Columnist

ความซ่อนอยู่ในฉายารัฐบาล

26 ธันวาคม 2019 เวลา 8:15
ความซ่อนอยู่ในฉายารัฐบาล
เปิดอ่าน 1,404
อสนีบาต

สิ่งหนึ่งที่ดูจะถูกมองข้ามเช่นกัน คือ คำอธิบายของสื่อมวลชนในการตัดสินใจตั้งฉายาในปีนี้

         

ไม่ว่าจะเป็น  “รัฐบาลเชียงกง”  รัฐบาลเรือเหล็ก  รัฐนาวาปะผุ หรือ รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ สุดแท้แต่จะหยิบยกขึ้นมาเอ่ยถึง

 

ไม่ว่าจะเป็นฉายาเฉพาะตัวของพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม  ซึ่งถูกประทับตราเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนทำเนียบรัฐบาลว่า “อิเหนาเมาหมัด”

 

หรือไม่ว่าจะเป็นอีก 10 รมต.ที่ได้รับฉายากันถ้วนทั่วทุกตัวคน  ซึ่งก็ดูไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลอดีตที่ผ่านมา มีนักการเมืองระดับชั้นนำได้รับเลือกให้มีฉายาประจำตัว  

 

อย่างเช่น  "ชวน หลีกภัย" ผู้ได้ฉายา  "ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง"  ชนิดที่คอการเมืองจดจำกันมาถึงทุกวันนี้  รวมไปถึง ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้หลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งมีฉายาแต่ละปีแตกต่างกันไป อย่างเช่น  “เศรษฐีเหลิงลม”  , “ เทวดา”,  “ผู้นำจานด่วน”  , “พ่อมดมนต์เสื่อม”

       

เหล่านี้ ล้วนผ่านการขบคิด เสนอชื่อขึ้นบนกระดาน พร้อมเปิดให้มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนกันไปมาในที่ประชุมสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล

 

ในอดีตไม่ใช่ถกเถียงกันแค่วันเดียว บางรายกว่าจะได้ฉายา ต้องขุดคุ้ยหาข้อมูลนำมาเสนอโน้มน้าวที่ประชุมกันเป็นเวลาหลายรอบก็เคยมี  ก่อนลงมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ให้ออกมาเป็นฉายารัฐบาล ฉายานายกฯ รวมไปถึงวาทะแห่งปี

 

นอกจากเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น  แต่หลักใหญ่ใจความต้องการสะท้อนภาพการทำงานของรัฐบาล  สะท้อนถึงบุคลิกลักษณะของข้าราชการการเมืองที่เข้ามาสู่อำนาจในการบริหารประเทศในรอบปีที่ผ่านมาออกมาเป็นฉายา  เพราะอย่าลืมว่า สื่อมวลชนทำเนียบฯถือได้ว่าติดตามการทำงานนักการเมืองเหล่านี้อย่างใกล้ชิดที่สุด

 

 


 

เมื่อฉายาถูกเผยแพร่ออกไปย่อมมีทั้งคนถูกใจและไม่ถูกใจ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  โดยเฉพาะบุคคลที่ถูกตั้งฉายาในลักษณะไม่โสภาสถาพรสักเท่าไหร่นัก  ดูจะอารมณ์บ่จอย แบบว่าไม่ตลกด้วยกับสื่อมวลชน 

         

อย่างว่า "มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์"จึงต้องมีอารมณ์ความรู้สึกกันบ้างเหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์  ผู้ได้รับเกียรติระดับสองเด้ง ทั้งฉายา ”รัฐบาลเชียงกง”  ราวกับอะไหล่รถยนต์มือสอง นำมาประกอบร่างขับเคลื่อนไปข้างหน้า

 

ตามมาด้วย ความเป็นตัวตน “อิเหนาเมาหมัด” โดยที่สื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลให้ความหมายว่า นำมาจาก “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”   แทนที่จะเป็นผู้นำในยุคสรรหาสิ่งใหม่ สร้างการปฏิรูปประเทศ แต่สุดท้าย ก็เป็นผู้นำพึ่งพา บุคคลหน้าเดิมทางการเมืองเต็มไปด้วยข้อครหานินทา มาร่วมกันบริหารประเทศอะไรทำนองนั้นหล่ะท่าน   

 

ก็ต้องออกอาการฉุนเฉียว ส่งสายตาเขม่นสื่อมวลชนทำเนียบฯกันบ้าง แต่ไม่ใช่จะผูกใจเจ็บไปตลอด   

       

ดังเห็นได้จากช่วง1-2วันที่ผ่านมา  “ลุงตู่” กลับมาจ๊ะจ๋านักข่าวเช่นเดิม  ล่าสุดจากการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา อดไม่ได้จะหยิบเรื่องฉายา ขึ้นมาเหน็บแนมแบบแช่งกลายๆสื่อมวลชน   " ใครจะตั้งฉายา ก็ตั้งไปเถอะ ขอให้ปวดท้อง"  

   


     

ท่ามกลางบรรยากาศที่มีทั้งความสรวลเสเฮฮา ความตลกขบขัน แต่หารู้ไม่ว่า คนที่ได้รับฉายาจะปล่อยผ่าน โดยไม่ได้นำกลับไปคิดทบทวนหาคำตอบว่าทำไมถึงต้องได้รับฉายา และต้องหาทางปรับปรุงแก้ไขอะไรหรือไม่ 

        

เท่าที่…อสนีบาต…สดับตรับฟังการแถลงของพล.อ.ประยุทธ์  ภายหลังการประชุมครม. กล่าวถึงการได้รับฉายารัฐบาล  ประหนึ่งว่า "ลุงตู่" กลับไปคิดทบทวนหลังจากหน้าบึ้งกับสื่ออยู่นาน ด้วยการหาเหตุผลมาหักล้างกับสิ่งที่ถูกยัดเยียดให้เป็น“ รัฐบาลเชียงกง”

   

“ถ้าประชาชนเลือกมา ผมก็ไม่มีตัวเลือกมากนัก ไม่สามารถจะทำอย่างอื่นได้ ผมต้องบริหารงานให้ได้ ด้วยวิธีการทำให้เขาเข้าใจการทำงานของรัฐบาล ถ้าบอกว่าอยากให้คนใหม่เข้ามา ต้องไปดูว่าคนใหม่นั้นเป็นอย่างไร เขามาแล้วจะทำอะไรบ้าง ทำได้หรือเปล่า บ้านเมืองจะเสียหายหรือเปล่า ผมอาจมองในมุมของความมั่นคงด้วย ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ จะทำอย่างไรให้ทุกอย่างอยู่คู่กับประชาชนคนไทยไปนานตราบเท่านาน”  พล.อ.ประยุทธ์  แถลงภายหลังประชุมครม. เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.  

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ดูจะถูกซ่อนไว้โดยไม่มีใครหยิบขึ้นมาพูดถึงมากนัก แต่กลับหยิบยกเฉพาะฉายาเอาไปเป็นเครื่องมือตอบโต้ทางการเมือง นั่นก็คือ คำอธิบายของสื่อมวลชนในการตัดสินใจตั้งฉายาหลังเว้นว่างมานาน 

 

คำบรรยายของสื่อทำเนียบฯ ถึงเหตุผลการตั้งฉายาถูกอธิบายในบรรทัดแรกๆ  โดยระบุว่า  …แต่ด้วยประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย และ มีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงทำให้ว่างเว้นไม่ได้ตั้งฉายามา 6 ปี ดังนั้นในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ประชุมและมีมติตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และ วาทะแห่งปี ประจำปี 2562 “

              

พอเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า แม้แต่สื่อมวลชนทำเนียบฯ ยอมรับว่าบ้านนี้เมืองนี้ได้กลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยมีรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้ง มีเสรีภาพของการแสดงความคิดความเห็นกลับมาแล้ว  จึงเป็นเรื่องสมควรในการตั้งฉายาในปีนี้

 

แม้หน้าตาคนเป็นนายกฯครั้งนี้ จะละม้ายคล้ายเหมือนหัวหน้าคสช.ที่เข้ามายึดอำนาจในช่วงมีรัฐบาลประชาธิปไตยก็ตาม  แต่คนที่เป็นนายกฯ เป็นรัฐบาลปัจจุบันก็ล้วนผ่านการเลือกตั้ง เข้าหลักเกณฑ์การตั้งฉายาตามที่สื่อมวลชนกำหนดไว้ 

 

อดแปลกใจไม่ได้ ขณะที่สื่อมวลชนยังยอมรับถึงการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งผ่านการตั้งฉายา แต่กับนักการเมืองยุคเก่าและยุคใหม่บางกลุ่ม ยังคงร้องแรกแหกกระเชอ เรียกร้องประชาธิปไตยทุกสามเวลาหลังอาหาร ยังคงเดินสายแก้รธน. ประกาศโครมๆแถวลานสกายวอร์ค “ ประชาธิปไตยจงเจริญ เผด็จการออกไป”   

 

ทั้งๆที่ พวกเขาเหล่านั้นผ่านกระบวนการเลือกตั้งเข้ามาด้วยกันแท้ๆ แต่กลับมีความพยายามสร้างวาทกรรม ความเชื่อ ฝังเข้าไปในสมองประชาชนให้เกิดความเกลียดชังแบ่งฝ่าย 

 

นักการเมืองพวกนี้ก็ดูจะน่ากลัวกว่าเผด็จการเสียอีกครับ  



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน