Columnist

การเลือกตั้งท้องถิ่นกับความรับผิดชอบของ ครม.

31 ตุลาคม 2019 เวลา 07:14 น.

เปิดอ่าน 402
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

หากครม.เพิกเฉยไม่กำหนดให้เลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็วจะเป็นการบั่นทอนทำลายประชาธิปไตย

หลังการรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ การเมืองท้องถิ่นตกอยู่ในสภาพการถูกแช่แข็ง ผู้บริหารท้องถิ่นที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนการรัฐประหาร ได้รับการยืดอายุของการดำรงตำแหน่งออกไปอย่างไม่มีกำหนด ผู้บริหารท้องถิ่นส่วนใหญ่จึงครองอำนาจย่างยาวนาน แต่ก็มีบางแห่งที่ผู้บริหารเดิมถูกเปลี่ยนด้วยอำนาจมาตรา ๔๔ และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แต่งตั้งบุคคลใหม่เข้าทำหน้าที่แทน

 

หลังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ติดตามการเมืองก็คาดการณ์ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะตามมาในไม่ช้า  เพราะว่ามีการออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือผู้บริหารท้องถิ่นตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๒  ทว่าความจริงกลับมิเป็นเช่นนั้น

 

เหตุผลสำคัญคือในพ.ร.บ. ฉบับนี้กำหนดบทเฉพาะกาลเอาไว้ในมาตรา ๑๔๒ ให้อำนาจ คสช. เป็นองค์กรที่กำหนดว่าสมควรให้ท้องถิ่นใดมีการเลือกตั้งเมื่อไร และกรณีไม่มี คสช. ให้อำนาจนี้เป็นของคณะรัฐมนตรี    ดังนั้นในเวลานี้  ชะตากรรมของการเลือกตั้งท้องถิ่นจึงตกอยู่ในมือของคณะรัฐมนตรี

 

คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม  ผ่านไปสามเดือนเศษแล้ว ก็ยังไม่มีสัญญาณใดออกมาสู่สาธารณะว่า ครม. จะกำหนดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น  ไม่มีแม้แต่การแถลงต่อสาธารณะว่าทำไมหรือรัฐบาลมีเหตุผลกลใดจึงยังไม่กำหนดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเสียที  ทุกอย่างยังคงตกอยู่ในความเงียบสงัดและวังเวง

 

ยิ่งยืดระยะเวลาของการเลือกตั้งท้องถิ่นออกไปยาวนานมากเพียงใด ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะว่าการครองอำนาจที่ยาวนานของผู้บริหารท้องถิ่นจะทำให้เกิดการผูกขาดอำนาจ อันเป็นการบั่นทอนสิทธิทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของพลเมือง ทั้งยังขยายช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำทางอำนาจเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

 

การอยู่ในอำนาจนานเกินไปยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดมากขึ้นอีกด้วย มีการเล่นพรรคเล่นพวกมากขึ้น  และมีความเป็นไปได้ของการทุจริตคอรัปชั่นมากขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหาร รวมทั้งความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ลดลงเป็นเงาตามตัว และทั้งหมดนี้ก็คือกระบวนการกัดกร่อนบ่อนทำลายหลักธรรมาภิบาลนั่นเอง

 

ผู้บริหารท้องถิ่นที่อยู่ในอำนาจนานเกินไปยังสามารถใช้ทรัพยากรของรัฐในการสร้างคะแนนนิยม ขยายเครือข่ายระบบอุปถัมภ์และกลไกหัวคะแนนของตนเองให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งบรรดาสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งสิ้น  ด้วยเหตุนี้จึงเท่ากับเป็นการสร้างความได้เปรียบและเสียเปรียบในการแข่งขัน และกระทบต่อความเที่ยงธรรมและความยุติธรรมของการเลือกตั้งในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

นอกจากมีผลต่อระบอบประชาธิปไตยแล้ว การดำรงอยู่ในอำนาจนานเกินไปยังทำให้สมรรถภาพในการแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นลดลง เพราะเมื่อผู้ใดก็ตาม ยิ่งระยะเวลาที่ติดอยู่ในวงจรอำนาจนาน ก็ยิ่งทำให้จิตใจมีความแข็งกระด้าง ชาชินต่อปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนมากยิ่งขึ้น  ทั้งยังเกิดความอหังการ ละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน

 

ยิ่งกว่านั้นเมื่ออยู่ในอำนาจนาน ก็จะเสพติดอยู่กับอำนาจ ต้องการเพียงรักษาอำนาจต่อไป ส่งผลให้กรอบความคิดแข็งตัวและคับแคบ สติปัญญาก็มีแนวโน้มลดลง นั่นคือ อำนาจมีแนวโน้มทำให้คนโง่เขลานั้นเอง  เพราะมักจะทึกทักเอาเองว่า ความคิดของตนเองถูกต้องที่สุด และปิดกั้นความคิดอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไป  ผู้ที่ถูกอำนาจสะกดจิตจึงมักมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพราะแสงสว่างแห่งปัญญาของพวกเขาถูกอำนาจบดบังจนมืดมิดไปเสียแล้ว

 

 

เมื่อมีสติปัญญาถูกอำนาจบดบัง ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างนวัตกรรม แนวโยบาย และยุทธศาสตร์ที่ทรงพลัง เพื่อนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นจึงเหือดหายไป อันจะทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพชุมชน และคุณภาพของประชาชนในท้องถิ่นพลอยถดถอยและตกต่ำตามไปด้วย

 

ดังนั้นหากคณะรัฐมนตรียังเพิกเฉย ละเลย ไม่กำหนดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นมาโดยเร็ววันก็จะกลายเป็นว่า คณะรัฐมนตรีเป็นต้นเหตุของการบั่นทอนและทำลายประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น เป็นผู้สร้างความเสื่อมถอยแก่หลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์การภาครัฐ ปล่อยให้ปัญหาท้องถิ่นสะสมเพิ่มพูนมากขึ้น และบั่นทอนโอกาสการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอย่างมิอาจปฏิเสธได้

 

คณะรัฐมนตรีควรจึงตระหนักและรับผิดชอบต่อบ้านเมือง โดยจะต้องกำหนดการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็ว อย่ามัวแต่เล่นเกมการเมืองถ่วงเวลา ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศให้มากกว่านี้อีกเลย