Columnist

ไวรัสสายพันธุ์คลั่ง(การเมือง)

3 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 11:28
ไวรัสสายพันธุ์คลั่ง(การเมือง)
เปิดอ่าน 975
คิดทวนกระแส
สถิตย์ ธรรม

ไวรัสสายพันธุ์คลั่งที่ฝังในสมองนักการเมืองไทยทุกวันนี้ ต่อให้คิดค้นยาใดขึ้นมาก็ยากรักษา

 

ผ่านมาเกือบสัปดาห์ สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน มีพัฒนาการขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากจำนวนผู้ติดเชื้อไปทั่วเมืองจีนแตะระดับหมื่นคนขึ้นไป  ในส่วนของประเทศต่างๆ จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีผู้เสียชีวิตภายนอกประเทศจีนเพิ่งได้รายงานพบที่ฟิลิปปินส์เป็นรายแรก ซึ่งเป็นชายชาวจีนเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น 

 

พัฒนาการตามมา เมื่อองค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ตัดสินใจประกาศให้เป็น”ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ”  ส่งสัญญาณไปถึงทั่วโลกให้ยกระดับการรับมือต่อโรคอุบัติใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับน้อยถึงปานกลาง องค์กรอนามัยโลกให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และยังเป็นการแจ้งไปถึงการแพทย์สาธารณสุขในการหาองค์ความรู้ใหม่ต่อการพิชิตโรคร้ายชนิดนี้

 

ในขณะที่ สาธารณสุขจีนกำลังคิดค้นวัคซีนกำหราบไวรัสอู่ฮั่น ปรากฎว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด รมต.เกษตรของจีนออกมารายงานว่า พบการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่มณฑลหูหนาน ซึ่งมีการกำจัดไก่ในพื้นที่ไปแล้ว 7.8 หมื่นตัว เพื่อจำกัดพื้นที่ไม่ให้ขยายวงกว้าง 

 

ครั้นสื่อต่างประเทศกระพือเหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้บรรดาผู้นำชาติต่างๆหันกลับเพ่งเล็งจีนอีกรอบ  เนื่องจากไม่อาจไว้วางใจการควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะประเทศในเอเชียต้องเตรียมการรับมือเช่นเดียวกัน  ไหนจะสถานการณ์ไวรัสอูฮั่นตามมาด้วยไข้หวัดนกคืนชีพอีก

 


 

ไข้หวัดนกเคยเกิดการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปี 2547  ยุครัฐบาลทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะสายพันธุ์  H5N1  ติดจากสัตว์สู่คน  มีสถิติบันทึกไว้ลองหาข้อมูลย้อนหลังพบการเสียชีวิตของเด็กและผู้ใหญ่ในไทย  

 

ถ้าจำไม่ผิด มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญออกมาเปิดโปงด้วยว่า รัฐบาลปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดทำให้ขาดมาตรการรับมือได้อย่างทันท่วงที ทำให้รัฐบาลทักษิณขณะนั้นเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น  ในที่สุด “เฮียแม้ว” ต้องพาคณะรัฐมนตรีออกมาโชว์ลีลารับประทานไก่ เรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้คนในประเทศและสื่อต่างประเทศ ว่าไก่ไทยปลอดภัยกันเลยทีเดียว

 

โรคอุบัติใหม่แต่ละโรคล้วนมีตำนานเกี่ยวโยงมาถึงฝ่ายบริหารบ้านเมืองในการกำหนดแนวทางแก้ไข  เกี่ยวโยงในแง่พิสูจน์การทำงานผู้นำประเทศในสถานการณ์วิกฤติ


 

กล่าวแบบนี้ เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำต่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองมีมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่โดนก่นด่าทางโลกโซเชียลมีเดียชนิดไม่บันยะบันยัง

 

ไม่ได้ลืมหูลืมตาหาข้อเท็จจริงกันก่อนต่อการแก้ปัญหาไวรัสโคโรนา ที่เพิ่มเติมเข้ามาก็ปล่อยข่าวเท็จ ข่าวลวงทำลายความเชื่อมั่นกระบวนการสาธารณสุขประเทศไทยเข้าไปอีก       

 

เป็นเรื่องน่าเสียใจครับ ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังทำหน้าที่สกัดกั้นเชื้อร้าย โดยเฉพาะทีมแพทย์สาธารณสุข ต่างทำหน้าที่ตรวจคัดกรอง ทำการดูแลรักษาผู้ป่วยเพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดขยายวงกว้าง ก็ยังถูกตำหนิติเตียน จากผู้ไม่รู้ข้อเท็จจริง   

 

เสียงสะท้อนจาก นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ  โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นตัวแทนคณะแพทย์ในการทำหน้าที่ต่อสู้ไวรัสโคโรนา จึงถูกส่งออกมา“ ผมกราบขอร้องพี่น้องประชาชน(เช่น โซเชียลมีเดีย) อย่ามุ่งแต่จะตำหนิพวกเราเลยครับ น้องๆ เราเหนื่อยมาก อดนอนข้าวไม่ได้กิน เราไม่ได้ขออะไรมาก  ขอรอยยิ้มและกำลังใจเท่านั้นครับ” 

 

ได้ยินได้ฟังถึงกับจุกแทน

 

สถิตย์  ธรรม ขอเป็นสื่อกลางไปถึง กลุ่มคนในสังคมที่ติดเชื้อบ้าทางการเมือง ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมมองอะไรเป็นการเมืองไปหมดหาทางโจมตีดิสเครดิต สร้างความขัดแย้ง  ด้วยการตั้งคำถามเชิงขอร้อง “ให้รอยยิ้มและกำลังใจต่อผู้ทำงานที่กำลังรับศึกใหญ่เหล่านี้ได้ไหมครับ “  

อยากให้มองสังคมชาติที่พัฒนา ยามที่เผชิญสถานการณ์วิกฤติ ทุกฝ่ายต่างร่วมแรงร่วมใจ ทั้งกองทัพ แพทย์พยาบาลเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อไปต่อสู้ไวรัสมรณะที่อู่ฮั่น มีการร่วมบริจาคสมทบทุน  เรียกได้ว่ามีวิธีไหนที่สนับสนุนให้กำลังใจก็ทำอย่างเต็มที่

 

ไม่มีหรอกที่จะเอาเวลามาชวนทะเลาะกันในยามประเทศชาติวุ่นวาย

 

ตัดภาพกลับมาประเทศไทย นี่ยังไม่ถึงขั้นการแพร่ระบาดขยายวงกว้างระดับหมื่นคนแบบจีน  แทบไม่เห็นหัวนักการเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ออกมาเสนอความคิดความเห็นในทางเป็นสาระประโยชน์

 

ทางตรงกันข้าม แกว่งปากขับไล่รัฐบาลทุกสามเวลาหลังอาหาร หน้ามืดตามัวเห็นวิกฤติเป็นโอกาส  ด้วยการนำประเด็น"ไวรัสโคโรนา"แพร่ระบาด ยัดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจซะนี่

 

อย่างว่าหล่ะครับ  เชื้อไวรัสโคโรนา สาธารณสุขทั่วโลกยังวิจัยค้นหาสูตรยาเพื่อทำการรักษา แม้แต่คณะแพทย์ไทยก็ยังได้รับการชื่นชมออกข่าวไปทั่วโลก ในการคิดค้นวิธีการหาสูตรยาจนทำให้ผู้ป่วยหายดี 

 

แต่สำหรับ "ไวรัสสายพันธุ์คลั่งที่ฝังอยู่ในสมองนักการเมืองไทย ต่อให้คิดค้นสูตรยาขึ้นมาได้ก็ยากรักษาให้หายขาด" 

 

แล้วนี่เตรียมไปพ่นน้ำลายในสภาซึ่งเต็มไปด้วยละอองฝอยที่มีแต่เชื้อคลั่งคอยโจมตีกันไปมาจนหาสาระไม่ได้ ก็น่าจะกระจายกลายเป็นโรคระบาดติดกันงอมแงมประจานสายตาประชาชน        

 

ช่างน่าสมเพทเวทนาเสียเหลือเกิน 

 

             



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน