Columnist

“จุดอ่อน”บิ๊กตู่”สู่จุดดำดิ่ง”ธนาธร”

16 ธันวาคม 2019 เวลา 07:59 น.

เปิดอ่าน 2818
อสนีบาต

ผลตอบแทนแกนนำมวลชนที่อ้างว่าทำเพื่อ”ประชาธิปไตย” ไม่มีใครรอดบ่วงกรรมความผิด

 

ระยะเวลาสี่ห้าปี ถือว่าไม่นานนะครับ นับตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลมหาประชาชน ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ปรากฎการณ์ปลุกระดมสร้างม็อบกลับมาอีก  ด้วยน้ำมือของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

 

 นับเป็นห้วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังก้าวไปด้วยความสงบสุข แต่มิวายด้วยกมลสันดานของคนที่เรียกได้ว่าเป็น”นักการเมือง” หาเรื่องปลุกระดมให้ผู้คนเกิดความขัดแย้ง

               

บ้านนี้เมืองนี้ ไม่ต้องรบพุ่งกับใครที่ไหนหรอกครับ  ยามสงบนักการเมืองในชาติหาเรื่องทะเลาะกันเอง ปลุกปั่นผู้คนให้เกิดความแตกสามัคคี

                 

อยากเล่าถึงชะตากรรม”ผู้ปลุกปั่น”และ”ผู้รอจังหวะ”สักหน่อย  กรณีการเกิดขึ้นของมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของ “สุเทพ”  มูลเหตุจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ที่มีความพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมคนโกง ผู้คนจึงพร้อมใจออกมาแสดงพลังเป็นล้านคน  ส่วนฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องมีผู้ออกมาปกป้องอำนาจเช่นเดียวกัน นั่น คือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง

                 

ทั้งสองกลุ่ม ตั้งป้อมปราการรอจังหวะเผชิญหน้าโดยมีการกระทบกระทั่งเป็นระยะๆ ด้วยมือที่มองไม่เห็นทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต

                

ก่อนที่สถานการณ์บานปลายมากกว่านี้ ในที่สุด”ผู้รอจังหวะ”ก็มาด้วยสูตรเดิมกล่าวคือ “ทหาร” ยึดอำนาจ ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดกติกาเลือกตั้งจนได้นักการเมืองทั้งหน้าเดิมหน้าใหม่เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ

                 

ส่วนบรรดา”แกนนำมวลชน” ผู้ใดกระทำการละเมิดสิทธิผู้อื่น สร้างความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน สถานที่ราชการ ต่างต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

               

แม้แต่แกนนำมวลชนตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณผ่านมาจนถึงป่านนี้ ต้องติดคุกติดตาราง  บางรายยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่เลย  บางรายถูกศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการเผาบ้านเผาเมือง ถึงกับต้องเตรียมตัวประกาศล้มละลาย  

               

“นี่คือผลตอบแทนแกนนำมวลชนที่อ้างว่าทำเพื่อ”ประชาธิปไตย”  ไม่มีใครรอดบ่วงกรรมความผิดแม้แต่คนเดียว ยกเว้น “นาย” ของพวกเขาเท่านั้น 

             

 

ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ กรณี “ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้คนเห็นทนโท่กระทำการฝ่าฝืนกฎกติการัฐธรรมนูญจนต้องมีคดีความ ตั้งแต่การถือครองหุ้นสื่อขัดคุณสมบัติการเป็นส.ส. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพ  และกำลังพาเหล่าคณะพรรคอนาคตใหม่เข้ารกเข้าพงจากการปล่อยเงินกู้ให้พรรค ซึ่งอาจถึงขั้นต้องยุบพรรค

             

แต่ก็ชิงจังหวะขอลงถนนจัดชุมนุมด้วยการออกตัวทันที “ไม่ได้ชุมนุมเพื่อตนเองแต่มาชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย” ทั้งที่บ้านนี้เมืองนี้เพิ่งผ่านการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย  พรรคอนาคตใหม่ก็ได้รับเลือกตั้งมีส.ส.เข้าสภาถึง 70-80 คนมิใช่หรือ

             

สถานการณ์มาถึงจุดย้อนเวลากลับไปหาคสช.ได้อย่างไร  ทั้งที่มันเกิดจากปมปัญหาความบกพร่องเฮงซวยตามที่ตนเองก่อไว้แท้ๆ  แต่กำลังทำให้คนในพรรคเดือดร้อน และกำลังทำให้คนในชาติวุ่นวายไปด้วย

            

ผลิตวาทกรรมปลุกระดม”ทวงคืนประชาธิปไตย”  เลยเถิดให้ผู้คนในชาติออกมา “ขับไล่นายกรัฐมนตรี”  ….เฮ้ย! อย่างนี้ก็ได้เหรอ 

           

…อสนีบาต…ได้มีโอกาสติดตาม “ธนาธร” ไปร่วมชุมนุมที่ลานสกายวอล์ก ปทุมวัน ด้วยเหตุต้องการรู้แจ้งเห็นจริง ต่อความพยายามของ “นักการเมืองผู้สะสมคดีความ”  ก็อาจต้องยอมรับกระบวนการปลุกมวลชน เขามีความสามารถในด้านการสื่อสารโลกยุคใหม่ผ่านการสร้างชุดความคิดให้เกลียดชังรัฐบาลอย่างเป็นระบบ

           

จากการสดับตรับฟังผู้ร่วมชุมนุมสนทนาผ่านสองรูหู จึงมีทั้งการด่าทอ โจมตีรัฐบาลด้วยถ้อยคำรุนแรงราวกับโกรธเกลียดกันมาหลายร้อยปี(เป็นไปได้อย่างไร)  กล่าวพาดพิงมือกฎหมายข้างกาย กล่าวโจมตีกกต. และอะไรต่อมิอะไรที่ล้วนถูกผลิตขึ้นมาผ่านสื่อโซเชียลก่อนหน้านี้ ให้เห็นดำเป็นขาว ให้เห็นขาวเป็นดำ ตามที่นักปลุกระดมต้องการ

           

ตรงนี้อาจต้องย้อนกลับไปดูรัฐบาลเช่นกัน เพราะความอ่อนด้อยของหน่วยงานในกำกับของรัฐ ไม่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารสร้างความเข้าใจอันดี จะกล่าวว่าไม่ทำงานก็แรงเกินไป เอาเป็นว่า” ทำ” แต่ช้ากว่ากลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่นัก  สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ผู้คนมีความเข้าใจผิดและไหลหลงไปกับชุดข้อมูลของผู้ที่อ้างตนว่า มาเพื่อปกป้อง”ประชาธิปไตย” บังหน้า

           

นี่เป็นโจท์ที่รัฐบาลประชาธิปไตยของ”บิ๊กตู่”ต้องรีบแก้ให้ทัน ก่อนจะลุกลามขยายวงกว้างมากกว่านี้ โดยเฉพาะชุดข้อมูลในระดับก้าวล่วงสถาบัน

         

แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ถึงจุดพีคสุดของเรื่องย่อมกลับไปสูตรเดิมตามที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นหล่ะท่าน

 

ส่วน “ธนาธร ” ก็จะมีชะตากรรมไม่ต่างกับศิษย์เก่าแกนนำม็อบมวลชนทั้งหลาย