Columnist

ประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดน: ใครกระแสหลัก-ใครกระแสโต้ ?

10 ตุลาคม 2019 เวลา 06:49 น.

เปิดอ่าน 232
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

จะเรียกสำนักประวัติศาสตร์ของใครว่าเป็นกระแสหลัก---กระแสรองหรือกระแสโต้ดี ?​

ในตอนก่อนๆ ท่านผู้อ่านคงได้เห็นแล้วว่า การเขียนประวัติศาสตร์ในสวีเดนมีสำนักต่างๆที่ดูแล้วก็ไม่ค่อยจะแตกต่างจากของไทยเรา

 

ของเรามีประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม ของสวีเดน เขาก็มี อันได้แก่ ประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนักของ Geijer ที่เกิดขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่สิบเก้าที่เน้นให้ความสำคัญกับพระมหากษัตริย์ และตีความประวัติศาสตร์สวีเดนว่า ธรรมชาติของการเมืองสวีเดนคือพระมหากษัตริย์กับประชาชนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถ้าขัดแย้งก็ถือว่าเป็นสภาวะที่ไม่ปกติ ประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนักนี้ชูความเป็นชาติ เอกราชและพระมหากษัตริย์

 

และจากการเขียนประวัติศาสตร์แบบ Geijer ก็มีกระแสโต้กลับที่เป็นสำนัก ประวัติศาสตร์ของ Fryxell ที่จะเน้นไปที่พวกอภิชนที่ต่อสู้กับกษัตริย์  และจากการอุบัติของสำนักประวัติศาสตร์ทั้งสองส่งผลให้เกิดวิวาทะในสังคมสวีเดนยาวนานมาจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้  

 

เพียงแต่จะไม่รุนแรงเหมือนที่เกิดขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่ยี่สิบแต่ถ้าจะตีตราว่า ประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนัก Geijer นั้นเป็นกระแสหลักและรับใช้อำนาจรัฐ ส่วนของ Fryxell เป็นกระแสรองหรือกระแสโต้ที่ไม่ได้อยู่ข้างอำนาจรัฐ เหมือนในเมืองไทย ก็อาจจะไม่ใช่  เพราะของสวีเดนมันมีความสลับซับซ้อนอยู่ดังที่จะเล่าให้ฟังในตอนนี้ ​​​​​

 

ถ้าจะกล่าวว่า ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ Geijer ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลัก ก็ไม่น่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า ประวัติศาสตร์สำนักนี้รับใช้ผู้มีอำนาจรัฐของสวีเดนในขณะนั้น แต่ประวัติศาสตร์ของ Geijer เป็นกระแสหลักด้วยเหตุผลที่ว่า นักประวัติศาสตร์อื่นๆและรวมทั้งผู้คนต่างยอมรับและเห็นด้วยกับการตีความประวัติศาสตร์ของ Geijer แต่มิใช่เป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่สอดคล้องต้องกับรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจทางการปกครองของสวีเดนขณะนั้น เพราะบริบททางการเมืองในขณะนั้นอยู่ในช่วงหลังที่พระเจ้า Gustav IV ถูกทำรัฐประหารและบังคับให้พระองค์ต้องสละราชสมบัติ

อันมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจของพวกทหารที่สวีเดนต้องพ่ายแพ้สงครามและสูญเสียการครอบครองฟินแลนด์ให้กับรัสเซีย และการทำรัฐประหารได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 1809 โดย Georg Adlersparre นายทหารยศพันโท ผู้บัญชาการกองกำลังทางฝั่งตะวันตกที่ประจำอยู่ที่ Varmland ได้เป็นผู้เริ่มต้นก่อการและจับกุมตัว Gustav IV และคุมขังพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ไว้ และคณะผู้ก่อการได้ทูลเชิญ Charles พระปิตุลาของ Gustav IV ให้เป็นผู้สำเร็จราชการและให้ทรงเรียกประชุมรัฐสภาโดยเร็วและให้มีการประกาศยอมรับการทำรัฐประหาร

 

ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม Gustav IV ทรงสมัครพระทัยที่จะสละราชสมบัติ เพื่อหวังจะให้พระราชโอรสของพระองค์ได้เป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ แต่ในวันที่ 10 พฤษภาคม รัฐสภาที่อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายทหารได้ประกาศว่า การสละราชสมบัติของ Gustav IV มีผลรวมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ของพระองค์ด้วย เพราะฝ่ายรัฐประหารเกรงว่า หากยอมให้พระราชโอรสของพระองค์สืบราชสันตติวงศ์แล้ว พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่อาจจะแก้แค้นฝ่ายรัฐประหารที่โค่นล้มพระราชบิดาของพระองค์

 

ดังนั้น ฝ่ายรัฐประหารและสภาได้ลงมติด้วยเสียงข้างมากให้พระปิตุลาขึ้นเป็นกษัตริย์ในพระนาม Charles XIII หลังจากนั้นก็มีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ค.ศ. 1809 โดยสาระสำคัญคือการลดทอนและจำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์  

 

หลังจากนั้น Gustav IV และพระบรมวงศานุวงศ์ของพระองค์ได้ถูกส่งไปพำนักที่เยอรมนี และต่อมาในปี ค.ศ. 1814  Charles XIII เสด็จสวรรคต พระองค์ไม่มีพระราชโอรส  ในปีต่อมา สภาสวีเดนได้เลือก Jean-Baptiste Jules Bernadotte ผู้บัญชาการกองทัพฝรั่งเศสภายใต้นโปเลียนเป็นกษัตริย์สวีเดน  ถือเป็นจุดเริ่มของราชวงศ์ Bernadotte อันเป็นต้นราชวงศ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนในปัจจุบัน​และเป็นการสิ้นสุดลงของราชวงศ์ Vasa ที่สืบสานมาเป็นเวลา 291 ปี (ค.ศ. 1523-1814) นับเป็นราชวงศ์ที่ปกครองสวีเดนมายาวที่สุด

​​​

และจากที่กล่าวไปนี้ จึงเข้าใจได้ว่า ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ Geijer ที่ปรากฏสู่สาธารณะในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1832-1836  เป็นกระแสที่ได้รับการตอบรับจากนักประวัติศาสตร์และประชาชนทั่วไปที่ยังมีความรู้สึกที่ดีและยังระลึกถึงคุณงามความดีของสถาบันพระมหากษัตริย์หลังจากการสิ้นสุดราชวงศ์ Vasa ไปในปี ค.ศ. 1814 ​แต่ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่ตอบรับการทำรัฐประหารและรัฐบาลขณะนั้น

 

 

ส่วนประวัติศาสตร์ของ Fryxell นั้น ปัจจัยด้านภูมิหลังและบริบททางการเมืองของสวีเดนขณะนั้นมีอิทธิพลต่อการก่อกำหนดจุดยืนทางประวัติศาสตร์ของ Fryxell จากแรกเริ่มที่เขามีความสนใจในการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการให้เกิดความเท่าเทียมกันและสร้างความเป็นเอกภาพ และจากความสนใจในการเขียนตำราต่างๆได้นำเขาสู่การเขียนตำราทางประวัติศาสตร์และเรียนรู้เกี่ยวกับความคิดแบบวิทยาศาสตร์ภายใต้วิธีคิดแบบประจักษ์นิยม

 

ทำให้เขามีหลักการในการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เคร่งครัดกับหลักฐานที่มีการบันทึกไว้เท่านั้น และปฏิเสธการคาดเดา ขณะเดียวกัน ก็มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขามีจุดยืนที่สนับสนุนความสำคัญของพวกอภิชนในประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดน

 

นั่นคือ ข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของเขานั้นได้ถูกโต้แย้งหักล้างจากสมาชิกรัฐสภาฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยข้อโต้แย้งของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอิงอยู่กับแนวคิดและการเขียนประวัติศาสตร์สวีเดนของ Geijer  

 

ขณะเดียวกัน รัฐสภาสวีเดนในปี ค.ศ. 1847 ได้ยอมรับการตีความประวัติศาสตร์ของเขาและมอบรางวัลเหรียญทองให้  เห็นได้ว่า ถ้าพิจารณาบริบททางการเมืองในขณะนั้น จะพบว่า แนวการตีความหรือประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ Fryxell จะสนับสนุนฝ่ายที่ต้องการลดทอนพระราชอำนาจของกษัตริย์และชี้ให้เห็นถึงบทบาทในด้านพิทักษ์รักษาเสรีภาพและการจำกัดพระราชอำนาจของสภา ซึ่งสอดคล้องกับการทำรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1809 ที่มุ่งสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ​​เมื่อเป็นอย่างนี้

 

จะเรียกสำนักประวัติศาสตร์ของใครว่าเป็นกระแสหลัก---กระแสรองหรือกระแสโต้ดี ?​

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)