Columnist

ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของสวีเดน

26 กันยายน 2019 เวลา 06:02 น.

เปิดอ่าน 96
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

สวีเดนในปี ค.ศ. 1809  รัฐสภาบังคับให้กษัตริย์ Gustav IV สละราชสมบัติ สืบเนื่องมาจากการที่สวีเดนแพ้สงครามและเสียฟินแลนด์ให้รัสเซียไป  ย้อนไปก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1792  Gustav III ถูกลอบปลงพระชนม์ แม้พระองค์จะไม่ได้สิ้นพระชนม์ทันที แต่ต่อมาไม่กี่วัน พระองค์เสด็จสวรรคตจากบาดแผลที่ถูกลอบยิง  Gustav III เป็นกษัตริย์ที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจมาจากพวกนักการเมืองในสภาในปี ค.ศ. 1772  โดยประชาชนชาวสวีเดนในกรุงสตอคโฮล์มต่างโห่ร้องต้อนรับกับการทำรัฐประหารของพระองค์ เพราะนักประวัติศาสตร์สวีเดนทุกสำนัก ไม่ว่าจะเป็นสำนักที่เชียร์หรือไม่เชียร์กษัตริย์ต่างบันทึกไว้ว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านยินดีกับการทำรัฐประหารเพราะนักการเมืองทั้งสองพรรคต่างคอร์รัปชั่นกันอย่างสุดเหวี่ยง และที่สำคัญคือ รับเงินต่างชาติมากำหนดหรือไม่กำหนดนโยบายตามที่ต่างชาติต้องการ  โดยในช่วงก่อนหน้าที่ Gustav III จะขึ้นครองราชย์และทำรัฐประหาร  สังคมการเมืองสวีเดนอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “ยุคแห่งเสรีภาพ” ที่นักการเมืองผูกขาดอำนาจทางการเมืองไว้ที่พวกตน  ประชาชนมีเสรีภาพ ส่วน Adolf Frederick เป็นพระมหากษัตริย์แต่ในนาม ไม่มีพระราชอำนาจอะไร  เป็นแต่เพียงตรายางให้กับการออกกฎหมายของรัฐสภาเท่านั้น            

 

และหากย้อนกลับไปมากกว่า Gustav III  เราจะพบกับสวีเดนในยุคที่รุ่งเรืองเป็นมหาอำนาจเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในยุโรป ทั้งๆที่สวีเดนเป็นประเทศเล็กนิดเดียวและมีประชากรน้อยนิด ขนาดปัจจุบันนี้ สวีเดนมีประชากรเพียงเก้าล้านคน น้อยกว่ากรุงเทพฯเสียด้วยซ้ำ                                                    

 

ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ย้อนมองเรื่องราวต่างๆของบ้านเมืองข้างต้น ทำให้นักวิชาการ กวี ปัญญาชนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “the Gothic League”  ขึ้นในปี ค.ศ. 1811 สองปีหลังจากรัฐสภาบังคับให้กษัตริย์สละราชสมบัติ                

 

“The Gothic League” มีเป้าหมายที่จะฟื้นฟูชาติสวีเดน กลับไปหาจารีตประเพณีอันยิ่งใหญ่ในอดีต กลับไปหา “ไวกิ้งโบราณ” หรือถ้าไม่กลับไปไกลถึงยุคไวกิ้ง อย่างน้อยก็กลับไปที่ยุคของ Charles XII   ที่สวีเดนยิ่งใหญ่ในยุโรป                                                                                     

 

“The Gothic League” ไม่ได้ต้องการที่จะฟื้นฟูความรุ่งเรืองในยุคจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ของสวีเดนในช่วงรัชสมัย Charles XII  เท่ากับการฟื้นฟูคุณค่าคุณธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นพลังที่เคยทำให้สวีเดนยิ่งใหญ่  ต้องการฟื้นฟูเอกลักษณ์ความเป็นชาติ (national character) และชี้ให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของบรรพกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของสวีเดน                                                     

 

หนึ่งในคณะผู้ก่อตั้ง “the Gothic League” คือ Erik Gustaf Geijer  (ค.ศ. 1783-1847)  นักประวัติศาสตร์สวีเดนที่ผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงไปในตอนที่แล้ว ในฐานะที่เป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนึกหนึ่งของสวีเดน  และด้วยอารมณ์ความรู้สึกในแบบของ “the Gothic League” นี้เองที่เป็นแรงขับสำคัญให้ Geijer  เขียนประวัติศาสตร์สวีเดนออกมา  เหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอุปซาลา (Uppsala) ในปี ค.ศ. 1817  ก็ไม่ใช่มาจากผลงานเขียนเท่ากับการวิธีการบรรยายประวัติศาสตร์สวีเดนของเขา เพราะการบรรยายของเขาได้รับการตอบรับและความนิยมจากผู้คนทั้งในมหาวิทยาลัยและผู้คนสาธารณะอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน                        

 

มีผู้บันทึกไว้ว่า ในการบรรยายของ Geijer มีผู้ฟังเนืองแน่นห้องประชุมจนล้นออกไปจนถึงประตูทางเข้า   เวลาเขาบรรยาย ไม่เพียงแต่ผู้ฟังจะเกิดอารมณ์อ่อนไหว แต่ตัว Geijer ก็บรรยายอย่างมีอารมณ์ความรู้สึก และก็ไม่อายที่จะแสดงอารมณ์เช่นนั้นออกมา  ในปี ค.ศ. 1819  เจ้าชายออสการ์ได้ทรงเข้าร่วมฟังการบรรยายของเขา  และในการบรรยายครั้งนั้น ผู้คนฟังการบรรยายอย่างนิ่งสงบ น้ำตาคลอ หัวใจเต้นแรง        และในการบรรยายอีกครั้งหนึ่ง Geijer ได้อ่านพระราชดำรัสของ Gustav Vasa ที่ทรงกล่าวต่อสภา Geijer ได้ลุกขึ้นและถอดหมวกของเขาออกมาเพื่อแสดงการน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ Gustav Vasa พระมหากษัตริย์ผู้ได้รับการเทิดทูนให้เป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน”  ปรากฏว่า ผู้คนทั้งหมดต่างพากันพร้อมเพรียงลุกขึ้นและถอดหมวกตามเขา โดยไม่มีการนัดหมายหรือกะเกณฑ์  และในขณะที่ฟังการบรรยายนั้นGผู้คนต่างก็อดที่ไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา            

นักประวัติศาสตร์สวีเดนส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า Geiger  เป็นผู้เปิดศักราชใหม่ของประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดน เป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์นิพนธ์สวีเดนสมัยใหม่ที่มีนักวิชาการสืบสานแนวทางของเขาต่อๆมา   และจากที่ผู้เขียนได้อ่านสรุปผลงานและแนวการเขียนประวัติศาสตร์ของ Geijer  พบว่า Geijer มักจะยกพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาทของกษัตริย์สวีเดนที่มีบทบาทสำคัญมาอ้างอิงเผยแพร่อยู่เสมอๆ และพยายามชี้ให้เห็นถึงคุณค่าทางจริยธรรมคุณธรรมขององค์พระมหากษัตริย์สวีเดนที่ทรงนำพาให้สวีเดนยิ่งใหญ่และรอดพ้นจากวิกฤตการเมืองต่างๆ                                                             

แน่นอนว่า การเสนอภาพความยิ่งใหญ่และอดีตอันเก่าแก่ของความเป็นชาติและพระราชาผู้ทรงธรรมและปรีชาสามารถของ Geijer ย่อมทำให้ประวัติศาสตร์นิพนธ์นี้จัดอยู่ในประวัติศาสตร์นิพนธ์แนวอนุรักษ์นิยม  แต่กระนั้น ก็เป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนักแรกของสวีเดนที่เขียนประวัติศาสตร์ประเทศของตนตามแบบของตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ นักประวัติศาสตร์สวีเดนจะได้รับอิทธิพลในการเขียนประวัติศาสตร์ตามแบบพวก Enlightenment ในประเทศอื่น                                                                   

 

ประวัติศาสตร์นิพนธ์สำนัก Geiher ในสวีเดนชูความเป็นชาติ ฟื้นฟูคุณธรรมจารีตประเพณี และส่งเสริมให้ผู้คนตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่สร้างชาติกู้เมืองมา ไม่ว่าจะเป็น Gustav Vasa ที่ทรงนำผู้คนสวีเดนต่อสู้เพื่อเอกราชหลุดพ้นจากการปกครองอย่างกดขี่บีฑาของกษัตริย์เดนมาร์ก หรือ Gustavus Adophus ผู้ทรงเป็นนักปฏิรูปและนักรบที่สามารถ และ Charles XII ผู้ทรงเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่และเคร่งครัดในศีลธรรม (Charles XII ไม่ทรงแตะต้องสุราและไม่ยุ่งในเรื่องเพศเลยตลอดพระชนม์ชีพ) และ Gustav III ที่ทรงกล้าที่จะทำรัฐประหารยึดอำนาจจากนักการเมืองในสภาที่ฉ้อฉล และทรงปฏิรูปสวีเดนให้เจริญก้าวหน้ามีอารยะ หนึ่งในนั้นได้แก่ การยกเลิกโทษประหารชีวิตและการลงโทษโดยการทรมานทารุณกรรม ฯลฯ                                                                                      

 

การเขียนประวัติศาสตร์ในแนวนี้ของ Geijer ทำให้ผู้เขียนอดนึกถึงการเขียนประวัติศาสตร์ไทยแนวหนึ่งไม่ได้ อันเป็นแนวที่ศาสตราจารย์ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกาได้วิพากษ์และขนานนามไว้ว่า “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม”

 

        Erik Gustaf Geijer

 

วิพากษ์ ประวัติศาสตร์ไทยราชาชาตินิยม โดย ธงชัย วินิจจะกูล

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)