Columnist

แรงสะเทือนหลังพิพากษา"ธนาธร" กำลังมาเร็วและแรงกว่าที่คิด

21 พฤศจิกายน 2019 เวลา 17:47 น.

เปิดอ่าน 2993
อสนีบาต

ระดับหัวจ่ายสำคัญของพรรค มีหรือจะประกาศยอมรับผลการตัดสินของศาลรธน.ง่ายๆ

              

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วนะครับ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติ 7 ต่อ 2 ให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  พ้นสภาพความเป็นส.ส.  จากกรณีถือครองหุ้นสื่อขัดต่อคุณสมบัติความเป็นส.ส.ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

               

ความจริงกรณีนักการเมืองถือครองหุ้นสื่อแล้วตรวจพบว่าขัดคุณสมบัติการเป็นส.ส. โดยศาลรธน. วินิจฉัย ให้พ้นจากการเป็นผู้สมัคร ไม่ใช่ครั้งแรก

              

ก่อนหน้านี้ เคยมีผลวินิจฉัยแถมเป็นกรณีผู้สมัครส.ส.พรรคอนาคตใหม่เสียด้วย ซึ่งการอ่านคำวินิจฉัยครั้งนั้น ยอมรับโดยดุษณี

           

แต่สำหรับ “ธนาธร “ ภายหลังศาลรธน.อ่านคำวินิจฉัย เขาออกมาปฏิเสธโดยพลัน” ไม่ยอมรับคำตัดสิน“     

 

"ข้อสันนิษฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญ ยกขึ้นมาในการอ่านคำพิพากษากรณีคุณสมบัติการเป็นส.ส. ทั้งหมดตั้งบนอยู่บนข้อสันนิษฐาน ไม่มีข้อเท็จจริงมาหักล้าง ศาลให้น้ำหนักของข้อสันนิษฐานมากกว่าข้อเท็จจริง ยังมีข้อเท็จจริงที่ปรากฎเป็นหลักฐานเอกสาร แต่ศาลกลับไม่ให้น้ำหนักแต่กลับให้น้ำหนักของข้อสันนิษฐานของตัวเองมากกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร"  นายธนาธร กล่าวหลังคำตัดสินให้เขาตกเก้าอี้ส.ส. เมื่อวันที่ 20 พ.ย.62 

 

นอกจากไม่ยอมรับคำตัดสิน ยังพาดพิงตุลาการศาลรธน.  ไม่ใช่นักธุรกิจ จะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องการค้าการลงทุน 

 

"ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญทุกท่าน ไม่เคยมีใครเป็นนักธุรกิจหรือนักลงทุนมาก่อน จะใช้มาตรฐานของศาลมาตัดสินว่าโครงการไหนน่าลงทุน โครงการไหนไม่น่าลงทุน คงจะไม่ถูกต้อง... "  ธนาธร กล่าวไว้เมื่อวันที่ 20 พ.ย. เช่นกัน 

            

แน่หล่ะ ใครจะยอมรับง่ายๆสำหรับคนระดับหัวขบวนทางการเมือง  เป็นหัวจ่ายสำคัญของพรรค  

           

การป่าวประกาศยอมจำนนต่อคำวินิจฉัย ย่อมทำให้แฟนคลับเสียขวัญ เสียกำลังใจ ( แต่ในส่วนของส.ส.ของพรรค หวั่นไหวไปแล้ว ขนาดรังสิมันต์ โรม ส.ส.ยังบอกฟังคำวินิจฉัยศาลรธน. มือไม้สั่นไปหมด  )

           

นอกจาก ”ไม่ยอมรับคำตัดสิน”  ธนาธร ต้องพยายามกัดฟันแสดงให้เห็นความขึงขังจริงจังในการทำงานการเมืองต่อ  ด้วยการบอกว่า จะเดินหน้ารณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญบ้างหล่ะ  หรือหลังศาลรธน. วินิจฉัยให้พ้นสภาพ ส.ส.  โชว์ความฟิตบ้างหล่ะ ด้วยการหอบแผ่นพับเร่แจกกลุ่มวัยรุ่น ตามห้างสรรพสินค้า  ยุให้เห็นดีเห็นงามต่อนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร

 

ประหนึ่ง ต้องการเช็คความนิยมหลังศาลรธน.วินิจฉัย   พร้อมกับป่าวประกาศให้รู้ว่า ยังไงข้าก็ไม่ถอย จะขอปลุกกระแส "พ่อฟ้า" ต่อไป  แม้จะไม่ได้ทำงานในสภาแล้วก็ตาม     

             

แม้ฉากหน้า ต้องการแสดงให้เห็นถึงความไม่หวั่นไหวใดๆ  แต่ทว่าผลของคำวินิจฉัย เป็นเหมือนทำให้เกิดคลื่นใหญ่กำลังก่อตัวพร้อมเคลื่อนเข้ามากระทบถึงธนาธรอีกครั้ง    

 

             

ตรองพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรธน. มีประเด็นน่าสนใจ ซึ่งศาลรธน.หักล้างข้อต่อสู้ของ"ธนาธร"  แต่ละประเด็นโดยสรุปดังนี้   

 

-กกต.ยื่นคำร้องชอบด้วยกฎหมาย

 

- บริษัท วีลัคมีเดีย จำกัด ไม่ได้จดแจ้งยกเลิกการประกอบกิจการตามกฎหมายจดแจ้งการพิมพ์

 “ หากยังมีสถานะเป็นบริษัทที่จดแจ้งว่าทำสื่อ แม้ปัจจุบันไม่ทำสื่อ ก็มีโอกาสทำได้ก็ถือเป็นสื่อ”

 

- แม้จะมีการโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. 2562 แต่ไม่ได้มีการยื่นได้นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) จึงทำให้ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นอยู่

 

 - ธนาธรกลับมาจากบุรีรัมย์มาถึงกทม.จริง แต่ไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่ามีการโอนหุ้น

 

- ถึงจะได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 1141 แต่การโอนหุ้นมีหลักฐานที่เป็นพิรุธที่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้

       

ด้วยคำวินิจฉัย น่าจะเกิดแรงสั่นสะเทือนตามมาอีก  อาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้ความเห็นไว้ จะมีกรณีความต่อเนื่องในเรื่องนี้ นั่นคือ คดีอาญาที่ กกต. ต้องดำเนินการต่อ ตามมาตรา 151 ของ พรป.ส.ส. สำหรับผู้ที่รู้ตัวว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังสมัคร

            

คำวินิจฉัยนี้จะส่งผลให้มีการดำเนินคดีอาญาในมาตรา 151 นี้ โดยได้กำหนดโทษไว้ว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ เพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี โดย กกต.ต้องเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต่อไป

        

ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนสืบสวน ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

 

ล่าสุดมาแรงและเร็วกว่าที่คิด  เมื่อกกต.นัดหารือถึงการรวบรวมข้อมูลและแจ้งข้อกล่าวหา ตามพรป.เลือกตั้ง ส.ส.  มาตรา 151  ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในสัปดาห์หน้า 

       

อีกประเด็นมาจากท่อนคำวินิจฉัยของศาลรธน. ที่น่ากลัวที่สุด คือ " หากยังมีสถานะเป็นบริษัทที่จดแจ้งว่าทำสื่อ แม้ปัจจุบันไม่ทำสื่อ ก็มีโอกาสทำได้ ก็ถือเป็นสื่อ  ดังนั้น อีกกว่า 60 ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่มีบริษัทที่แม้ไม่ได้ทำสื่อ แต่ในหนังสือจดบริคณห์สนธิระบุว่า สามารถทำสื่อได้ จะถูกบรรทัดฐานนี้ในการวินิจฉัยแบบเดียวกันหรือไม่

 

จริงอยู่ “ธนาธร” ต้องพ้นสถานะความเป็นส.ส.นับตั้งแต่วันที่ศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่คือ วันที่ 23 พ.ค.62  เป็นต้นมา และยังสามารถลงสมัครเลือกตั้งได้ใหม่ เมื่อเคลียร์ปมปัญหาการถือครองหุ้นสื่อเป็นที่เรียบร้อย  แต่ต้องตั้งคำถามว่า แล้วจะมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งเมื่อไหร่

           

ระหว่างรออีกกี่ปีข้างหน้าจะมีการเลือกตั้งใหม่ เอาเป็นว่าตอนนี้ เตรียมพร้อมรอผลอาฟเตอร์ช็อค

         

“ พ้นสภาพส.ส.แล้วก็ตาม” แต่ยังมีคดีตามหลังเป็นพรวน สะเทือนถึงพลพรรคตนเอง และส.ส.พรรคต่างๆ อีกด้วย