การเมือง

ภัยพิบัติและการช่วยเหลือ: ทฤษฎีรัฐ “ตะมุตะมิ” กับทฤษฎี รัฐ “เยอะ”

23 กันยายน 2019 เวลา 6:55
ภัยพิบัติและการช่วยเหลือ: ทฤษฎีรัฐ “ตะมุตะมิ” กับทฤษฎี รัฐ “เยอะ”
เปิดอ่าน 347
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ชีวิตคนโบราณต้องเผชิญความหายนะต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาด สัตว์ทำร้าย ภัยธรรมชาติ อาหารขาดแคลน  สมัยก่อนเวลาถูกของมีคมหรือหกล้มเป็นแผล ก็อาจเป็นบาดทะยักตายไปได้ง่ายๆ มิพักต้องพูดถึงบาดแผลที่มีเลือดออกมาจนตายไป หรือยามเกิดโรคระบาด ก็พากันตายยกหมู่บ้านชุมชนไปจนถึงทั่วทั้งทวีป 

 

คนสมัยก่อน บ้านกับป่าใกล้กัน วันดีคืนดีก็ถูกงูถูกเสือกัดตาย หมีตะปบ นอกจากนี้ยังมีไฟป่า น้ำท่วม แผ่นดินไหว ข้าวปลาอาหารขาดแคลน คนโบราณก็ได้แต่รับสภาพ สวดมนต์ต่อพระเจ้าหรือไม่ก็บวงสรวงเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

 

แต่เมื่อเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ค้นพบอะไรต่างๆนานา ค้นพบการถ่ายเลือด ตัวยากันบาดทะยักและโรคต่างๆ สามารถมีวัคซีนป้องกันโรคระบาด สัตว์ก็ไม่ค่อยจะทำร้าย เพราะคนอยู่ห่างป่ามากขึ้น แต่ถึงแม้จะถูกทำร้าย ก็มียา มีองค์ความรู้ที่จะดูแลรักษาป้องกันได้ ส่วนอาหารก็สามารถผลิตอย่างเป็นอุตสาหกรรมเลย 

 

ดังนั้น การเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ดูจะลดทอนหรือในบางกรณีก็ตัดความเสี่ยงต่อหายนะไปได้เลย สังคมสมัยใหม่ที่มีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตมนุษย์มากกว่าสังคมโบราณ

 

แต่กระนั้น นักวิชาการตะวันตกก็พบว่า เมื่อเข้าสู่สังคมสมัยใหม่มาได้พักใหญ่ๆ ก็เริ่มมีปัญหาความเสี่ยงในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นอีก และสังคมสมัยใหม่ได้กลายเป็นสังคมแห่งความเสี่ยง (risk society ตามทฤษฎีของ Urich Beck) ไปอย่างน่างุนงง และความเสี่ยงและความไม่มั่นคงใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ดันเป็นผลพวงจากความเป็นสมัยใหม่เสียเอง

 

ที่เห็นได้ง่ายๆก็คือ การเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินหายใจจากมลภาวะเป็นพิษ เสี่ยงต่ออุบัติภัยบนท้องถนน และล่าสุดคือภาวะสุดโต่งหรือการเอาแน่เอานอนไม่ได้กับฤดูกาล  อยู่ดีๆก็หนาว ฝนตกแบบไม่ปกติ หรือไม่ก็ร้อนตับแตก อีกทั้งยังมีภัยไม่ธรรมชาติ เช่น ระบบรถไฟฟ้าล่ม ระบบอินเตอร์เน็ตล่ม อาจจะเพราะคนเข้าไปแฮกระบบหรือระบบมันล่มโดยหาสาเหตุไม่ได้

 

ทีนี้ คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแบกภาระในการเยียวยาความเสียหายหรือความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นกับผู้คน อย่างในกรณีน้ำท่วมหนักแบบไม่เคยเกิดขึ้นมานานนับร้อยปีหรือหลายปีมาแล้ว ? (อย่างขนาดที่เขียนบทความนี้อยู่ดีๆก็มีลมพัดแรงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจนต้นไม้ใหญ่ๆยังทำท่าจะเอาไม่อยู่ !!??)

 

แน่นอนว่า คำตอบแรกที่แวบขึ้นมาก็คือ รัฐบาล  ทำไมถึงคิดถึงรัฐบาลเป็นอันดับแรก ? เพราะถ้าให้คนลองจินตนาการว่า ถ้าตัวเองต้องรับเคราะห์จากน้ำท่วมที่มีสาเหตุจากธรรมชาติ จะเรียกร้องความช่วยเหลือจากใคร ถ้าเป็นสมัยโบราณมากๆ ยังไม่มีรัฐบาลเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่หัวหน้าเผ่า หัวหน้าเผ่าเองก็อาจเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน  ก็คงจะเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์


 

แต่ในสังคมสมัยใหม่ คนจะจินตนาการถึงรัฐบาล เพราะรัฐบาลสมัยใหม่จัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ คนสมัยใหม่ในรัฐสมัยใหม่จึงเรียกร้องเอาจากรัฐบาล แต่การที่รัฐบาลหรือผู้ปกครองสมัยใหม่จะช่วยประชาชนได้นั้น มันจะต้องมีระเบียบกฎหมายรองรับ ไม่ใช่สามารถช่วยได้ตามอำเภอใจ

 

แต่ถ้าเป็นกษัตริย์โบราณจะเอาข้าวเอาน้ำเอาอะไรมาแจกย่อมทำได้โดยไม่มีปัญหา ยิ่งเป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ด้วยแล้ว จะทำอย่างไรย่อมได้ และจะให้ใครได้มากได้น้อยก็ได้อีกด้วย  ซึ่งกษัตริย์โบราณมีข้อดีตรงที่การช่วยเหลือไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆ

 

แต่ข้อเสียคือ การช่วยเหลืออาจจะไม่ยุติธรรม เพราะขึ้นอยู่กับว่ากษัตริย์จะช่วยใครหรือมองเห็นปัญหาของผู้คนได้ครอบคลุมครบถ้วนแค่ไหน แต่ถ้าไม่ครอบคลุมทั่วถึงหรือไม่ยุติธรรมในความรู้สึกของประชาชนบางคน จะไปต่อว่ามากมายก็ไม่ได้ เพราะกษัตริย์ใช้เงินและทรัพย์สินของพระองค์ในการช่วยเหลือชาวบ้าน      

 

รัฐบาลสมัยใหม่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ การช่วยเหลือมีกฎเกณฑ์กติกาว่าคนตกทุกข์ได้ยากขนาดไหนควรได้มากน้อยแค่ไหน เขามีเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่ไปโยนๆของแจกๆไปโดยไม่ดูว่าใครสมควรได้ไม่ได้อย่างไร แต่ต้องให้อย่างยุติธรรมนั่นคือ ให้ในขนาดปริมาณที่คนๆนั้นสมควรจะได้ เพราะเงินที่ใช้ไปซื้อข้าวของแจกคนตกทุกข์ได้ยากนั้นไม่ใช่เงินของตัวรัฐบาลเอง แต่เป็นเงินจากภาษีของประชาชนทุกคน เสียมากเสียน้อยก็ขึ้นอยู่กับระบบภาษี 

 

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลใช้ไปโดยไม่ตรวจสอบให้ดีว่า ที่ให้ๆไปนั่น คนที่ได้รับใช่กลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า และแม้ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย แต่คนในกลุ่มก็ใช่ว่าจะรับความเสียหายเท่าๆกันที่ไหน ดังนั้น จึงต้องมีเกณฑ์ในการใช้งบประมาณ และต้องมีการตั้งงบไว้ล่วงหน้า หรืออย่างน้อยกันไว้เป็นงบฉุกเฉิน แต่ถึงแม้เป็นงบฉุกเฉิน ยังไงต้องมีเกณฑ์อยู่ดี ซึ่งเป็นข้อดี แต่เป็นข้อเสียในเวลาเดียวกัน นั่นคือ ทำให้เกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพราะต้องมีการสำรวจตรวจสอบปริมาณความเสียหายและแยกแยะผู้คนที่ได้รับความเสียหายต่างๆกัน 

 

ยิ่งถ้าทุกข์ภัยนั้นไม่คาดคิดมาก่อนหรือคาดไว้แต่ไม่คิดว่ามันจะหนักหนาขนาดนั้น การช่วยเหลือก็จะมีปัญหา อาจช่วยไม่ได้ เพราะไม่ได้กันงบไว้ หรือเกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่ครอบคลุมวิกฤตที่เกิดขึ้น ยิ่งสังคมสมัยใหม่มันเกิดความเสี่ยงแบบแปลกๆ แบบที่คาดไม่ถึง หรือแบบลักปิดลักเปิดด้วยแล้ว การตั้งงบ กันงบ ตั้งเกณฑ์ก็ยิ่งยาก แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่การเก็บภาษีนั่นเอง เพราะประชาชนเสียภาษีไปก็ด้วยความหวังว่ารัฐบาลที่เอาภาษีของตนไปจะเอาภาษีนั้นมาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตน

 

ทั้งที่ ถ้ารัฐบาลไม่เก็บภาษีหรือเก็บแต่น้อยมาก โดยผู้คนในรัฐนั้นไม่ต้องการเสียภาษีหรือเสียแต่น้อย แต่อยากจะเก็บเงินไว้กับตัวเองมากๆ  คนในรัฐแบบนี้ไม่สามารถไปเรียกร้องอะไรมากมายจากรัฐบาลได้  เพราะตกลงกันไปแล้วว่า ประชาชนจะเสียภาษีน้อย รัฐบาลก็มีบทบาทน้อย อย่างมากแค่เอาภาษีนั้นไปจ้างตำรวจมาดูแลความสงบเรียบร้อยภายใน หรือจ้างทหารให้ป้องกันประเทศ และจ้างศาลให้ตัดสินคดีความ 

 

ซึ่งรัฐแบบนี้ มีวัยรุ่นไทยตั้งชื่อว่าเป็น “รัฐตะมุตะมิ” แต่นักวิชาการฝรั่งเขาเรียกว่า “minimal state”  ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับขนาดของรัฐ  แต่เกี่ยวกับบทบาทอำนาจหน้าที่ของรัฐที่มีในระดับที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับรัฐที่เก็บภาษีมากและต้องแบกภาระช่วยเหลือดูแลประชาชนมาก ซึ่งตรงข้ามกับรัฐบาลที่มีบทบาทมากเพราะเก็บภาษีไปมากที่ขอเรียกว่า “รัฐเยอะ”

 

ทีนี้เกิดคำถามว่า ในรัฐตะมุตะมินี้ ถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในเมื่อมันเป็นรัฐตะมุตะมิไปเสียแล้ว ? ตามตรรกะ คือ ผู้คนต้องรับผิดชอบตัวเองไป เพราะไม่เสียภาษีแต่เก็บเงินไว้ที่ตัว คนแต่ละคนที่ประสบทุกข์ภัยนั้น เงินเก็บคงจะไม่พอเยียวยาตัวเอง แล้วจะทำไงดี ? 

 

พวกแนวรัฐตะมุตะมิ จะบอกว่า ในสังคมแบบนี้ แม้ว่าคนจะไม่เสียภาษี แต่คนสามารถจัดตั้งกองทุนการกุศลขึ้นมาระดมเงินช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากได้ ด้วยตรรกะที่ว่า ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คงอยากให้คนอื่นช่วย แต่หวังจากรัฐบาลไม่ได้ เพราะตกลงกันไปแล้วว่าจะอยู่กันแบบรัฐตะมุตะมิ 

 

ทีนี้ การใช้กองทุนการกุศลจากการเรี่ยไรเงินจะคล่องตัวกว่ารัฐบาล  เพราะเมื่อเราโอนเงินไปให้ เราไม่ได้คิดอะไรมากเหมือนกับการเสียภาษี เหมือนทำบุญหน่ะแหละ ขนาดคนไทยบางคนที่ให้เงินขอทาน แล้วมีเพื่อนท้วงว่าแน่ใจหรือว่าเป็นขอทานจริงๆ  ก็ยังตอบไปว่า ไม่สน เพราะอยู่ที่ความตั้งใจดี หรือแม้ว่าบางคนจะคิดมากว่า เงินที่บริจาคไปนั้น จะถูกใช้ไปอย่างยุติธรรมไหม แต่ไม่ได้คิดมากเหมือนคิดกับรัฐบาล และเวลาคนจะบริจาคมักจะดูว่าคนที่มาทำหน้าที่รับบริจาคนี้น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนตามอัตวิสัยการรับรู้ของแต่ละคน

 

อย่างในกรณีพี่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ คนส่วนใหญ่เชื่อถือ ก็พากันบริจาค หรือในกรณีของตูน บอดี้แสลม เช่นกัน  และการกุศลนี่ สามารถเจาะจงไปได้ตามใจคนริเริ่มและคนที่เห็นด้วย  เช่น ต้องการเรี่ยไรเพื่อซื้อกระเบื้องมุงหลังคาวัด  หรือช่วยเด็ก  หรือเน้นไปที่คนชรา หรือเน้นอะไรก็ได้ตามแต่ชอบ (ซึ่งรัฐบาลทำแบบนี้ไม่ได้)  การนำเงินบริจาคไปช่วยก็จะทำได้อย่างรวดเร็ว แต่จะมีประสิทธิภาพไหม ?

 

บางอย่าง มีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะเน้นไปที่กลุ่มเฉพาะ แต่อาจสู้รัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลทำอะไร จะต้องมีเกณฑ์ มีขั้นตอน และมีการประเมินผลตามมา อย่างเช่น บ้านพังแค่ไหน ใครควรได้ก่อน ได้หลัง  เอาเงินไปแล้ว ทำตามเกณฑ์ที่วางไว้หรือเปล่า แต่สำหรับคนที่ตกทุกข์ไม่ว่าทุกข์มากหรือน้อย ต่างก็คิดว่า ตนสมควรได้เร็วได้ก่อนกันทุกคนเสมอ  

 

ทีนี้ ในบ้านเรา เห็นได้ว่า มีทั้งสองแบบ คือมีรัฐบาลที่เก็บภาษีและจะต้องแบกภาระช่วยเหลือผู้คน และมีแบบที่บริจาคด้วยพร้อมๆกันไป  แบบบริจาคก็ช่วยได้เร็ว  ส่วนแบบรัฐบาลต้องช้าหน่อย แต่ช้าเพื่อชัวร์

 

 ทีนี้สังคมที่เขาเสียภาษีกันเยอะมาก เขาคาดหวังรัฐเยอะมากด้วย และเขาคงไม่อยากจะต้องมาบริจาคอะไรอีก เพราะเขาจ่ายภาษีไปเยอะแล้ว  ส่วนสังคมที่จ่ายน้อย อาจจะสมัครใจที่จะใช้เงินที่ตนไม่ต้องเสียภาษีไปช่วยการกุศลในรูปแบบต่างๆที่ถูกจริตถูกใจตัวเอง 

 

แต่คนบ้านเราก็มีที่คิดว่าภาษีที่จ่ายไปมันมากอยู่แล้ว รัฐควร “เยอะ” หรือไม่ มักจะพูดอยู่เสมอว่า รัฐบาลไม่ควรเอาภาษีไปซื้อรถถังหรือเรือดำน้ำ แต่ควรเอามาให้โรงพยาบาลหรือมาช่วยคนน้ำท่วม จะได้ไม่ต้องมีฮีโร่อย่างพี่บิณฑ์และพี่ตูน ขณะเดียวกัน คนที่ไม่ชอบเสียภาษี ไม่ได้จะบริจาคเงินช่วยเหลือคนทุกข์ยากเสมอไปอีกด้วย

 

แต่จะมีสักกี่คนที่ไม่ย้อนแย้งในตัวเอง เช่น ไม่ต้องการให้รัฐเก็บภาษีมาก และขอรับผิดชอบตัวเอง และรับผิดชอบกันเอง ไม่เรียกร้องอะไรจากรัฐ ขอให้เป็นรัฐตะมุตะมิตามทฤษฎีการเมืองที่คิดค้นขึ้นโดย Robert Nozick (อาจจะไม่ได้รัฐตะมุตะมิเต็มรูปแบบ แต่ให้มันน้อยเท่าที่จะเป็นไปได้) และยินดีที่จะช่วยเหลือผู้คนตามแต่ตัวเองจะสมัครใจ   หรือสมัครใจอยากได้ “รัฐเยอะ” และเพราะจินตนาการตัวเองยามตกทุกข์ได้ยากในสังคมเสี่ยงๆมากมายๆในสมัยใหม่ตาม “แนว” ทฤษฎีของ John Rawls และยินดีเสียภาษีเยอะ และเรียกร้องให้ขึ้นภาษี vat ซะที  ?! 


 

แต่ถ้ายังไม่เอาอะไรชัดเจนสักอย่าง ก็ต้องเป็นอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้คือ เอาทั้งสองอย่าง แต่ยังไม่พอใจกับทั้งสองอย่างที่เป็นอยู่อยู่ดี มีทั้งด่ารัฐบาลและไม่เห็นด้วยกับพี่บิณฑ์และพี่ตูน หรือที่ชื่นชมพี่บิณฑ์และพี่ตูน แต่ยังด่ารัฐบาลอยู่ดี

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สังคมเสี่ยงๆในโลกสมัยนี้  รัฐบาลไหนๆก็ยากที่จะบริหารจัดการภัยต่างๆได้อย่างเป็นที่พอใจของผู้คน เพราะมันมีภัยที่คาดไม่ถึงอยู่ตลอดเวลา 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน