Columnist

คัมภีร์ความเป็นสื่อจากเหตุความรุนแรง

13 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 8:25
คัมภีร์ความเป็นสื่อจากเหตุความรุนแรง
เปิดอ่าน 368
คิดทวนกระแส
สถิตย์ ธรรม

ไม่ใช่ครั้งแรกที่กล่าวถึงการถอดบทเรียนหรือมีการกล่าวเตือนสื่อสารมวลชนในสถานการณ์รุนแรง

เหตุการณ์นายทหารกลายเป็นคนร้ายยิงกราดประชาชนพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ทำให้หลายฝ่ายหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแง่การถอดบทเรียน  เนื่องจากมีผู้อยู่ในสถานการณ์หลากหลายวิชาชีพเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องที่จะทำให้ภารกิจคลี่คลายประสบผลสำเร็จหรือสร้างความสูญเสียมากขึ้น   

หนึ่งในนั้นดูหนีไม่พ้น ประเด็นการทำหน้าที่ของ สื่อมวลชน  ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความพอเหมาะพอควรต่อการรายงานไลฟ์สด ซึ่งตอนนี้ กสทช. มีการออกคำเตือนทางสถานีโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ 

โดยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ครั้งแรกเลยนะครับ ที่มีการกล่าวถึงการกล่าวเตือนสื่อสารมวลชน

 ผ่านมาพ.ศ.นี้  เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก เพียงแต่ว่าสูญเสียประชาชนจำนวนมาก การถอดบทเรียนการทำหน้าที่สื่อมวลชนจึงถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง  ไม่ว่าจะกล่าวเตือนกันอย่างซ้ำซาก แต่การกล่าวเตือนในรอบนี้ผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสื่อ ดูจะมีรูปแบบเป็นไปตามมาตรฐานอยู่พอสมควร

    


สถิตย์ ธรรม ติดตามผ่าน หน่วยงานภาครัฐ เช่น  กสทช.  หรือองค์กรวิชาชีพ เช่นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อสารมวชน  มีข้อแนะนำการปฏิบัติหน้าที่สื่อออกมา อย่าง เช่น กสทช.ขอให้ทุกสถานีให้ความร่วมมือดังนี้  1. ไม่ควรรายงานสด หรือแสดงข้อมูล กระบวนการ และรายละเอียดเกี่ยวกับการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฎิบัติงานในสถานการณ์นี้   2. ไม่ควรนำเสนอข้อมูลในสถานที่ที่จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยรอบ  3. ไม่นำเสนอภาพที่รุนแรง เช่นภาพผู้เสียชีวิต ภาพการยิงอาวุธ เป็นต้น

หรือจดหมายเปิดผนึกจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย  สื่อถึงเพื่อนร่วมวิชาชีพ ว่า”  การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการเสนอข่าวในรูปแบบต่างๆ ของเหตุการณ์ควรต้องมีความระมัดระวัง และยึดหลักการนำเสนอข่าวในภาวะวิกฤติทั้งในขณะที่กำลังเกิดเหตุ และหลังการเกิดเหตุ ที่การนำเสนอข่าวนั้นจะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนยืนยันในสิ่งที่ที่เกิดขึ้น ไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ หรือเสนอข่าวที่จะก่อให้เกิดอันตรายตัวต่อประกัน และจะต้องไม่ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ประสบเหตุ”

เช่นเดียวกับ ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือสื่อมวลชน ไม่เผยแพร่แผนปฏิบัติการ ไม่ถ่ายทอดสดการปฏิบัติ ระมัดระวังการสัมภาษณ์ผู้ติดในห้างเทอมินัล21 ซึ่งอาจจะยังตกอยู่ในอันตรายและมีความเสี่ยง

         


มาดูต่างประเทศบ้างเพราะผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาหลายครั้งจนถอดบทเรียนและถือปฏิบัติกันไปในทิศทางเดียวกันได้  หนึ่งในนั้นมีทัศนคติของผู้นำประเทศต่างๆกรณีคนร้ายกราดยิงไม่เลือกหน้า เช่น ในปี 2019 เกิดเหตุกราดยิงที่นิวซีแลนด์ นายกฯ ประกาศจะไม่เอ่ยแม้กระทั่งชื่อของคนร้าย  เพื่อไม่สนองให้เขามีชื่อเสียง ไม่ส่งต่อแนวความคิดอุดมการณ์ต่อไป

ต่อมาก็มีการรณรงค์งดนำเสนอความรุนแรงผ่าน www.nonotoriety.com ตรงนี้ คุณปรเมศวร์ มินศิริ แปลมาอีกที จึงขออนุญาตินำมาถ่ายทอด  

ตอนหนึ่งระบุว่า สื่อมวลชนช่วยลดการทำให้ผู้ร้ายมีชื่อเสียงได้หลายทาง เช่น การกล่าวชื่อคนร้ายเพียงครั้งเดียวในเนื้อข่าวเพื่อเป็นการอ้างอิง และไม่กล่าวให้เด่นเช่นใส่ไว้ในพาดหัวข่าว และไม่ลงรูปของคนร้ายแบบเด่นๆ (ในภาษาอังกฤษจะเรียกตำแหน่งเด่นนี้ว่า above the fold), ปฎิเสธที่จะตีพิมพ์หรืออ่านแถลงการณ์ของคนร้าย พร้อมลงรูปถ่ายหรือวิดีโอ หรือแถลงการณ์ที่ทำโดยคนอื่นแต่สนับสนุนการกระทำของคนร้าย

สิ่งที่สื่อมวลชนควรรายงานคือ รายงานข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับทัศนคติ, พื้นเพ และเจตนารมณ์ของผู้ร้ายแบบไม่เติมสีสันให้กับการกระทำของคนร้าย และในทางกลับกัน ควรให้น้ำหนักการรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเหยื่อหรือสดุดีเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการสื่อสารว่า ชีวิตของผู้บริสุทธิ์นั้นมีค่ากว่าการกระทำของคนร้าย

เมื่อประชาชนกำลังให้ความสนใจต่อข่าวที่น่าสลดใจ สื่อมวลชนจึงควรใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต, ความปลอดภัยสาธารณะ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องที่สามารถสนับสนุนเรื่องราวที่จะช่วยลดเหตุจูงใจในการลุกขึ้นมาก่อเหตุร้ายขึ้นอีกในอนาคต

ไล่เลียงดูดีๆมีข้อเสนอแนะมากมายที่เป็นเรื่องเก่าและใหม่ หากทุกองค์กรสื่อนำชุดความคิดทั้งในและต่างประเทศมาสกัดกันอีกรอบให้เป็นแนวปฏิบัติในการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนคงจะดีไม่น้อย

สำคัญว่า บรรดาสื่อสารมวลชน พร้อมให้ความร่วมมือ ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดหรือไม่”



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน