Columnist

ประวัติศาสตร์ “คนตัวเล็กตัวน้อย” ของสวีเดน

3 ตุลาคม 2019 เวลา 07:55 น.

เปิดอ่าน 151
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

หนังสือประวัติศาสตร์สวีเดนแนวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและประวัติศาสตร์ชาวบ้านเล่มแรกเท่าที่ผู้เขียนสำรวจพบคือ  A History of the Swedish People Volume I: From Prehistory to the Renaissance  และ Volume II: From the Renaissance to Revolution   ของ  Vilhelm Moberg (1893-1973)   ซึ่งไม่ค่อยเป็นงานวิชาการเท่าไร แต่ออกแนวเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ผ่านสายตาและตัวตนของผู้เขียน

 

ถือเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและประวัติศาสตร์ชาวบ้าน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและบรรพบุรุษของ ตัวMoberg เอง  ภูมิหลังของ Moberg  เกิดในไร่ของครอบครัวชาวนายากจนแห่งหนึ่งนอกเมือง Emmaboda ใน Smaland ทางตอนใต้ของสวีเดน  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านเคยลุกฮือต่อต้านอำนาจรัฐในรัชสมัยของ Gustav Vasa ในช่วงศตวรรษที่สิบหก   

 

Moberg ได้เขียนประวัติศาสตร์สวีเดนโดยให้กษัตริย์ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์สวีเดนหรือกษัตริย์เดนมาร์กที่ปกครองสวีเดนในช่วง the Kalmar Union เป็น “ตัวร้าย” ที่ปกครองอย่างกดขี่ทารุณต่อชาวบ้านคนตัวเล็กตัวน้อย และกดทับเสรีภาพและอิสรภาพในการปกครองตัวเองของชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ   

 

แต่ Moberg จะให้ความสำคัญและยกย่องผู้นำชาวบ้านอย่าง Engelbrekt Engelbrektsson ในฐานะที่เป็นผู้จุดประกายให้ชาวบ้านได้สำนึกรู้และมั่นใจในพลังของพวกตัวเอง  ในส่วนที่เกี่ยวกับกษัตริย์  Moberg ได้พยายามชี้ให้เห็นว่า การรับรู้และความเข้าใจที่ชาวสวีเดนมีต่อพระเจ้า Gustav Vasa ในฐานะบิดาแห่งสวีเดนและพ่อของแผ่นดิน (Country Father) เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมามากกว่าจะเป็นความจริงทางประวัติศาสตร์

 

โดยเขาได้ชี้ว่า “ภาพลักษณ์ดังกล่าวของ Gustav Vasa ในฐานะพ่อของแผ่นดินและผู้ที่มีความสามารถอย่างปาฏิหาริย์ของพระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ในใจผู้คนมาเป็นเวลานานผ่านการสั่งสอนสืบสานกันมา ภาพลักษณ์ดังกล่าวนั้นเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่จริง  แต่ก็ยังมีการบอกเล่ามากมายตามโรงเรียนเกี่ยวกับกษัตริย์ในทำนองกษัตริย์ในนิยาย (a fairy-tale king) ที่ดูจะไม่เคยมีตัวตนจริงๆ 

 

สิ่งเหล่านี้มาจากการประดิษฐ์สร้าง (invention) ของ Peder Swart และบรรดานักบันทึกเหตุการณ์ร่วมสมัย (chroniclers) ที่ได้วาดภาพอุดมคติของกษัตริย์ โดยได้รับการมอบหมายจากตัวกษัตริย์ Gustav Vasa เอง   ศิลปินนักวาดภาพลักษณ์เหล่านี้ทำงานโดยมีกษัตริย์คอยบงการอยู่ข้างหลัง ให้คำแนะนำที่จำเป็นแก่พวกเขา  กระนั้น ภาพดังกล่าวก็กลับเป็นที่ยอมรับโดยนักประวัติศาสตร์สวีเดนว่าเป็นเรื่องจริงเรื่อยมาหลายศตวรรษ”

 

 

Peder Swart ผู้เขียน “the Chronicle of Peder Svarts”  เกิดเมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐาน แต่เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1562  เขาเป็นบิชอบแห่ง Vasteras   และเป็นนักประวัติศาสตร์ในราชสำนักของ Gustav Vasa     

 

มีนักวิชาการที่มีความเห็นต่อการเขียน “The chronicle of Peder Svarts” ไว้สองแง่มุม  อันแรกเห็นว่า  งานชิ้นนี้เป็นงานที่ Peder Swart เขียนขึ้นอย่างอิสระ และเขียนขึ้นในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1860 อันเป็นปีที่ Gustav Vasa สิ้นพระชนม์จนถึงปี ค.ศ. 1862  ที่ตัว Peder Swart ได้เสียชีวิตลง  และในการเขียนของเขานี้ ได้ใช้แหล่งข้อมูลจากหลายแหล่งที่แตกต่างกันประกอบการเขียนงานของเขา 

 

ส่วนในอีกมุมหนึ่งมาจาก Lars-Olof Larsson  ที่เห็นว่า Peder Swart ไม่ได้เขียนงานของเขาอย่างอิสระ เพราะบันทึกดังกล่าวนี้เริ่มบันทึกในตอนที่ Peder ได้เข้าไปเป็นอนุศาสนาจารย์ในราชสำนัก และเขียนงานชิ้นนี้ตามคำบอกเล่าของ Gustav Vasa เอง โดยหลักฐานคือ การกล่าวถึง Erik XIV  พระราชโอรสใน Gustav Vasa ในฐานะที่เป็นองค์รัชทายาท ไม่ได้กล่าวถึงในฐานะที่เป็นกษัตริย์ อีกทั้งภาษาและสำนวนในบันทึกมีความคล้ายคลึงกับภาษาและสำนวนของ Gustav Vasa มากกว่าจะเป็นการบันทึกของ Peder Swart เอง                                                                                                                                                  

มุมมองอันหลังนี้มาจากการศึกษาค้นคว้าของ Lars-Olof Larsson หนึ่งในนักประวัติศาสตร์สวีเดนยุคกลางที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง   Larsson เห็นว่า Gustav Vasa ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะควบคุมงานเขียนทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวพระองค์ และด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงสั่งห้ามมิให้มีการตีพิมพ์บันทึกของ Olaus Petre ผู้ที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Gustav Vasa และพระองค์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยที่จะให้เขาเป็นผู้เขียนบันทึก

 

แต่ต่อมาภายหลัง Olaus Petre ไม่ไว้ใจในการปกครองของ Gustav Vasa และไม่เห็นด้วยกับการใช้พระราชอำนาจในการควบคุมศาสนจักรมากเกินไป เพราะ Olaus Petre สนับสนุนให้ศาสนจักรลูเธอรันมีการปกครองเป็นของตัวเอง   และในการควบคุมการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวพระองค์ Gustav Vasa จึงได้ทรงมอบหมายให้ Peder Swart เป็นผู้เขียนบันทึกเกี่ยวกับพระองค์แทน Olaus Petre  

 

โดยเขียนตามแนวที่พระองค์ต้องการ โดยมีส่วนที่พระองค์เป็นผู้บอกให้เขียนตามคำบอกเล่าของพระองค์เอง โดยเฉพาะการกล่าวถึง วันแห่งการปฏิรูปราชอาณาจักรที่มีหมุดหมายอยู่ที่การประชุมสภาที่ Vasteras ในปี ค.ศ. 1527 และการผจญภัยต่างๆของพระองค์ใน Dalarna   พระองค์ต้องการให้มีบันทึกที่เป็นสื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังๆได้เห็นว่า พระองค์คือบิดาแห่งสวีเดนผู้ทรงห่วงใยอาทรต่อพสกนิกรของพระองค์ ดังนั้น Larsson และนักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงเห็นว่า บันทึกดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาอย่างดี แต่ไม่ใช่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเท่าไร                                                                                                                                   

 

 

Lars-Olof Larsson มีงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบของสวีเดนในช่วงกลางศตวรรษที่สิบหก นอกนั้นก็มีงานที่ศึกษาเกี่ยวกับผู้นำกบฏชาวนาอย่าง Engelbrekt Engelbrektsson  และ Gustav Vasa – Country Father of Tyrant ?   งานของ Larsson  มีแนวการเขียนในแบบประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชาวบ้านในชนบทที่เป็นชายขอบ หรือ “ประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อย” ของสวีเดน                                                                                                                                                                

 

หากพิจารณาแนวการเขียนประวัติศาสตร์ในสวีเดนของ Moberg และ Largsson  กับสำนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ในวงการวิชาการในภาพรวม จะพบว่าจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับการเขียนประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า “Microhistory” ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970                                                                

 

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ Microhistory นี้เป็นการศึกษาชีวิตของผู้คนธรรมดา ชาวไร่ชาวนา กรรมาชีพฯ เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนสามัญ ที่ไม่สลักสำคัญหรือได้รับความสนใจศึกษามาก่อน ประวัติศาสตร์นิพนธ์แนวนี้ ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ ทั้งการต่อต้านประวัติศาสตร์กระแสหลัก แบบที่เป็นทางการ (grand narrative)  การรับอิทธิพลจากสาขามานุษยวิทยา และที่สำคัญคือ บทบาทของนักประวัติศาสตร์กลุ่ม Annales รุ่นที่ 3 ที่เป็นกลุ่มแรกๆ ที่หันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์แนวนี้                                    

 

และการเขียนประวัติศาสตร์สวีเดนที่เป็นประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อยและต่อต้านประวัติศาสตร์กระแสหลักในแนวของ Moberg และ Larsson นี้ ทำให้ผู้วิจัยนึกถึงแนวการเขียนประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อยในแนวของศาสตราจารย์ ดร.  นิธิ  เอียวศรีวงศ์ ของไทย

 

ที่น่าสนใจคือ   Larsson เกิด ค.ศ. 1934   อาจารย์นิธิ เกิด ค.ศ. 1940   ทั้งสองเป็นนักประวัติศาสตร์ที่อยู่ภายใต้บริบททางปัญญาความคิดในยุคสมัยเดียวกัน  และต่างก็เป็น “a child of his own time” นั่นคือ ความคิดความเชื่อและผลงานของทั้งสองเป็นผลผลิตจากอิทธิพลของประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยของตัวเอง

 

(ข้อมูลส่วนของ Microhistory นี้ ผู้เขียนขอขอบพระคุณ  “พี่จิ๋ม”  ผศ. สุวิมล รุ่งเจริญ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

 

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)