Columnist

"พลเดช ปิ่นประทีป" ชวนทุกท่านติดตาม"องค์กรอิสระ" 

5 มีนาคม 2020 เวลา 7:30
"พลเดช ปิ่นประทีป" ชวนทุกท่านติดตาม"องค์กรอิสระ" 
เปิดอ่าน 385
สังคมเข้มแข็ง ปฏิรูปประเทศไทย
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป

"ผมมีความสนใจบทบาทและผลงานขององค์กรเหล่านี้ โดยเฉพาะในแง่มุมของการปฏิรูปการเมือง"

เมื่อวันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 คณะกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 5 หน่วยงาน ต่อที่ประชุมวุฒิสภา โดยครอบคลุมองค์กรคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)

ในฐานะกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ของวุฒิสภา ผมมีความสนใจบทบาทและผลงานขององค์กรเหล่านี้ โดยเฉพาะในแง่มุมของการปฏิรูปการเมืองและระบบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมกำลังติดตามด้วยความคาดหวัง

องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรเชิงนวัตกรรมที่เกิดขึ้นมาในยุครัฐธรรมนูญ 2540  จากการออกแบบใหม่เพื่อให้ทำหน้าที่กำกับดูแลกติกาทางด้านการเมืองการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นการรองรับกับระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนและแบบมีส่วนร่วม ที่ผสมกลมกลืนอย่างสมดุล

บัดนี้เวลาได้ผ่านไป 20 ปีแล้ว เป็นที่ประจักษ์ว่าเป้าหมายการปฏิรูปการเมืองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังไม่บรรลุผล  หากมีความวุ่นวายในบ้านเมืองกันมาตลอดเส้นทาง จนเป็นเหตุให้เกิดการรัฐประหารเข้ามาแทรกถึง 3 ครั้ง ต้องมีรัฐธรรมใหม่ขึ้นมาแทนในปี 2550 2557 และ 2560 

เมื่อมาถึงวันนี้ จึงควรตั้งคำถามในเชิงทบทวนครั้งใหญ่(Reflection)ว่า องค์กรอิสระทั้ง 5 เกิดขึ้นมาด้วยบริบทและจินตนาการแบบไหน รวมทั้งได้ทำบทบาทหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์อะไรบ้าง

 


กกต.

กกต.เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาด้วยความหวังว่าจะเป็นผู้กำกับดูแลพรรคการเมือง และจัดการแข่งขันเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม นอกจากนั้นในพรป.ยังระบุให้มีหน้าที่ “ส่งเสริม สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษาและองค์กรเอกชน ในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ...การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ...และให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการเลือกตั้ง..”

ผลงานปี 2561 กกต.ทำคดีรวม 4,019 คดี ประกอบด้วย คดีอาญาเป็นส่วนใหญ่ 3,307 คดี คดีแพ่ง 696 คดี คดีปกครอง 16 คดี  ส่วนคดีเลือกตั้งไม่มีเลย ทำให้สะดุดใจขึ้นมา เพราะว่าจำนวนคดีเลือกตั้งน่าจะเป็นตัวชี้วัดที่เฉพาะเจาะจงซึ่งสะท้อนบทบาทของ กกต.ได้มากที่สุด แต่กกต.กลับไม่มีหรือไม่ทำคดีเช่นนี้  เมื่อค้นไปดูผลงานปี 2560 ก็ไม่มีคดีเลือกตั้งอีกเช่นกัน สุดท้ายก็ไม่แปลกหรอกครับ เพราะช่วงนั้นไม่มีการเลือกตั้งระดับใดเลย เนื่องจากอยู่ในยุค คสช.

ข้อเท็จจริง คดีเลือกตั้ง มี 3 แบบ ได้แก่ 1)คดีที่เกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 2)คดีเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง 3)คดีเพิกถอนสิทธิ์รับสมัครหรือสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งทั้งตัวนักการเมือง ประชาชนและหน่วยงานของ กกต.ระดับต่างๆ ล้วนมีสิทธิในการร้องทุกข์ร้องเรียนในเรื่องเหล่านี้ได้ แต่สุดท้ายฝ่ายตุลาการจะเป็นผู้ชี้ขาด คือไปจบกันที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลแพ่ง ศาลฎีกา และศาลปกครองสูงสุด

ผมอยากเห็น กกต.มีเป้าหมายในการนำแนวทางของคดีเลือกตั้ง อันเป็นบทบาทเฉพาะขององค์กร มาใช้ในการพัฒนาและปฏิรูปการเมืองให้มากขึ้น


กสม.

กสม.มีงานหลักในด้านการรับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เมื่อรับเรื่องแล้วต้องทำการศึกษาหาข้อเท็จจริง ช่วยคลี่คลายปัญหาบางส่วนและจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐบาล รัฐสภาและสาธารณะ

จากปี 2544-2561 รวม 17 ปี กสม.รับเรื่องร้องเรียน 11,044 คดี หรือเฉลี่ยปีละ 650 คดี ในจำนวนนี้มีผลงานจัดทำรายงาน 9,487 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 85.9 ซึ่งนับว่าค่อนข้างดี. เฉพาะในปี 2561 มีเรื่องรับใหม่ 232 คดี แต่ทำงานงานไปได้มากถึง 395 คดี  สามารถยุติเรื่องได้ตามระเบียบ 296 คดี คิดเป็นร้อยละ 75

.ป.ช.

ป.ป.ช. มีภารกิจในด้านการจัดการคดีทุจริต ป้องกันการโกงบ้านกินเมืองและเสริมสร้างความสุจริตในวงราชการ

ปี 2561 มีคดีทุจริตสะสมมา 13,925 คดี  รับใหม่ในรอบปี 4,896 คดี รวมเป็น 18,821 คดี นับเป็นภาระงานที่หนักหนาสาหัสมาก ผลการดำเนินการสามารถทำได้เสร็จเพียงแค่ 3,458 คดี คงเหลือค้างไปปีหน้า 15,363 คดี เป็นการพอกเพิ่มมาอีก 1,438 คดี

เมืองเหลือบไปดูอีกองค์กรหนึ่ง คือ ป.ป.ท. ก็หนักแอ้เช่นกัน กล่าวคือในปี 2560 มีเรื่องร้องเรียนยกมา 27,164 คดี รับใหม่ 4,574 คดี รวมเป็นภาระงาน 31,738 คดี  ได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและพนักงานรวม 21,596 คดี  ส่งให้ป.ป.ช. 7,420 คดี  ไม่รับ 5,909 คดี และชี้มูลผิด 640 คดี

เรื่องภาระงานที่มากมายเช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครได้อีกแล้ว จึงเป็นหน้าที่ที่องค์กรอิสระทั้งแพ็คเกจ จะต้องช่วยกันหาหนทางที่จะเอาชนะปัญหาคดีที่เพิ่มเป็นดินพอกหางหมูเหล่านี้ให้ได้  เพราะการจัดการคดีทุจริตที่ล่าช้า ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายหมดสิ้นไปโดยปริยาย

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

งานของท่านคือการรับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียน เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับกฎหมาย และหน่วยงานรัฐ รวมทั้งมีหน้าที่หาทางคลี่คลายปัญหาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นธรรม

ปี 2561 มีเรื่องรับร้องเรียน 4,435 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 2,765 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 62  ส่วนที่เหลือเป็นยอดยกไป ในจำนวนที่ดำเนินการแล้วเสร็จนั้นสามารถดำเนินการแก้ไขช่วยเหลือได้มากถึง 2,668 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 96.5  ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก

สตง.

สตง. มีภารกิจในการตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินของหน่วยงานรัฐทุกประเภท

ปี 2560  สตง.ได้ทำการตรวจสอบหน่วยงานรัฐ 8,386 หน่วย รวม 7,220 บัญชี ส่วนใหญ่เป็นการตรวจสอบการเงิน 3,033 รายการ ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง 1,943 รายการ และตรวจสอบการดำเนินงาน 1,874 รายการ

เมื่อตรวจสอบแล้ว สตง.ได้ทำรายงานโดยตั้งประเด็นคำถามและข้อสังเกตุให้ชี้แจง จำนวน 9,297 รายงาน สามารถเรียกคืนค่าเสียหายมูลค่า 23,284 ล้านบาทและสามารถป้องปรามได้อีก 10,336 ล้านบาท รวมเป็นผลงาน 33,620 ล้านบาท

กล่าวโดยสรุปแล้ว องค์กรอิสระทั้ง 5 หน่วยงาน ล้วนมีภาระงานที่หนักมาก ต่างคนต่างแยกกันแสดงตามบทที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการเมืองให้ไปในทางที่ดีที่เจริญได้เลย ตรงกันข้ามนับวันจะยิ่งเลวร้ายลงทุกที

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายทางการเมืองในระบบเลือกตั้ง จนเสมือนไร้ทางออกอยู่ในขณะนี้ ผมยังมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเราเดินหน้าปฏิรูปการเมืองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไปด้วยความหนักแน่นมั่นคง  โดยสนับสนุนฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่บางส่วนคล้ายศาล(Quasi Court) ให้สามารถทำงานอย่างเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์

การชี้ถูกชี้ผิด ชี้ว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ จะช่วยสร้างบรรทัดฐานให้สังคมไทยได้เรียนรู้อย่างทันทีทันควันและต่อเนื่อง ถ้าให้ได้สัก 5 ปี  เชื่อว่าจะสามารถจัดระเบียบการเมืองใหม่ได้ ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงมิใช่เกิดด้วยความเกรงกลัวต่อกฎหมาย แต่จะเกิดพลังของสังคมที่ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปจากปัจจุบัน

เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของสังคมที่เกิดขึ้นจากการได้เรียนรู้แบบฝึกหัดคดีของจริง ด้วยบรรทัดฐานการตัดสินคดีแบบใหม่ที่เฉียบขาดและเที่ยงธรรม จะเป็นการเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมๆกันทั้งประเทศแบบไม่รู้ตัว ภายในห้องเรียนประชาธิปไตยที่มีขนาดใหญ่มาก.

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน