Columnist

“อยู่เป็น” กับ “อยู่ไม่เป็น” ในสังคมไทย

14 พฤศจิกายน 2019 เวลา 09:17 น.

เปิดอ่าน 317
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

ในช่วงนี้ วลี “อยู่เป็น” กับ “อยู่ไม่เป็น” ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง  เรื่องนี้คงมาจากการที่แกนนำและสมาชิกของพรรคอนาคตใหม่ได้แสดงบทบาททางการเมืองหลายประการ ซึ่งมีลักษณะเผชิญหน้าและท้าทายกลุ่มอำนาจหลักในสังคมไทย จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า  “อยู่ไม่เป็น”  แต่แทนที่จะปรับตัวเพื่อ “อยู่เป็น”  พรรคอนาคตกลับยืนกรานว่าจะแสดงบทบาทแบบ “อยู่ไม่เป็น” ต่อไป

               

คำว่า “อยู่เป็น” ในสังคมไทยมีความหมายที่น่าสนใจชวนให้ตีความอย่างหลากหลาย   ในแง่หนึ่งคำว่า “เป็น” หมายถึง การมีชีวิตอยู่ ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า “ตาย”   ส่วนคำว่า “อยู่” ในบริบทที่ผสมกับคำว่า “เป็น” หมายถึง “วิธีการ” หรือ “กลยุทธ”  การอยู่เป็นจึงมีความหมายว่า  การใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้ที่ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่รอดปลอดภัยโดยไม่ตายเสียก่อน  และในบางบริบทยังหมายถึง การได้รับการยอมรับจากสังคม และมีการเติบโตรุ่งเรืองในหน้าที่ มีตำแหน่ง ความมั่งคั่ง และอำนาจ

               

วิธีการหรือกลยุทธ์ของการอยู่เป็นคือ การปรับตัวด้วยความยืดหยุ่นหรือลื่นไหลตามสถานการณ์ให้สอดคล้องกับบริบทที่ดำรงอยู่  การอยู่เป็นจึงมีลักษณะประดุจน้ำที่ปรับตัวตามภาชนะที่บรรจุ  การอยู่เป็นไม่มุ่งปรับเปลี่ยนบริบท หากแต่มุ่งปรับตัวให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม  ภาษิตของไทยที่สะท้อนถึงหลักคิดเกี่ยวกับการอยู่เป็น เช่น  เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตามตาม   อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า  เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด เห็นช้างขี้ แล้วขี้ตามช้าง  เป็นต้น  

 

 

อย่างไรก็ตาม การอยู่เป็นไม่ได้หมายถึงเพียงแต่การยอมจำนนตามสภาพแวดล้อมหรืออำนาจเสียทั้งหมด  หากแต่ในหลายกรณีผู้อยู่เป็นสามารถใช้กลยุทธ์อย่างประนีตแนบเนียน เพื่อต่อรองผลประโยชน์จากชุมชน สังคม หรืออำนาจได้พอสมควร    หรือในบางกรณี ผู้อยู่เป็นอาจคล้อยตามสถานการณ์ไปก่อนในระยะแรก เพื่อให้ผู้มีอำนาจหรือคนในสังคมไว้วางใจ และไม่ถูกมองว่าเป็นตัวอันตราย  จากนั้นค่อยสะสมอำนาจ บารมี ความนิยม และความมั่งคั่งมากพอ และในที่สุดผู้อยู่เป็นก็สามารถเปลี่ยนแปลงบริบทหรือสังคมได้ตามวิสัยทัศน์และอุดมการณ์ของตนเอง

                 

ในเชิงบวกผู้อยู่เป็นได้รับความชื่นชมจากผู้อื่นในเรื่องความสามารถในการปรับตัว เช่น นักการการเมืองคนหนึ่งในอดีตสังกัดพรรคหนึ่งที่มีอำนาจรัฐ  ครั้นเมื่อพรรคนั้นหมดสิ้นอำนาจรัฐ  ก็ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ที่มีอำนาจรัฐแทน  ผู้ที่นิยมนักการเมืองคนนี้ ก็จะกล่าวว่า นักการเมืองคนนี้ “อยู่เป็น” หรือสามารถปรับตัวและทำให้ตนเองอยู่รอดและมีอำนาจต่อไปได้  หรือ นักกฎหมายคนหนึ่ง ที่เรียกกันว่าเนติบริการเป็นคน “อยู่เป็น”   ไม่ว่ากลุ่มใดมีอำนาจรัฐ เขาก็เข้าร่วมรัฐบาลและเป็นรัฐมนตรีแทบทุกครั้ง  

 

แต่ในเชิงลบ “ผู้อยู่เป็น”  ถูกมองว่าเป็นคนไม่มีจุดยืน ไม่ยึดมั่นในหลักการ และไม่มีอุดมการณ์  ยอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ตนเองได้อยู่รอดปลอดภัย มีตำแหน่ง และอำนาจเป็นหลักเท่านั้น 

               

สำหรับวลี“การอยู่ไม่เป็น” หากดูความหมายของคำว่า “ไม่เป็น” ก็คือ “ตาย” นั่นเอง หรือเป็นการใช้วิธีการหรือกลยุทธ์ที่นำไปสู่ความตายหรือจุดจบของตนเอง    การอยู่ไม่เป็นในสังคมไทยมักใช้อธิบายถึงบุคคลที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือกระทำสิ่งใดแล้วเกิดผลลบกับตนเอง และท้ายที่สุดก็ถูกขจัดออกไปจากบริบทนั้น

 

 

“อยู่ไม่เป็น” มีความหมายในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก  คนที่อยู่ไม่เป็นมักถูกมองว่า ขาดความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ ไม่เข้าใจสังคม และใช้วิธีการหรือกลยุทธ์ที่สังคมหรือชุมชน หรือกลุ่มอำนาจหลักไม่ยอมรับ    เป็นคนที่ไม่รู้จักกาละเทศะ ดื้อรั้น หัวชนฝา เอาแต่ใจตนเองเป็นหลัก  ภาษิตไทยที่ใช้กับผู้อยู่ไม่เป็น เช่น จระเข้ขวางคลอง  แกว่งเท้าหาเสี้ยน มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ  ไม่ดูตาม้า ตาเรือ  เป็นต้น  

               

แต่ในขณะนี้ แกนนำพรรคอนาคตใหม่พยายามนิยามความหมายของการอยู่ไม่เป็นขึ้นมาใหม่  ดังน.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ระบุว่า “เราเชื่อว่าอยู่ไม่เป็นเท่านั้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ การอยู่เป็นอาจจะทำให้เราอยู่สบาย อยู่ไปกับปัญหาโดยที่ไม่แก้อะไร”

               

สิ่งที่ น.ส.พรรณิการ์ กล่าวนั้นเป็นการมองผลสืบเนื่องของการอยู่ไม่เป็นว่า “นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น”   ซึ่งความหมายนี้ตรงกันข้ามกับความหมายเดิมของสังคมไทย ที่เชื่อว่า “การอยู่ไม่เป็นจะนำไปสู่ความตายหรือจุดจบของผู้นั้น”  เช่น  หากมีคนพูดว่า “พรรคอนาคตใหม่อยู่ไม่เป็น”  ก็หมายความว่าคนนั้นคาดการณ์ว่าพรรคอนาคตใหม่อาจจะถึงจุดจบในอีกไม่นาน

               

แต่น.ส. พรรณิการ์ ยังไม่ได้อธิบายขยายความว่า วิธีการและกลยุทธ์ของการอยู่ไม่เป็นนั้นมีลักษณะอย่างไร  แต่เมื่อพิจารณาจากบทบาทการเมืองของพรรคอนาคตที่ผ่านมา อาจอนุมานได้ว่า เป็นการแสดงบทบาทและใช้กลยุทธ์บนพื้นฐานความเชื่อ หลักการ และอุดมการณ์ของพรรคเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญปัจจัยสถานการณ์ บริบท หรือโครงสร้างความเชื่อของสังคมไม่มากนัก

 

คงต้องดูกันต่อไปว่า ความหมายใหม่ของวลี “อยู่ไม่เป็น” จะสามารถแทนที่ความหมายเดิมได้หรือไม่และพรรคอนาคตใหม่จะสามารถหลุดพ้นจากชะตากรรมของ “การอยู่ไม่เป็น” ได้หรือไม่