเจนขึ้น 

ต่อมาภายใต้บริบททางการเมืองที่สวีเดนได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในยุโรปหรือที่เรียกกันในภาษาสวีดิชว่า Stormaktstid (ยุคแห่งมหาอำนาจ) ได้มีการยกให้สำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์นี้เป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักของบ้านเมืองที่เขียนประวัติศาสตร์ตามจารีตประเพณีอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่ของสวีเดน                                                                                                                                                  

ประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนักต่อมาเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่สิบหกต่อต้นศตวรรษที่สิบเจ็ด  ในช่วงเวลาดังกล่าว สวีเดนทำสงครามกับเดนมาร์กและโปแลนด์ รวมทั้งต้องต่อสู้กับอิทธิพลของคาธอลิกและเยซูอิท (Jesuits) ที่ส่งผลต่อความขัดแย้งภายในราชวงศ์สวีเดน 

 

และภายใต้บริบททางการเมืองดังกล่าวนี้ ทางการสวีเดนต้องการให้มีการรณรงค์ทางการเมือง จึงได้จัดตั้งตำแหน่งนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ประจำราชสำนัก (rikshistoriograf/ historiographer-royal) ขึ้นในราว ค.ศ. 1618  

 

การเขียนประวัติศาสตร์สวีเดนโดยนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ประจำราชสำนักนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยจะมีสีสันอะไรมากนักและค่อนข้างจะมีลักษณะที่เป็นทางการ โดยนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ราชสำนักที่ได้ค่าจ้างจากรัฐในการเขียนประวัติศาสตร์สวีเดนจะเขียนประวัติศาสตร์ตามหัวข้อที่ได้รับมอบหมายมา และออกเป็นหนังสือและเอกสารแผ่นพับ (pamphlets) 

 

ดังนั้น ผลงานที่เกิดขึ้นจึงออกไปในแนวการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อมากกว่าจะมีเนื้อหาที่เป็นประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นวิชาการและมีความเป็นกลาง

                                                                 

ต่อมาคือ สำนักที่สามเป็นสำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่มีลักษณะร่วมของสำนักทั้งสองที่กล่าวไปข้างต้น นั่นคือ มีทั้งในแนวสำนัก “the Gothic school” และสำนักนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ประจำราชสำนัก  และนักประวัติศาสตร์สวีเดนที่โดดเด่นในสำนักที่สามนี้คือ  Ericus Olai  

 

โดยการเขียนประวัติศาสตร์สวีเดนของเขาใน Chronica regni Gothorum ยังคงมีสาระสำคัญในแบบ “Gothic school” คือ สวีเดนเป็นบ้านเกิดของพวก Goths ที่โดดเด่นจากการทำลายจักรวรรดิโรมัน 

 

ขณะเดียวกัน เขาก็ทำงานประวัติศาสตร์โดยได้รับมอบหมายจากกษัตริย์สวีเดนขณะนั้น นั่นคือ  Karl Knutsson  ดังนั้น ประวัติศาสตร์สวีเดนของเขาจึงมีลักษณะของการรณรงค์หรือการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง แต่กระนั้น กล่าวได้ว่า งานของเขามีลักษณะวิพากษ์และมีความเป็นภาวะวิสัย (objectivity) มากขึ้นกว่าสองสำนักก่อนที่กล่าวไป และการเขียนประวัติศาสตร์ของสำนักนี้ออกไปในลักษณะที่เรียกว่า “pragmatic”                                                               

 

จากที่กล่าวไปข้างต้น จะพบว่า บริบททางการเมืองในช่วงเวลาต่างๆมีอิทธิพลต่อการอุบัติขึ้นของประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนักต่างๆในสวีเดน   และด้วยเหตุนี้ หลังจากที่จักรวรรดิสวีเดนได้เสื่อมและสิ้นสุดลง  สำนัก “Gothic” ก็ได้สิ้นสุดลงหลังไปพร้อมๆกับการสิ้นสุดความเป็นจักรวรรดิของสวีเดนด้วย 

 

แต่กระนั้น แนวประวัติศาสตร์แบบ “ชาตินิยม” ก็ไม่ได้สูญหายไป (ดังที่ได้เคยกล่าวไปในตอนก่อนๆแล้ว) สวีเดนหลังช่วงจักรวรรดินิยม นั่นคือ ตั้งแต่  ค.ศ. 1718 การเขียนประวัติศาสตร์ในสวีเดนได้เริ่มมีลักษณะที่วิพากษ์มากขึ้น และลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นทั่วไปกับการเขียนประวัติศาสตร์ในสวีเดน แม้แต่งานเขียนประวัติศาสตร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเองก็ตาม

 

ลักษณะวิพากษ์ที่ว่านี้ก็คือ นักประวัติศาสตร์จะใช้เหตุผลมากขึ้นในการพิจารณาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยตัดทอนส่วนที่ดีวิเศษเกินจริงและไม่น่าเป็นไปได้ออกไป เช่น สวีเดนเป็นต้นกำเนิดอารยธรรมทั้งหลายในโลก ความยิ่งใหญ่ของชาว Goths  เป็นต้น และในช่วงหลังการสวรรคตของ Charles XII ในปี ค.ศ. 1718 จนถึงการทำรัฐประหารโดย Gustav III ในปี ค.ศ. 1772 อันเป็นช่วงที่สวีเดนอยู่ในยุคที่เรียกว่า “ยุคแห่งเสรีภาพ”  (Frihetstid/ the age of liberty)  เป็นช่วงที่สวีเดนได้รับอิทธิพลจากขบวนการภูมิปัญญา (enlightenment) และในทางการเมืองการปกครอง สภา (the estates general)  ได้ขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองสูงสุด สภาได้มอบหมายให้มีการเขียนประวัติศาสตร์ฉบับทางการของสวีเดนขึ้นใหม่                                                                                                                                               

แต่สำนักดังกล่าวนี้ก็ต้องมีอันต้องยุติลงหลังจากการรัฐประหารของ Gustav III และเกิดประวัติศาสตร์แบบเลือกข้าง (partisan history) ขึ้นโดยมีการถกเถียงกันอย่างรุนแรงในการตัดสินประวัติศาสตร์ในช่วงที่สวีเดนปกครองโดยสภา 

 

อย่างเช่น Lagerbring (ค.ศ. 1707-1787)  นักประวัติศาสตร์สวีเดนที่อยู่ฝ่าย Gustav III จะให้ภาพอันมืดมนต่อ “ยุคแห่งเสรีภาพ” ในฐานะที่เป็นยุคที่พวกอภิชนที่เป็นชนชั้นปกครองสูญเสียอำนาจในการปกครองทั้งหมดไปจากการต่อสู้ขัดแย้งแย่งชิงอำนาจกันเอง 

 

และการประณามยุคแห่งเสรีภาพของ Lagerbring ได้เปิดประเด็นข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และทรรศนะของ Lagerbring ที่ถูกจัดว่าเป็นพวกมีจุดยืนที่ตำหนิและมองอภิชนว่าเป็นตัวปัญหาหรือที่ในภาษาสวีดิชเรียกว่า aristokratfordomande  ยังคงเป็นทรรศนะที่ได้รับการยอมรับทั่วไปจนถึงช่วงที่บริบททางการเมืองการปกครองสวีเดนเปลี่ยนแปลงไป โดยพรรคการเมืองได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางการเมืองสวีเดนอย่างชอบธรรม   ทำให้ aristokratfordomande  ลดอิทธิพลลงและไม่เป็นประเด็นสำคัญมากอีกต่อไป   

 

 

 

ต่อจากนั้น ได้เข้าสู่ประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดนในศตวรรษที่สิบเก้าและยี่สิบ อันเป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองของสวีเดนตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้าเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันดังที่ได้เล่าไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

 

                                                                                                                           

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)