Columnist

ปัจจุบัน+อนาคต=พรรครวมการเฉพาะกิจ

12 ธันวาคม 2019 เวลา 02:36 น.

เปิดอ่าน 1418
อสนีบาต

ธนาธรและผองเพื่อนพาอนค.มาสู่จุดตกต่ำขนาดนี้ ถ้าไม่รู้ตัวเกิดจากตนเองกระทำก็แย่แล้ว

 

 ถนนสายการเมืองของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และผองเพื่อนที่ก่อตั้ง”พรรคอนาคตใหม่” ยังคงเต็มไปด้วยเส้นทางอันแสนหฤโหด

            

ภายหลัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปม “ธนาธร” ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินของตนเอง 190 กว่าล้านบาท เป็นการ "ฝ่าฝืน" หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 72  ในพ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองปี 60   ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่งพรป.พรรคการเมือง

 

ไม่รู้จะพร่ำเตือนอย่างไรดี  ครั้นบอกตอนนี้มันสายไปเสียแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น อันเป็นผลจากการกระทำของตนเองส่งต่อมาถึง”พรรคอนาคตใหม่” ต้องเตรียมรับหายนะไปตามๆกัน

           

เดือดร้อนไปถึงกรรมการบริหารพรรค 15 คน ที่หากศาลรธน.วินิจฉัยยุบพรรค ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี โดยเทียบเคียงกับกรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ 

           

เดือดร้อนไปถึง ส.ส.ในสังกัด 70 -80 กว่าชีวิต ต้องเตรียมตัววางแผนหาสังกัดพรรคใหม่ ราวเห็บกระโดด   โดยที่มีเสียงเล็ดรอดออกมาบ้างแล้วถึงการเล็งหาพรรคสังกัดไว้ในใจ ก็คงต้องเป็นไปตามกระบวนการ เมื่อวันนั้นมาถึง

            

อีกอย่าง ส.ส.จำนวนหนึ่ง ในอนค. ต่างรู้ดีว่า การก่อกำเนิดพรรคอนค. เกิดขึ้นจาก คนไม่กี่คนที่อยากเข้ามา"เล่นของร้อน"ในโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

            

โดยไม่ได้อินังขังขอบกับการอยู่รอดปลอดภัยของสมาชิกพรรค  เหมือนตั้งขึ้นมาเพื่อการเฉพาะกิจ เพื่อทำภารกิจอันท้าทายอย่างที่สาธารณชนได้ประจักษ์

 

ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมกระทบกระเทียบถึงสถาบันเบื้องสูง จากการสร้างเงื่อนไขในสภาด้วยการคว่ำพรก.ส่วนพระองค์ฯ  จากการหยามหยาบรธน.เฮงซวยทุกมาตรา  จากการผูกขาดความเป็นประชาธิปไตยโดยมองผู้เห็นต่างเป็นเผด็จการ ต้องโค่นล้ม   

 

โดยที่ ส.ส.ใต้ชายคาต่างทำใจกันล่วงหน้ากับการกระทำของกลุ่มชนชั้นในพรรคไม่กี่คน  ถึงกับต้องเก็บความอดทนอดกลั้น สวดภาวนาอยู่ทุกวัน “ ยุบหนอพองหนอ “

           

กฎแห่งกรรมนั้นมาเร็ว เหตุเริ่มตั้งแต่ ธนาธร และผองเพื่อนผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน ริอยากเข้าสู่สนามการเมือง จึงจัดตั้งพรรคการเมืองในนาม “พรรคอนาคตใหม่”  คัดสรรเลือกบุคคลากรลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสื่อสาร มีมือไม้ด้านโซเชียลมีเดียอยู่รอบกายทำการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์กระจายทุกแพลทฟอร์มให้เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย โน้มน้าวดึงดูดให้ผู้คนไหลหลง”พ่อฟ้า” จนได้ผู้แทนฯเข้าสภาจำนวนมาก 

          

ทว่า “ธนาธร” และกลุ่มชนชั้นของเขา กลับตายน้ำตื้น พลาดในแง่กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  

           

หรือกล่าวกันตรงๆ ”เป็นการกระทำอันมีเจตนาท้าทายของคนรุ่นใหม่ทางการเมือง”  เพราะกฎกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งประกาศบังคับใช้กับทุกคน  กับทุกพรรคการเมือง ต่างต้องตระเตรียมตัวให้เข้าอยู่ในกรอบคุณสมบัติ  จึงสามารถผ่านการกลั่นกรองทั้งจากมติมหาชน ผ่านองค์กรตรวจสอบอย่างกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)  หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง เข้าไปทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ

         

 

 

ปรากฎการณ์ ธนาธรและชาวคณะก้าวสู่จุดตกต่ำ จงอย่าได้โทษว่าเป็นเพราะมีมือที่ไม่มองไม่เห็นผลักไสลงสู่ห้วงหุบเหวลึก  จงอย่าได้แถลงด้วยเนื้อหาเดิมๆว่านี่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

                

ถ้าโทษโน้นโทษนี้ ก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า  แล้วบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีคดีค้างคาอยู่ในกกต.บ้าง  ศาลรัฐธรรมนูญบ้าง รวมถึงองค์กรยุติธรรมซึ่งมีทั้งการอ่านคำพิพากษาชี้ขาดกันไปแล้ว  ทั้งต้องติดคุกติดตารางก็มี  ทั้งต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งก็มี  ทั้งยุบพรรคก็มีมาแล้ว  

             

คนและพรรคเหล่านั้นถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมกระนั้นหรือ  แต่องค์กรตามกระบวนการยุติธรรมล้วนทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบซึ่งไม่ใช่แค่พรรคอนาคตใหม่แต่ติดตามตรวจสอบทุกคนทุกพรรคเพื่อให้อยู่ในกรอบกติการัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน   

            

ควรย้อนกลับมาสำรวจตัวเองและเหล่าคณะกันดีกว่ามั้ย  ซึ่งแม้มาถึงตอนนี้ อาจยังพอมีเวลาบอกกับตัวเองต้องรอบคอบ ต้องเคารพกระบวนการกฎหมายดีกว่า  แม้วันนี้จะอนาคตดับ แต่เพื่อประโยชน์สำหรับคนรุ่นต่อๆไปที่ยังอยู่และต้องการสร้างอนาคตใหม่ในอีก สิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า (กรณีพ้นการตัดสิทธิทางการเมือง )

        

“ธนาธร” ต้องพ้นสภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะการถือครองหุ้นสื่อ ขัดต่อคุณสมบัติการเป็นส.ส ซี่ง “ธนาธร” ไม่ใช่คนแรก แต่มีผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคอนาคตตใหม่ก่อนหน้านี้ ถูกศาลรธน.วินิจฉัยไปแล้ว และยังมีอีกหลายคนในหลายพรรคที่คดีค้างอยู่ในศาลรธน.

           

หากแต่การโยกย้ายถ่ายเทหุ้นสื่ออย่างมีพิรุธ เจตนาไม่สุจริต  ซึ่งปมการถือหุ้นวีลัคฯ ก็ยังเป็นประเด็นต่อเนื่องที่จะต้องรอให้กกต.ส่งศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เป็นเวลา 20 ปี

     

 

มาถึงคดีล่าสุด ตามที่กกต.ส่งคำร้องให้ศาลรธน.ยุบพรรค ก็เห็นทนโท่ กม.พรรคการเมืองมาตรา 72  ระบุว่า "ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

       

ธนาธร เคยบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2562 โดยยอมรับว่าได้ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงินจำนวน 110 ล้านบาท ในการดำเนินกิจกรรมของพรรคช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

 

 และ พรรณิการ์  วานิช  โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า พรรคได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายธนาธรจริง จำนวน 250 ล้านบาท แต่ไม่ตรงกับตัวเลขในสัญญากู้ยืมที่ "ธนาธร" แจ้งบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ทั้ง 2 ฉบับ ( ก็เพิ่มไปหน่อย จากการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. ประกาศชัดว่าให้พรรคกู้เงิน )

 

หลักฐานเอกสารพยานบุคคล ชัดแจ้งแดงแจ๊  มีกฎบัตรกฎหมายคอยกำหนดกรอบกติกาอีกที แล้วจะให้ทำอย่างไร จะให้กกต. เอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือครับ จะปล่อยให้  เหล่าคณะที่มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายไปเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เข้าไปออกแบบกฎหมาย สร้างกฎกติกาใหม่ให้บ้านเมือง ทั้งที่ตนเองก็แหกกฎกติกาเข้ามาหรือครับ    

              

ธนาธรและผองเพื่อนจงเพ่งพิศและตรึกตรองให้มาก ทำให้ถูกต้องป่านนี้ก็ได้ไปต่อบนถนนการเมือง

               

นี่ยังเหลืออีกกว่า 10 คดี แต่มีอยู่หนึ่งคดีในมือศาลรธน. ระดับท้าทายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กันเลยทีเดียว

              

ในเมื่อแนวคิดและพฤติกรรมของกลุ่มคนชั้นนำในการสร้างพรรคขึ้นมายังสุ่มเสี่ยงซะขนาดนั้น  จะให้เชื่อว่า ไม่รู้ไม่มีเจตนาได้อย่างไรเล่า