Columnist

จาก Magna Carta ถึง Charter of Liberties และหลักศิลาจารึก

19 กันยายน 2019 เวลา 05:01 น.

เปิดอ่าน 57
พิพิธภัณฑ์ความคิด
ไชยันต์ ไชยพร

ในบรรดาสามสิ่งที่จั่วหัวไว้ข้างต้น คนไทยจะคุ้นเคยกับหลักศิลาจารึกมากที่สุด และรองลงมาน่าจะได้แก่ Magna Carta ของอังกฤษ (สมัยเรียนปริญญาตรี มีเพื่อนคนหนึ่งพยายามหาทางจำ Magna Carta โดยการแปลงเป็น “มากหน้า ค่าตา” แต่หลังจากผลสอบออกมา ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก !)

 

Magna Carta เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นในอังกฤษปี ค.ศ. 1215  โดยพวกอภิชนเจ้าที่ดินรวมพลังกันกดดันพระเจ้าจอห์นให้ลงนามในกฎหมายที่ว่านี้ โดยสาระสำคัญคือ ตีกรอบการใช้พระราชอำนาจของกษัตริย์ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ยามเกิดกษัตริย์อังกฤษเริ่มมีพระราชอำนาจมากขึ้น พวกอภิชนก็มักจะอ้างกฎหมายฉบับนี้เพื่อจำกัดพระราชอำนาจ  และเมื่อถึงปัจจุบัน  อังกฤษจะมีความภาคภูมิใจกับกฎหมายฉบับนี้มาก ดังที่ได้เห็นจากการเฉลิมฉลองครบรอบ ๘๐๐ ปีของ Magna Carta ไปในปี ค.ศ. 2015  โดยนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ นายเดวิด คาเมรอนได้ออกมากล่าวยกย่องกฎหมายเก่าแก่ฉบับนี้และเขาได้ขยายความให้ทันสมัย โดยบอกว่า กฎหมายฉบับนี้ยังใช้ได้ในปัจจุบันในฐานะที่เป็นหลักให้อ้างอิงกับการต่อสู้กับความสุดโต่งทางการเมืองในทุกรูปแบบ

 

แม้ว่าดั้งเดิมจะเป็นการต่อสู้กับการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกษัตริย์   แต่นัยสำคัญของกฎหมายฉบับนี้สำหรับประเทศอังกฤษที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของรัฐก็คือ กฎหมายฉบับนี้ยืนยันว่า การที่สถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษอยู่ยั้งยืนยงยาวนานจนถึงปัจจุบันและในอนาคต  ก็เพราะพระมหากษัตริย์อังกฤษไม่สุดโต่งนั่นเอง และที่ไม่สุดโต่งก็เพราะคนอังกฤษลุกขึ้นตรวจสอบถ่วงดุลพระราชอำนาจของกษัตริย์มาตั้งแต่ปี ค.ศ.  1215  จนกลายเป็นประเพณีการปกครองของอังกฤษไป  และตราบเท่าที่พระมหากษัตริย์อังกฤษไม่ละเมิดประเพณีการปกครองที่ว่านี้ ก็จะสามารถเป็นประมุขและศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติต่อไปอีกนานแสนนาน

 

Magna Carta จึงเป็นตัวแบบสำคัญสำหรับประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างในกรณีของสวีเดน  ก็มีกฎหมายในลักษณะเดียวกันกับ Magna Carta  แต่ของสวีเดนเรียกว่า Charter of Liberties ที่เกิดขึ้นในปี  ค.ศ. 1319  และก็มาจากพลังของพวกอภิชนชนชั้นสูงของสวีเดนที่สามารถทำให้กษัตริย์ต้องยอมรับกฎหมายฉบับนี้   สาเหตุที่พวกอภิชนสวีเดนในปี ค.ศ. 1319 มีพลังอำนาจมากก็เพราะความล้มเหลวของฝ่ายกษัตริย์ที่แก่งแย่งชิงบัลลังก์กันเองจนล้มตายกันไปหมด

 

ส่งผลให้พวกอภิชนออกกฎหมายวางเงื่อนไขต่อผู้ที่จะมาสืบราชสันตติวงศ์  ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวนี้ก็คือ การจำกัดพระราชอำนาจนั่นเอง โดยฝ่ายอภิชนได้ต่อรองกับฝ่ายที่ประสงค์จะให้ Magnus Eriksson ซึ่งมีพระชนม์ไม่ถึง ๑๐ พรรษาขึ้นเป็นกษัตริย์ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะสนับสนุนพระองค์หากพระองค์ยอมรับเงื่อนไขในเอกสารกำหนดสิทธิ์ดังกล่าว   ถือเป็นการทำสัญญาระหว่างกษัตริย์กับประชาชน แต่คำว่า “ประชาชน” ที่ว่านี้เน้นไปที่พวกอภิชนเป็นสำคัญ เอกสาร Charter of Liberties นี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 กรกฎาคม 1319 ถือได้ว่าเป็นเอกสารทางการปกครองหรือ “รัฐธรรมนูญ” ฉบับแรกของสวีเดนก็ว่าได้

 

และหากพิจารณาภายใต้บริบทการเมืองของยุโรปในภาพรวม จะพบว่า  “Charters of Liberties”  นี้มีสถานะไม่ต่างจากกฎบัตรในลักษณะเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อจำกัดพระราชอำนาจของสถาบันพระมหา กษัตริย์  โดยมีการกำหนดอย่างเป็นทางการให้กษัตริย์จะต้องใช้อำนาจหรือแชร์อำนาจกับที่ประชุมสภาของพวกอภิชน และการขึ้นเป็นกษัตริย์จะต้องได้รับเลือกจากที่ประชุมจากพื้นที่ต่างๆอย่างกว้างขวางอันหมายถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและแน่นอนว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนย่อมมีอิทธิพลของพวกอภิชนอยู่ด้วย 

 

และภายใต้บริบทยุโรปยุคกลาง ย่อมเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า กฎบัตรลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่อังกฤษในปี ค.ศ. 1215  นั่นคือ “Magna Carta” ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย  และต่อมาได้เกิดกฎบัตรในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นในเดนมาร์กในปี ค.ศ. 1282 ที่เรียกว่า “Haandfæstning”  โดยพระเจ้า Eric V ของเดนมาร์กถูกบังคับจากพวกอภิชนให้ลงนามและออกกฎบัตรดังกล่าวนี้   และต่อมาคือ กฎบัตร “Charters of Liberties” ของสวีเดนในปี ค.ศ. 1319   คือ “Magna Carta” หรือ  “Haandfæstning”  ของสวีเดนนั่นเอง    

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองยุโรปยุคกลางเห็นว่า Charter of Liberties ไม่ต่างจาก Magna Charta ตรงที่มีความชัดเจนว่าเป็นกฎบัตรของอภิชน มีลักษณะอภิชนาธิปไตย  ด้วยผู้ลงนามมาจากตระกูลชั้นนำของอาณาจักร และผลประโยชน์ที่ได้รับการปกป้องในเบื้องต้นก็ล้วนแต่เป็นของผู้นำศาสนจักรและอภิชน  ส่วนผลประโยชน์ของสามัญชนเป็นรองลงมา  ต่อมาในปี ค.ศ. 1350  ได้มีการออกกฎหมายสำคัญในสวีเดนที่เรียกว่า landslag หรือ Land Law หรือกฎหมายแห่งแผ่นดิน อันเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ทั่วไปในสวีเดนฉบับแรก  และได้ผนวกเอา Charter of Liberties เข้าไปด้วย ทำให้กฎหมายแห่งแผ่นดินมีสถานะการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสวีเดนแทนที่ Charter of Liberties และเป็นกฎหมายคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของผู้คนในสวีเดน เช่น เสรีภาพในการทำมาหากินและเสรีภาพส่วนตัวของประชาชนแต่ละคนจะถูกปกป้องรักษาไม่ให้อำนาจจากส่วนกลางสามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย   ไม่สามารถจับใครไปคุมขังได้หากเขาผู้นั้นยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดตามกระบวนการกฎหมาย หรือเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือรับสารภาพ                การเก็บภาษีจะต้องถูกจำกัดโดยกฎหมายและจะมีการขึ้นภาษีไม่ได้ยกเว้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ จำนวนภาษีที่จะเก็บถูกกำหนดโดยที่ประชุมในแต่ละเขตพื้นที่ ผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์จะต้องได้รับการยอมรับจากสภาท้องถิ่น (หรือting ที่ผู้เขียนเคยเขียนถึงไว้ในตอนก่อนๆ)  

 

สวีเดนในปัจจุบันก็ไม่ต่างจากอังกฤษที่กล่าวถึง Charter of Liberties เพื่อชี้ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์ของเขาไม่ได้ใช้อำนาจเกินเลย และที่อยู่ยั้งยืนยาวก็เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ละเมิดประเพณีการปกครอง   (ที่จริงก็มีที่ละเมิด แถมประชาชนยังยอมรับด้วย นั่นคือ กรณีของ Gustav III ยึดอำนาจในปี ค.ศ. 1712 ที่ประชาชนยอมรับเพราะพวกตัวแทนในรัฐสภาคอร์รัปชั่นกันอย่างโจ๋งครึ่ม)

 

เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษและสวีเดน พบ Magna Carta และ Charter of Liberties ที่เป็นหลักฐานยืนยันการใช้พระราชอำนาจอย่างมีขอบเขต  ผู้เขียนก็อดนึกถึงข้อเขียนของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชเรื่อง “ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง” (เผยแพร่ พ.ศ. ๒๕๐๙) โดยท่านได้กล่าวว่า หลักศิลาจารึกนี้ถือได้ว่าเป็น “ปฐมรัฐธรรมนูญของไทย” เปรียบได้กับ Magna Carta ของอังกฤษ   และผู้เขียนก็ขอเสริมท่านว่า คงเปรียบได้กับ Charter of Liberties ของสวีเดนด้วย       

 

 

และผู้เขียนเชื่อว่า การที่ท่านพยายาม “หา”  Magna Carta ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยขึ้นมา ก็เพราะท่านคงมีเจตนาไม่ต่างจากคนอังกฤษหรือสวีเดนในปัจจุบันที่กล่าวถึง Magna Carta และ Charter of Liberties เพื่อยืนยันว่า สาเหตุที่สถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเขาอยู่ยั้งยืนยงมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะใช้พระราชอำนาจอย่างมีขอบเขต  อีกทั้งผู้คนของพวกเขาก็รู้จักที่จะลุกขึ้นมาทัดทานการใช้พระราชอำนาจที่มากเกินไป  แม้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะเป็นอภิชนที่ต้องการแสวงหาหรือพิทักษ์ผลประโยชน์ของพวกตนมากกว่าจะเพื่อประชาชนจริงๆก็ตาม

 

เพียงแต่  Magna Carta และ Charter of Liberties ของชาวยุโรปนั้นมีอยู่จริงและมีอิทธิพลอยู่จริงๆในสำนึกของผู้คนทั่วไปตลอดมาตั้งแต่ยุคกลาง  ส่วนของเรานั้น เพิ่งพบหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมาได้ไม่นานมานี้เอง

 

Magna Carta

 

หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

 

(ส่วนหนึ่งจากโครงการวิจัย “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีสหราชอาณาจักร ราชอาณาจักรสวีเดนและราชอาณาจักรภูฏาน”  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปีงบประมาณ ๒๕๖๐)