Columnist

ตระหนักไม่ตระหนก

31 มกราคม 2020 เวลา 21:12
ตระหนักไม่ตระหนก
เปิดอ่าน 909
อสนีบาต

ต้องกลับมาสำรวจตนเองก่อน ได้ตระเตรียมดูแลสุขภาพตนเองพร้อมรับคำแนะนำจากสาธารณสุข 

 

…สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทำให้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ตัดสินใจเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ออกประกาศ ให้เป็น “ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ”

ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก นพ.เทดรอส อัธนอม เกเบรเยซุส  ให้เหตุผลสำคัญของการประกาศ”ภาวะฉุกเฉินโลก”   ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน แต่เป็นเพราะการพบผู้ติดเชื้อในประเทศอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ความกังวลที่สุดขององค์การอนามัยโลก คือหากไวรัสชนิดนี้ระบาดไปในประเทศที่มีระบบป้องกันด้านสาธารณสุขไม่ดีพอ จะทำให้ยากต่อการรับมือ

…คราวนี้ เมื่อประกาศ “ภาวะฉุกเฉินโลก “ หันกลับมาดูประเทศไทย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้สถิติพบผู้ติดเชื้อชาวจีนในไทยมาเป็นลำดับสองรองจากจีน  ทว่าตอนนี้ชาติอื่นกำลังแซงแล้วนะครับ   มิวายสังคมโซเชียลประเทศไทยประเภทตื่นตูมบวกกับเป็นโรคคลั่งการเมือง ออกมาถล่มก่นด่า พาลมาลงที่”รัฐบาลลุงตู่” เช่นเคย  ทำนอง  “เห็นมั๊ย WHO ประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลยังเชื่องช้าอยู่เลย “   

 


…ทำไงได้  ยุคเสพข่าวสารหน้าจอโทรศัทพ์เหมือนบริโภคอาหารจานด่วน นิยมอ่านสั้นๆใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสินโดยไม่ได้ติดตามในสาระรายเอียด  มิแปลกที่จะมีการผลิตข่าวลวง ข่าวปลอมมากมายแถมนำพาผู้คนหลงเชื่อ  ครั้นหน่วยงาน องค์กรสื่อเป็นที่ยอมรับเสนอข้อเท็จจริงกลับไม่เชื่อซะงั้น     

…ขอย้ำอ่านถ้อยแถลง WHO ให้ครบ ตั้งคำถามผลจากแถลงจะทำอย่างไรกันต่อ ในเมื่อสถานการณ์โรคชนิดนี้ติดต่อจากคนสู่คนจะรับมืออย่างไร  … อสนีบาต… ยกรักแร้แสดงความเห็น ระหว่างนี้ไม่ต้องรอรัฐบาล รอวิทยาศาสตร์การแพทย์วิจัยหาวัคซีนหรอกครับ กลับมาสำรวจตนเองก่อน ตระเตรียมดูแลสุขภาพหมั่นศึกษารับคำแนะนำจากทางสาธารณสุข 

โดยเฉพาะการสวมใส่หน้ากากอนามัย  กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาด  ไม่อยู่ในสถานที่แออัด นี่คือ เบสิคขั้นพื้นฐานตามหลักอนามัย  เป็นการปฏิบัติตนอย่างง่ายๆท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีแต่โรคอุบัติใหม่ชนิดที่ช่างอยู่ยากเต็มทน

… คราวนี้ กลับมาที่องค์กรอนามัยโลกอีกรอบ  WHOประกาศเพื่อให้ประเทศที่รายได้ต่ำถึงปานกลางและพัฒนาการสาธารณสุขไม่ดีพอได้รับการสนับสนุนก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนประเทศไทยอยู่ระดับไหนขออ้างอิงทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ อันเป็นสถาบันด้านการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกจัดอันดับไทยเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงด้านสุขภาพเป็นอันดับที่ 6 จากทั้งหมด 195 ประเทศและเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียในการเฝ้าระวังติดตามโรคระบาด ฉนั้นต้องมั่นใจต่อทีมแพทย์ของไทยในการสู้ไวรัสโคโรนาครั้งนี้เช่นกัน

 


....แถลงของWHO ต้องการให้คนทั่วโลกตระหนัก หาองค์ความรู้ใหม่ในการทำสงครามไวรัสชนิดนี้ พร้อมกับเปิดทางให้ได้รับคำแนะนำ จากWHOอย่างทั่วถึง เหนืออื่นใด WHO ต้องการความร่วมมือไม่ได้ต้องการให้เกิดการกีดกันแตกแยก  ทั้งย้ำเจตนาไม่ต้องการให้เลิกบินไปจีน ซึ่งตอนนี้มีประเทศทางยุโรปบางประเทศ เริ่มสั่งงดบิน ซึ่งWHOไม่ต้องการเช่นนั้น

… ตรงนี้ถึงบางอ้อ  ทำไมไทยยังเปิดน่านฟ้าให้จีน  แม้แต่อนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข เตรียมชงเรื่องของดวีซ่าชาวจีนมาประเทศไทยเข้าที่ประชุมครม.โดน “ลุงตู่” ซึ่งเพิ่งหายป่วยจากไข้หวัดธรรมดา เบรกไปเรียบร้อยแล้ว  

…ปิดท้ายให้ข้อมูลผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 60อัพ และมีโรคประจำตัวมาด้วย  ฉนั้นการแพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่นข้ามพรมแดนได้เร็วหากเทียบกับซาร์ส เมื่อ17ปีก่อน แต่อัตราการตายยังน้อยกว่าซาร์สที่เสียชีวิตทั่วโลกรวม 800 คน (ตอนนี้ผู้เสียชีวิตไวรัสอู่ฮั่น อยู่ในจีน 200 กว่าคน) ส่วนคนขับแท็กซี่ถือเป็นคนไทยรายแรกติดเชื้อไวรัสโคโรนาผลการตรวจรักษาอาการดีขึ้น  ก็มีคำถามตามมาอีกว่า แล้วผู้ที่อยู่ใกล้ชิดคนขับแท็กซี่ รวมไปถึงผู้โดยสารทีใช้บริการจะชะตากรรมเป็นอย่างไร 

... ปรากฎว่า ศูนย์ปฏิบ้ตการสถานการณ์ฉุกเฉิน สาธารณสุขก็ได้แถลงแจกแจง ได้ติดตามผู้อยู่ในความเสี่ยงกับแท็กซี่ ทั้ง 13 ราย มาเฝ้าดูอาการจนครบ โดยยังไม่พบว่า อยู่ในข่ายติดเชื้อแต่ยังเฝ้าดูต่อไป  คำถามว่า แล้วผู้โดยสารที่ใช้บริการหล่ะ ก็ได้คำตอบอีกว่า ตั้งแต่คนขับแท็กซี่ มีอาการไม่สบายก็มาพบแพทย์ และหยุดให้บริการทันที นั่นหมายความว่าไม่ได้ให้บริการผู้โดยสารตั้งแต่วันที่มีอาการ 

 

 นี่จึงเป็นข่าวดีในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่น่าเสียดาย กลับไม่ยักมีการขยายความเพื่อให้เกิดการตระหนักแต่อย่าตระหนก



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน