Columnist

นานาชาติเตรียมรับมือศึกสงครามและภัยธรรมชาติ ส่วนเมืองไทยหล่ะ

6 มกราคม 2020 เวลา 8:10
นานาชาติเตรียมรับมือศึกสงครามและภัยธรรมชาติ ส่วนเมืองไทยหล่ะ
เปิดอ่าน 2,391
อสนีบาต

สหรัฐ-อิหร่านเปิดศึก ออสซี่เผชิญไฟป่าส่วนนักการเมืองไทยยังแหกปากทวงคืนปชต.กันอยู่เลย

 

เปิดศักราช 2563 มาได้ไม่กี่วัน สังคมโลกเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ฟากหนึ่ง สหรัฐส่งเครื่องบินโจมตีสนามบินอิรัก เป็นเหตุให้ผู้บัญชาการทหารอิหร่านและอิรักเสียชีวิต สร้างความโกรธแค้นให้กับชาติตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก  

 

ผู้นำชาติยักษ์ใหญ่ อย่างจีน รัสเซีย  ยังต้องส่ายหน้าต่อปฏิบัติการดังกล่าว รวมไปถึงประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาเองไม่พอใจการกระทำของ โดนัลด์ ทรัมป์  ประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะจะเป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามครั้งใหม่ ล่าสุดอิหร่านชักธงรบเปิดปฏิบัติการเอาคืน 

 

เมื่อสถานการณ์บานปลายใครเดือดร้อนหล่ะทีนี้  หนีไม่พ้นประชาชนผู้บริสุทธิ์ของทั้งสองฝ่ายต้องบาดเจ็บล้มตาย ตึกรามบ้านช่องพังยับเยิน  เสียงเรียกร้องแห่งสันติภาพจะกลับคืนมาหรือไม่ 

  

เขยิบเข้ามาทางออสเตรเลีย ต้องประสพมหันตภัยไฟป่าลุกลามตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาถึงบัดนี้เผาผลาญพื้นที่ 2 รัฐไปแล้วกว่า 30 ล้านไร่  ถึงกับต้องอพยพประชากรออกจากพื้นที่  นักวิเคราะห์สถานการณ์ภัยธรรมชาติออกมาชี้ว่า นี่เป็นไฟล้างธรณีทีเดียว  ขณะที่ประเทศในอาเซียน กรุงจาการ์ตา  ประเทศอินโดนีเซีย เจอน้ำท่วมใหญ่รับปีใหม่ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 20 ราย  

        


 

หันกลับมาดูประเทศไทยกันบ้างปะไร ไม่ได้เป็นประเทศที่มีอิทธิพลระดับโลก รู้จักวางตัว ผูกมิตรมากกว่าสร้างศัตรู กระชับสัมพ้นธ์ได้กับทุกซีกโลก  จึงไม่ใช่ประเทศเป้าหมายของการถูกโจมตี  อีกทั้งไม่ต้องเผชิญไฟป่าหรือน้ำท่วมอย่างรุนแรง

          

ทว่า สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญภัยทางธรรมชาติที่มิอาจประมาทได้เลย นั่นคือ สถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปีที่แล้ว จนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่า ภัยแล้งปีนี้จะรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากปริมาณฝนที่ตกน้อยลง

 

ระยะหลังมานี้ รัฐมนตรีรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางน้ำจึงออกมาประชาสัมพันธ์ถี่ขึ้น มากกว่ารณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายแค้นเสียอีก  ตรงนี้ไม่รู้ว่า นักการเมืองพวกนั้นรู้สึกรู้สาอะไรบ้างกับสัญญาณแรงจากธรรมชาติที่กำลังเข้ามาเล่นงานประเทศไทย หรือเอาแต่ตะบี้ตะบันเล่นเกมการเมืองอยู่อย่างนี้   

        

เอาหล่ะ! เพื่อให้เห็นสถานการณ์ในภาพรวม  ขอนำข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ปัจจุบันแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 49,789 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61% เป็นปริมาณน้ำใช้การ 25,714 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 44% แบ่งเป็น แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ20,738ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น  44%

           

เขื่อนขนาดใหญ่14 แห่งที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ได้แก่ เขื่อนแม่กวง เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแม่มอก เขื่อนทับเสลา เขื่อน กระเสียว เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนหนองปลาไหล

          

ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลาง 354 แห่ง จากทั้งหมด 660 แห่งที่มีระบบติดตามได้ พบว่า อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังน้ำน้อยจำนวน 91แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 29 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง ภาคตะวันออก 10 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง

          


 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ป.ภ.) ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง ในเขต 13 จังหวัดได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ นครราชสีมา กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และอุทัยธานี ไปแล้วนะครับ

           

ทั้งปริมาณน้ำน้อยลง ทั้งจำนวนจังหวัดประสบภัยทยอยเพิ่มขึ้น ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ  ถ้าไม่มีการเตรียมตัวป้องกัน ไม่มีการวางแผนจัดสรรน้ำกันแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะเอาไม่อยู่  ฉนั้นตอนนี้ ทุกหน่วยงานกำลังระดมสรรพกำลังกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้น้ำอย่างทั่วถึง 

           

กรมชลประทาน จัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พร้อมเครื่องสูบน้ำ รถยนต์บรรทุกน้ำ และเครื่องจักกลอื่นๆตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งอย่างเพียงพอ  กระนั่นสิ่งสำคัญสุด อยู่ที่พี่น้องประชาชนต้องตื่นตัว ตระหนักรู้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย

          

… อสนีบาต…สื่อสารออกไป ด้วยหวังว่าจะไปถึงบรรดานักการเมืองที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนจะได้ออกมาช่วยกันรณรงค์ เตรียมพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่อีกแรงหนึ่ง   

        

อาจเป็นความหวังลมๆแล้งๆสำหรับคนพวกนี้ครับ  แต่ขอเตือนกันไว้  ถ้ามัวแต่นั่งห้องแอร์ แหกปากจ้องจะซักฟอกดิสเครดิตกันรายวัน  ส่วนอีกด้านเอาแต่ปลุกม็อบทวงคืนประชาธิปไตยซ้ำซาก  โดยไม่ได้หันกลับไปมองภัยทางธรรมชาติมาเยือน ก็คงไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย รังแต่ซ้ำเติมสถานการณ์ชาติให้ถดถอยเข้าไปอีก  

         

เมื่อถึงวันขาดน้ำเมื่อไหร่  ก็ไม่มีน้ำลายไปท่วมสภาเมื่อนั้นหล่ะครับ    

          



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน