Columnist

"เราเริ่มต้นด้วยความหวังและท้าทายแต่จบลงอย่างไร้อนาคต"

30 ธันวาคม 2019 เวลา 8:50
"เราเริ่มต้นด้วยความหวังและท้าทายแต่จบลงอย่างไร้อนาคต"
เปิดอ่าน 1,175
อสนีบาต

แทนที่จะหาทางแก้ไขปัญหาภายในแต่กลับปลุกระดมนี่หรือคือการมาเพื่อความหวังสร้างอนาคต  

 

พุทธศักราช 2562 กำลังขยับผ่านพ้นเตรียมก้าวสู่พุทธศักราช 2563  ในอีกไม่ช้านี้นะครับ หลายต่อหลายท่านเดินทางกลับภูมิลำเนาได้พบพ่อเฒ่าแม่แก่ ร่วมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี

        

ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ กรุณาตรวจเช็คอุปกรณ์เครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง  พึงระลึกเสมอ “ เมาไม่ขับ จะหลับก็พัก“  เพื่อผู้ร่วมเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว ผู้โดยสารที่เดินทางมาด้วยถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพปลอดภัย

       

ตลอดปี 2563 มีเหตุการณ์มากมายผ่านเข้ามากระทบชีวิต ได้ยินแต่ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีกระมัง ทั้งเศรษฐกิจไม่ดีบ้าง โรงงานปิดตัว ผลประกอบการไม่ได้ตามเป้า หนักเข้าถึงขาดทุน  เงินในกระเป๋าไม่พอใช้  ทุกวิชาชีพดูจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขัดสน

        

ตรงนี้ต้องเตือนตนพร้อมรับมือตลอดเวลา โลกเปลี่ยนแปลงเร็วด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแทนที่มนุษย์  จึงต้องปรับตัวเรียนรู้ให้ทัน

 

 อย่างไรก็ตาม อย่าจมอยู่กองทุกข์นาน เดี๋ยวขึ้นวันใหม่แล้ว ระลึกเสมอว่าในเมื่อยังมีลมหายใจต้องลุกขึ้นสู้ ยืนหยัดก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความเข็มแข็งนะครับ

        

สิ่งสำคัญคือ การใช้ชีวิตพอเพียง ไม่สุรุ่ยสุร่าย  ประกอบสัมมาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตย่อมนำพาชีวิตให้อยู่รอดไปได้ ต้องเป็นกำลังใจให้กันและกัน

        

 


 

ภาวะการเจริญโตทางเศรษฐกิจจะกระเตื้องหรือไม่ ก็ต้องมองไปถึงปัจจัยทางการเมืองด้วยเป็นไปในทิศทางบวกหรือลบ สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยหรือไม่   

      

พิจารณาในรอบปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองเพิ่งเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน จากคณะทหารภายใต้ชื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการลงมติของพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศทำให้มีการกำหนดกติกาเลือกตั้ง

       

การเลือกตั้งเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา จึงได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีวุฒิสภา และมีฝ่ายบริหารซึ่งเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย โดยผู้เข้ามาเล่นตามกติกา ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ก็มีทั้งนักการเมืองรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ แถมประเดิมใช้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย เสียด้วย ก็ดูจะมีอะไรต่อมิอะไรใหม่ไปซะทั้งหมด  

       

โดยเฉพาะการมีพรรคการเมืองใหม่ อย่างเช่น พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ภายใต้การนำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนคต. ได้รับเลือกส.ส.เข้าสภาถึง 80 คน และเป็นส.ส.ใหม่ถอดด้ามเสียเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ  พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์  หรือ แม้แต่พรรคเพื่อไทย  ที่มีคนหน้าเดิมๆ ขยับขยายย้ายพรรคกันไป บางรายมาจากพรรคเพื่อไทยย้ายมาพรรคฝั่งรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ     

        

แม้รัฐบาลบริหารบ้านเมืองมาได้แค่ห้าเดือน  มีผลงานเป็นที่สัมผัสได้ แต่มิวายถูกฝ่ายตรงข้ามจ้องโจมตีไร้ผลงานบ้างหล่ะ ผู้นำไม่ประสีประสาบ้างหล่ะ แต่สิ่งที่ประจักษ์ชัด คือ การประคับประคองบ้านเมืองให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นข้อเปรียบเทียบได้ชัดในช่วงรัฐบาลคสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนแต่รัฐบาลปัจจุบันไม่มีมาตรา 44 แต่ก็อาศัยกฎหมายปกติ ในการดูแลความสงบเรียบร้อยผ่านพ้นไปได้  

         

แต่ถ้าตราบใด บ้านเมืองวนเวียนกลับมาสู่ความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อนั่น ย่อมซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต้ช้า ยิ่งชลอตัวลงไปอีก

 

นี่อย่าลืมว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาอยู่เลยนะครับ ซึ่งตามปฏิทินถ้าไม่มีความแปรปรวนวุ่นวายก็น่าจะผ่านมาบังคับใช้ในปีหน้า

         

ทำให้คาดการณ์ไปถึงปี 63  สถานการณ์ทางการเมืองจะอยู่ในสภาพที่รัฐบาลควบคุมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเหมือนช่วงที่เข้ามาบริหารใหม่ๆได้หรือไม่

         

 


 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ เริ่มมีดาวยั่วเกิดขึ้น ปลุกปั่นสร้างความเชื่อในรูปแบบต่างๆ ให้ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนไปจากความเป็นจริง หนักเข้าพยายามลดความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม 

 

เหล่านี้ ล้วนเกิดจากฝ่ายที่พลาดพลั้งต่อกฎกติกา และโดนกระบวนการยุติธรรมลงโทษ แต่กลับไม่ยอมรับ จึงปลุกระดมผู้คนให้มาเล่นเกมนอกสภา การปลุกระดมดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับผ่านนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ควรจะเป็นความหวังของประเทศชาติตามที่ตนเองปราศรัยไว้ แต่เอาเข้าจริงกับเลือกเล่นข้างถนนซะงั้น        

         

น่าเสียดายความเป็นคนรุ่นใหม่ เลือกที่จะเข้ามาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย กลับสร้างความฉ้อฉลต่อการเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการถือครองหุ้นสื่อ ขัดต่อคุณสมบัติการเป็นส.ส. ครั้นศาลรธน. วินิจฉัยว่ามีคุณสมบัติการเป็นส.ส.ขัดต่อรธน. ต้องพ้นจากความเป็นส.ส. 

            

มิพัก ยังหาญกล้าโยกย้ายถ่ายเทเงินให้พรรคกู้ ยิ่งสร้างความชีช้ำทำลายพรรคตนเองเข้าไปอีก เมื่อเรื่องทั้งหมดถูกตรวจสอบและส่งเรื่องให้ ศาลรธน.รอวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองหรือไม่ 

        

ความผิดซ้ำซากเพราะทำตนเองแท้ๆ โดยมีมือกฎหมายระดับอภิมหาศรีธนญชัยเรียกพี่ชี้ทางออกพิสดารให้จึงพาพรรคก้าวสู่หุบเหวลึก

 

แทนที่ยอมรับความผิดพลาดเร่งหาทางแก้ไขปัญหาภายใน  แต่กลับออกมาปลุกระดมผ่านสื่อโซเชียลหวังให้คนรุ่นใหม่หลงเชื่อเป็นแนวร่วมสร้างความวุ่นวาย

           

พฤติกรรมที่แสดงออกมารังแต่จะนำพาคณะหมดอนาคตทางการเมืองไปเรื่อยๆ  นี่หรือคือการประกาศเมื่อต้นปี เข้ามาด้วยความหวังและท้าทายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี

แต่สุดท้าย ธาตุแท้ก็ปรากฎออกมาไม่ต่างกับนักปลุกระดมข้างถนนนี่เอง  

  

       



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน