Columnist

ภัยพิบัติและการช่วยเหลือ : ทฤษฎีรัฐ “ตะมุตะมิ” กับทฤษฎี รัฐ “เยอะ”

13 กันยายน 2019 เวลา 07:33 น.

เปิดอ่าน 31
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

            ชีวิตคนโบราณต้องเผชิญความหายนะต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาด สัตว์ทำร้าย ภัยธรรมชาติ อาหารขาดแคลน  สมัยก่อนเวลาถูกของมีคมหรือหกล้มเป็นแผล ก็อาจเป็นบาดทะยักตายไปได้ง่ายๆ มิพักต้องพูดถึงบาดแผลที่มีเลือดออกมาจนตายไป หรือยามเกิดโรคระบาด ก็พากันตายยกหมู่บ้านชุมชนไปจนถึงทั่วทั้งทวีป  คนสมัยก่อน บ้านกับป่าใกล้กัน วันดีคืนดี ก็ถูกงูถูกเสือกัดตาย หมีตะปบ นอกจากนี้ยังมีไฟป่า น้ำท่วม แผ่นดินไหว ข้าวปลาอาหารขาดแคลน   คนโบราณก็ได้แต่รับสภาพ สวดมนต์ต่อพระเจ้าหรือไม่ก็บวงสรวงเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

 

            แต่เมื่อเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ค้นพบอะไรต่างๆนานา  ค้นพบการถ่ายเลือด ตัวยากันบาดทะยักและโรคต่างๆ สามารถมีวัคซีนป้องกันโรคระบาด  สัตว์ก็ไม่ค่อยจะทำร้าย เพราะคนอยู่ห่างป่ามากขึ้น แต่ถึงแม้จะถูกทำร้าย ก็มียามีองค์ความรู้ที่จะดูแลรักษาป้องกันได้  ส่วนอาหาร ก็สามารถผลิตอย่างเป็นอุตสาหกรรมเลย  ดังนั้น การเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ดูจะลดทอนหรือในบางกรณีก็ตัดความเสี่ยงต่อหายนะไปได้เลย สังคมสมัยใหม่ที่มีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตมนุษย์มากกว่าสังคมโบราณ

 

            แต่กระนั้น นักวิชาการตะวันตกก็พบว่า เมื่อเข้าสู่สังคมสมัยใหม่มาได้พักใหญ่ๆ  ก็เริ่มมีปัญหาความเสี่ยงในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นอีก และสังคมสมัยใหม่ได้กลายเป็นสังคมแห่งความเสี่ยง (risk society ตามทฤษฎีของ Urich Beck) ไปอย่างน่างุนงง  และความเสี่ยงและความไม่มั่นคงใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ดันเป็นผลพวงจากความเป็นสมัยใหม่เสียเอง ที่เห็นได้ง่ายๆก็คือ การเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินหายใจจากมลภาวะเป็นพิษ เสี่ยงต่ออุบัติภัยบนท้องถนน และล่าสุดก็คือภาวะสุดโต่งหรือการเอาแน่เอานอนไม่ได้กับฤดูกาล  อยู่ดีๆก็หนาว ฝนก็ตกแบบไม่ปกติ หรือไม่ก็ร้อนตับแตก อีกทั้งยังมีภัยไม่ธรรมชาติ เช่น ระบบรถไฟฟ้าล่ม ระบบอินเตอร์เน็ตล่ม อาจจะเพราะคนเข้าไปแฮกระบบหรือระบบมันล่มโดยหาสาเหตุไม่ได้ 

 

            ทีนี้ คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแบกภาระในการเยียวยาความเสียหายหรือความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นกับผู้คน อย่างในกรณีน้ำท่วมหนักแบบไม่เคยเกิดขึ้นมานานนับร้อยปีหรือหลายปีมาแล้ว ? (อย่างขนาดที่เขียนบทความนี้อยู่ดีๆก็มีลมพัดแรงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยจนต้นไม้ใหญ่ๆยังทำท่าจะเอาไม่อยู่ !!??)   

 

            แน่นอนว่า คำตอบแรกที่แวบขึ้นมาก็คือ รัฐบาล ทำไมถึงคิดถึงรัฐบาลเป็นอันดับแรก ?  เพราะถ้าให้คนลองจินตนาการว่า ถ้าตัวเองต้องรับเคราะห์จากน้ำท่วมที่มีสาเหตุจากธรรมชาติ จะเรียกร้องความช่วยเหลือจากใคร  ถ้าเป็นสมัยโบราณมากๆ ยังไม่มีรัฐบาลเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่หัวหน้าเผ่า หัวหน้าเผ่าเองก็อาจเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน  ก็คงจะเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 

            แต่ในสังคมสมัยใหม่ คนจะจินตนาการถึงรัฐบาล เพราะรัฐบาลสมัยใหม่จัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ  คนสมัยใหม่ในรัฐสมัยใหม่จึงเรียกร้องเอาจากรัฐบาล แต่การที่รัฐบาลหรือผู้ปกครองสมัยใหม่จะช่วยประชาชนได้นั้น มันจะต้องมีระเบียบกฎหมายรองรับ ไม่ใช่สามารถช่วยได้ตามอำเภอใจ แต่ถ้าเป็นกษัตริย์โบราณจะเอาข้าวเอาน้ำเอาอะไรมาแจกก็ย่อมทำได้โดยไม่มีปัญหา ยิ่งเป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ด้วยแล้ว จะทำอย่างไรก็ย่อมได้ และจะให้ใครได้มากได้น้อยก็ได้อีกด้วย  ซึ่งกษัตริย์โบราณมีข้อดีตรงที่การช่วยเหลือไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆ แต่ข้อเสียคือ การช่วยเหลืออาจจะไม่ยุติธรรม เพราะขึ้นอยู่กับว่ากษัตริย์จะช่วยใครหรือมองเห็นปัญหาของผู้คนได้ครอบคลุมครบถ้วนแค่ไหน แต่ถ้าไม่ครอบคลุมทั่วถึงหรือไม่ยุติธรรมในความรู้สึกของประชาชนบางคน จะไปต่อว่ามากมายก็ไม่ได้  เพราะกษัตริย์ใช้เงินและทรัพย์สินของพระองค์ในการช่วยเหลือชาวบ้าน

 

            รัฐบาลสมัยใหม่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ การช่วยเหลือมีกฎเกณฑ์กติกาว่าคนตกทุกข์ได้ยากขนาดไหนควรได้มากน้อยแค่ไหน เขามีเกณฑ์ชัดเจน  ไม่ใช่ไปโยนๆของแจกๆไปโดยไม่ดูว่าใครสมควรได้ไม่ได้อย่างไร  แต่ต้องให้อย่างยุติธรรมนั่นคือ ให้ในขนาดปริมาณที่คนๆนั้นสมควรจะได้ เพราะเงินที่ใช้ไปซื้อข้าวของแจกคนตกทุกข์ได้ยากนั้นไม่ใช่เงินของตัวรัฐบาลเอง  แต่เป็นเงินจากภาษีของประชาชนทุกคน เสียมากเสียน้อยก็ขึ้นอยู่กับระบบภาษี  ดังนั้น ถ้ารัฐบาลใช้ไปโดยไม่ตรวจสอบให้ดีว่า ที่ให้ๆไปนั่น คนที่ได้รับใช่กลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า และแม้ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย แต่คนในกลุ่มก็ใช่ว่าจะรับความเสียหายเท่าๆกันที่ไหน  ดังนั้น จึงต้องมีเกณฑ์ในการใช้งบประมาณ  และต้องมีการตั้งงบไว้ล่วงหน้า หรืออย่างน้อยก็กันไว้เป็นงบฉุกเฉิน แต่ถึงแม้เป็นงบฉุกเฉิน ยังไงก็ต้องมีเกณฑ์อยู่ดี  ซึ่งเป็นข้อดี แต่ก็เป็นข้อเสียในเวลาเดียวกัน นั่นคือ มันทำให้เกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพราะต้องมีการสำรวจตรวจสอบปริมาณความเสียหายและแยกแยะผู้คนที่ได้รับความเสียหายต่างๆกัน  และยิ่งถ้าทุกข์ภัยนั่นเป็นทุกขภัยที่ไม่คาดคิดมาก่อนหรือคาดไว้แต่ไม่คิดว่ามันจะหนักหนาขนาดนั้น  การช่วยเหลือก็จะมีปัญหา อาจช่วยไม่ได้ เพราะไม่ได้กันงบไว้ หรือเกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่ครอบคลุมวิกฤตที่เกิดขึ้น ยิ่งสังคมสมัยใหม่มันเกิดความเสี่ยงแบบแปลกๆ แบบที่คาดไม่ถึง หรือแบบลักปิดลักเปิดด้วยแล้ว การตั้งงบ กันงบ ตั้งเกณฑ์ก็ยิ่งยาก แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่การเก็บภาษีนั่นเอง เพราะประชาชนเสียภาษีไปก็ด้วยความหวังว่ารัฐบาลที่เอาภาษีของตนไปจะเอาภาษีนั้นมาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตน

 

            ทีนี้ ถ้ารัฐบาลไม่เก็บภาษีหรือเก็บแต่น้อยมาก โดยผู้คนในรัฐนั้นก็ไม่ต้องการเสียภาษีหรือเสียแต่น้อย แต่อยากจะเก็บเงินไว้กับตัวเองมากๆ  คนในรัฐแบบนี้ก็ไม่สามารถไปเรียกร้องอะไรมากมายจากรัฐบาลได้  เพราะตกลงกันไปแล้วว่า ประชาชนจะเสียภาษีน้อย รัฐบาลก็มีบทบาทน้อย อย่างมากก็แค่เอาภาษีนั้นไปจ้างตำรวจมาดูแลความสงบเรียบร้อยภายใน หรือจ้างทหารให้ป้องกันประเทศ และจ้างศาลให้ตัดสินคดีความ  ซึ่งรัฐแบบนี้ มีวัยรุ่นไทยตั้งชื่อว่าเป็น “รัฐตะมุตะมิ”  แต่นักวิชาการฝรั่งเขาเรียกว่า “minimal state”  ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับขนาดของรัฐ  แต่เกี่ยวกับบทบาทอำนาจหน้าที่ของรัฐที่มีในระดับที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับรัฐที่เก็บภาษีมากและต้องแบกภาระช่วยเหลือดูแลประชาชนมาก  ซึ่งตรงข้ามกับรัฐบาลที่มีบทบาทมากเพราะเก็บภาษีไปมาก ที่ขอเรียกว่า “รัฐเยอะ”

 

            ทีนี้ก็เกิดคำถามว่า ในรัฐตะมุตะมินี้ ถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในเมื่อมันเป็นรัฐตะมุตะมิไปเสียแล้ว ?  ตามตรรกะก็คือ  ผู้คนก็ต้องรับผิดชอบตัวเองไป เพราะไม่เสียภาษีแต่เก็บเงินไว้ที่ตัว  คนแต่ละคนที่ประสบทุกขภัยนั้น เงินเก็บก็คงจะไม่พอเยียวยาตัวเอง  แล้วจะทำไงดี ? 

 

            พวกแนวรัฐตะมุตะมิ ก็จะบอกว่า ในสังคมแบบนี้ แม้ว่าคนจะไม่เสียภาษี แต่คนก็สามารถจัดตั้งกองทุนการกุศลขึ้นมาระดมเงินช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากได้ ด้วยตรรกะที่ว่า ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ก็คงอยากให้คนอื่นช่วย แต่หวังจากรัฐบาลไม่ได้ เพราะตกลงกันไปแล้วว่าจะอยู่กันแบบรัฐตะมุตะมิ  ทีนี้ การใช้กองทุนการกุศลจาการการเรี่ยไรเงินมันก็จะคล่องตัวกว่ารัฐบาล  เพราะเมื่อมันเราโอนเงินไปให้ เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากเหมือนกับการเสียภาษี  ก็เหมือนทำบุญหน่ะแหละ ขนาดคนไทยบางคนที่ให้เงินขอทาน แล้วมีเพื่อนท้วงว่าแน่ใจหรือว่าเป็นขอทานจริงๆ  ก็ยังตอบไปว่า ไม่สน เพราะมันอยู่ทีความตั้งใจดี  หรือแม้ว่าบางคนจะคิดมากว่า เงินที่บริจาคไปนั้น จะถูกใช้ไปอย่างยุติธรรมไหม แต่ก็ไม่ได้คิดมากเหมือนคิดกับรัฐบาล   และเวลาคนจะบริจาค ก็มักจะดูว่าคนที่มาทำหน้าที่รับบริจาคนี้น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนตามอัตวิสัยการรับรู้ของแต่ละคน  อย่างในกรณีพี่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ คนส่วนใหญ่เชื่อถือ ก็พากันบริจาค หรือในกรณีของตูน บอดี้แสลมก็เช่นกัน  และการกุศลนี่ก็สามารถเจาะจงไปได้ตามใจคนริเริ่มและคนที่เห็นด้วย  เช่น ต้องการเรี่ยไรเพื่อซื้อกระเบื้องมุงหลังคาวัด  หรือช่วยเด็ก  หรือเน้นไปที่คนชรา หรือเน้นอะไรก็ได้ตามแต่ชอบ (ซึ่งรัฐบาลทำแบบนี้ไม่ได้)  และการนำเงินบริจาคไปช่วยก็จะทำได้อย่างรวดเร็ว แต่จะมีประสิทธิภาพไหม ? บางอย่างก็มีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะเน้นไปที่กลุ่มเฉพาะ แต่ก็อาจสู้รัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลทำอะไร จะต้องมีเกณฑ์ มีขั้นตอน และมีการประเมินผลตามมา  อย่างเช่น บ้านพังแค่ไหน ใครควรได้ก่อน ได้หลัง  เอาเงินไปแล้ว ทำตามเกณฑ์ที่วางไว้หรือเปล่า   แต่สำหรับคนที่ตกทุกข์ไม่ว่าทุกข์มากหรือน้อย ต่างก็คิดว่า ตนสมควรได้เร็วได้ก่อนกันทุกคนเสมอ

 

            ทีนี้ ในบ้านเรา เห็นได้ว่ามันมีทั้งสองแบบ คือมีรัฐบาลที่เก็บภาษีและจะต้องแบกภาระช่วยเหลือผู้คน และก็มีแบบที่บริจาคด้วย พร้อมๆกันไป  แบบบริจาคก็ช่วยได้เร็ว  ส่วนแบบรัฐบาลก็ต้องช้าหน่อย แต่ช้าเพื่อชัวร์  ทีนี้สังคมที่เขาเสียภาษีกันเยอะมาก เขาก็คาดหวังรัฐเยอะมากด้วย และเขาก็คงไม่อยากจะต้องมาบริจาคอะไรอีก เพราะเขาจ่ายภาษีไปเยอะแล้ว  ส่วนสังคมที่จ่ายน้อย ก็อาจจะสมัครใจที่จะใช้เงินที่ตนไม่ต้องเสียภาษีไปช่วยการกุศลในรูปแบบต่างๆที่ถูกจริตถูกใจตัวเอง   แต่คนบ้านเราก็มีที่คิดว่าภาษีที่จ่ายไปมันมากอยู่แล้ว รัฐควร “เยอะ” หรือไม่ก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า รัฐบาลไม่ควรเอาภาษีไปซื้อรถถังหรือเรือดำน้ำ แต่ควรเอามาให้โรงพยาบาลหรือมาช่วยคนน้ำท่วม  จะได้ไม่ต้องมีฮีโร่อย่างพี่บิณฑ์และพี่ตูน   ขณะเดียวกัน คนที่ไม่ชอบเสียภาษี ก็ไม่ได้จะบริจาคเงินช่วยเหลือคนทุกข์ยากเสมอไปอีกด้วย

 

            แต่จะมีสักกี่คนที่ไม่ย้อนแย้งในตัวเอง เช่น ไม่ต้องการให้รัฐเก็บภาษีมาก และขอรับผิดชอบตัวเอง และรับผิดชอบกันเอง ไม่เรียกร้องอะไรจากรัฐ ขอให้เป็นรัฐตะมุตะมิตามทฤษฎีการเมืองที่คิดค้นขึ้นโดย Robert Nozick (อาจจะไม่ได้รัฐตะมุตะมิเต็มรูปแบบ แต่ให้มันน้อยเท่าที่จะเป็นไปได้) และยินดีที่จะช่วยเหลือผู้คนตามแต่ตัวเองจะสมัครใจ   หรือสมัครใจอยากได้ “รัฐเยอะ” และเพราะจินตนาการตัวเองยามตกทุกข์ได้ยากในสังคมเสี่ยงๆมากมายๆในสมัยใหม่ตาม “แนว” ทฤษฎีของ John Rawls และยินดีเสียภาษีเยอะ และเรียกร้องให้ขึ้นภาษี vat ซะที  ?!

 

            แต่ถ้ายังไม่เอาอะไรชัดเจนสักอย่าง  ก็ต้องเป็นอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้คือ เอาทั้งสองอย่าง แต่ก็ยังไม่พอใจกับทั้งสองอย่างที่เป็นอยู่อยู่ดี  มีทั้งด่ารัฐบาลและไม่เห็นด้วยกับพี่บิณฑ์และพี่ตูน  หรือที่ชื่นชมพี่บิณฑ์ละพี่ตูน แต่ก็ยังด่ารัฐบาลอยู่ดี

 

            อย่างไรก็ตาม ภายใต้สังคมเสี่ยงๆในโลกสมัยนี้  รัฐบาลไหนๆก็ยากที่จะบริหารจัดการภัยต่างๆได้อย่างเป็นที่พอใจของผู้คน เพราะมันมีภัยที่คาดไม่ถึงอยู่ตลอดเวลา