Columnist

COVID-19  ทดสอบสาธารณสุขไทย

25 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 7:00
COVID-19  ทดสอบสาธารณสุขไทย
เปิดอ่าน 3,794
สังคมเข้มแข็ง ปฏิรูปประเทศไทย
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป

การประกาศสถานการณ์การระบาด จาก 2 ขึ้นเป็น 3 ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าจะช่วยให้หน่วยงานทุกระดับและประชาชนมีความระมัดระวังตัวเอง

การประกาศยกระดับสถานการณ์การระบาด จาก 2 ขึ้นเป็น 3 ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้ามันจะช่วยให้หน่วยงานทุกระดับและประชาชนมีความระมัดระวังตัวเองยิ่งขึ้น  แต่สิ่งที่มาแน่คือผลกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก ทุกคนต้องเตรียมรับมือด้วยการจัดการตนเอง จะเอาแต่เรียกร้องหรือรอคอย ก็ไม่มีรัฐบาลหรือใครมาโอบอุ้มเราได้  และสิ่งที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยในรอบนี้ คือโอกาสการแสดงฝีมือให้โลกประจักษ์ สร้างความน่าเชื่อถือในระบบสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉิน โดยมีเครดิตประเทศเป็นเดิมพัน

โครงสร้างพื้นฐานสาธารณสุขไทย

ระบบการแพทย์และการสาธารณสุขไทย ได้รับการพัฒนาและวางรากฐานมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปฏิรูประบบเป็นช่วงๆ นับตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงสร้างโรงพยาบาลศิริราช มีการจัดตั้งกรมสาธารณสุขขึ้นในกระทรวงมหาดไทย จนกระทั่งแยกตัวออกมาเป็นกระทรวงต่างหากอย่างในปัจจุบัน

ด้วยนโยบายการสร้างโรงพยาบาลและขยายบริการประชาชนออกไปในทุกจังหวัด ทุกอำเภอ รวมทั้งมีสถานีอนามัยอยู่ในทุกตำบล ทำให้สามารถใดูแลประชาชนได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง เราจึงมีระบบบริการสุขภาพที่ครบถ้วน ทั้งในระดับเบื้องต้น ระดับพื้นฐาน ระดับเทคโนโลยีก้าวหน้า และระดับศูนย์บริการแห่งความเป็นเลิศซึ่งเชื่อมโยงกันและกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาค

นอกจากนั้น ประเทศไทยยังได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกงานสาธารณสุขมูลฐาน เป็นต้นแบบแห่งหนึ่งของโลก  เรามีระบบงานและเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขที่เข้มแข็ง  มีงานสร้างเสริมสุขภาพที่โดดเด่นและมีระบบหลักประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้า ซึ่งองค์การอนามัยโลกถือเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญสำหรับประเทศสมาชิก เพราะระบบสาธารณสุขไทยก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ทั้งๆที่ยังเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางเท่านั้น

ภาพลักษณ์การสาธารณสุขไทย

กลางปี 2018  องค์การอนามัยโลกประกาศผลการจัดอันดับคุณภาพ”ระบบสาธารณสุข” ของประเทศสมาชิก จำนวน 190 ประเทศ  ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 47 ของโลก เป็นที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และบรูไน ในขณะที่มาเลเซียเป็นที่ 49 และเกาหลีใต้อันดับที่ 58

ในปีเดียวกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รายงาน”ดัชนีประสิทธิภาพระบบสุขภาพ”(health care efficiency index) เพื่อจัดอันดับประเทศที่มีความคุ้มค่าด้านระบบดูแลสุขภาพ โดยคำนวณเปรียบเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายกับอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนในประเทศ  ล่าสุดในปี พ.ศ.2561  ไทยอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลก จาก 56 ประเทศ (เปรียบเทียบปี พ.ศ.2560 อยู่อันดับ 41 ) โดยค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพเฉลี่ยต่อประชากร 1 คน ของไทยลดลงอยู่ที่ 219 ดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับอายุเฉลี่ยของประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็น 75.1 ปี

ทางด้าน CEOWORLD นิตยสารด้านธุรกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดอันดับของ”ประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2019  จากทั้งหมด 89 ประเทศ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ อันได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ประสิทธิภาพของบุคลากรด้านสาธารณสุข ค่าใช้จ่ายในระบบ การเข้าถึงยาคุณภาพ และความพร้อมของรัฐบาลในการจัดการระบบ  ประกาศท็อปเท็นของโลก คือ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรีย เดนมาร์ก ไทย สเปน ฝรั่งเศส เบลเยี่ยมและออสเตรเลีย ตามลำดับ

 

 


งานระบาดวิทยาเข้มแข็ง

ระบบการป้องกันและควบคุมโรคของประเทศไทย เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีศักยภาพเข้มแข็ง ระบาดวิทยาเป็นงานหลังฉากที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น ต่อเมื่อมีโรคระบาดขนาดใหญ่เกิดขึ้นสังคมจึงรับรู้เรื่องราวและเห็นคุณค่า

แต่กระทรวงสาธารณสุขไทย มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้อย่างชัดเจนและวางรากฐานงานระบาดวิทยาเอาไว้อย่างแข็งแรงมาเป็นเวลาช้านาน มีกรมควบคุมโรคเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก จึงสามารถนำพาประเทศและสังคมไทยผ่านสถานการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ๆ ที่เป็นวิกฤติกันทั่วโลกมาได้อย่างตลอดรอดฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น HIV/AIDS  SARS  H5N1  MERS ฯลฯ

โครงการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญระบาดวิทยาภาคสนาม (FETP หรือ Field Epidemiology Training Program )เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2523 โดยยังคงดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โครงการนี้ได้ผลิตแพทย์ สัตวแพทย์ และนักการสาธารณสุข ให้เป็นนักระบาดวิทยาไปแล้วจำนวนมาก

ในปี 2541 FETP ได้ขยายเป็นโครงการนานาชาติ เพิ่มการฝึกอบรมให้แก่แพทย์และสัตวแพทย์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา  จนกระทั่งในปี 2544 องค์การอนามัยโลกประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEARO) ได้แต่งตั้งให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมระดับนานาชาติ( WHO Collaborating Center for Research and Training in Field Epidemiology)

"นักระบาดวิทยา" เป็นกำลังคนที่สำคัญในการทำงานป้องกันและควบคุมโรค แต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจจากแพทย์เท่างานด้านรักษา ทุกวันนี้จึงมีนักระบาดระดับเชี่ยวชาญทั่วประเทศไม่ถึง 200 คน ครึ่งเดียวของจำนวนมาตรฐาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลักษณะงานที่ปฏิบัติมีความเสี่ยงสูง ต้องเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่โรคระบาดเพื่อตรวจหาเชื้อโรคและแหล่งต้นตอการระบาด

SAT room และ EOC-Net

ระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อการเฝ้าระวังโรคระบาดและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข(กรมควบคุมโรค)ได้ลงทุนลงแรงสร้างนวัตกรรม และพัฒนาไม่หยุดนิ่ง

SAT room เป็นห้องปฏิบัติการของ”ทีมเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพ” (Situation Awareness Team) ซึ่งทีมนักระบาดวิทยาระดับผู้เชี่ยวชาญของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายมานั่งทำงานร่วมกัน แบบ 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์จากข้อมูล “เครือข่ายศูนย์เฝ้าระวังโรคระบาดและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉินทั่วโลก” ( Emergency Operation Centers Network หรือ EOC-Net) แบบ Real Time ภัยสุขภาพในภาวะ

ทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว

จากการระบาดของกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome, SARS) เมื่อปีพ.ศ. 2545-2546 และการระบาดของโรคไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ มือเท้าปาก คอตีบ และโรคติดต่อต่างๆ ในระยะต่อมา ทำให้เป็นที่ตระหนักว่าโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรง โรคที่ไม่รู้จัก หรือโรคที่เคยสงบไปแล้ว ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกเสมอ

กรมควบคุมโรคจึงปรับกลยุทธ์ใหม่ ใช้อำเภอเป็นฐานปฏิบัติการ สร้างอำเภอควบคุมโรคเข้มแข็งแบบยั่งยืนโดยมีทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (Surveillance and Rapid Response Team : SRRT) เป็นกลไกสำคัญ ดำเนินการจัดตั้งและพัฒนาทีมอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ปี 2554  เป็นเครือข่ายครอบคลุมอยู่ในทุกตำบล

บทบาทหลักของทีมและเครือข่ายSRRT เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎอนามัยระหว่างประเทศ คือ 1) การตรวจจับเหตุการณ์การป่วยหรือตายที่ผิดปกติ 2) การรายงานข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ ได้แก่ ลักษณะอาการทางคลินิก จำนวนผู้ป่วย/ตาย พื้นที่เสี่ยง 3) การควบคุมโรคขั้นต้นทันที แบบที่เรียกว่า “รู้เร็ว แจ้งเร็ว ควบคุมเร็ว”


ระบบกักกันโรค และห้องแล็บ

เมื่อการตรวจคัดกรองโรคในกลุ่มคนที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง หากพบอาการที่บ่งบอกว่าเข้าเกณฑ์น่าสงสัยว่าจะติดเชื้อ เช่น COVID-19  และจำเป็นต้องใช้มาตรการ “แยกกัก”(Isolation) หรือ “การกักกัน” (Quarantine) รวมทั้งห้องควบคุมโรคแบบแรงดันเป็นลบ โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลจังหวัดสามารถรองรับได้

นอกจากนั้นยังมี ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับอ้างอิง(Reference Medical Laboratory) เป็นเครือข่ายห้องปฏิบัติการโรคติดเชื้ออุบัติใหม่(EID Lab Network) ที่จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2556 ด้วยทุนขององค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ(USAID) ผ่านองค์การอนามัยโลก โดยมีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการจัดตั้งเครือข่าย ร่วมกันกับหน่วยงานในกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมโรค โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลเอกชน ห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลที่มีห้องปฏิบัติการ (Designated Receiving Area -DRA)

ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 85 แห่ง เป็นภาครัฐ 78 แห่งและภาคเอกชน 7 แห่ง สามารถให้บริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ครอบคลุมทั่วประเทศ มีศักยภาพตรวจจับเชื้อก่อโรคที่มีแนวโน้มระบาดข้ามประเทศได้ตามที่กำหนดในกฎอนามัยระหว่างประเทศ  วินิจฉัยและส่งต่อตัวอย่างได้อย่างรวดเร็วทุกพื้นที่  พร้อมตอบโต้กับภาวะฉุกเฉิน

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ 

วัคซีนเป็นเทคโนโลยี่ที่จำเป็นต่อการป้องกันและควบคุมโรคระบาด แต่ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีการลงทุนในเรื่องนี้น้อยไปหน่อย สถาบันวัคซีนแห่งชาติเป็นหน่วยงานใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นได้ไม่กี่ปี  ในภาพรวมพึงตระหนักว่าเรายังพึ่งตนเองได้น้อยในเรื่องนี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนมีการพัฒนาไปอย่างมาก โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนแต่เดิมใช้เซลเป็นฐาน (egg  based) กำลังเปลี่ยนมาเป็นการใช้พืชเป็นฐาน(plant based) ซึ่งทำให้มีต้นทุนต่ำ ราคาถูกลง และคุณภาพดี มีอาการแพ้ในอัตราที่ต่ำมาก

การลงทุนพัฒนาระบบวัคซีน จึงเป็นประเด็นย่อยอีกเรื่องหนึ่งสำหรับการปฏิรูปงานป้องกันและควบคุมโรค ตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข

คงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทั้งผลักดัน ทั้งออกแรงดึง ติดตามกันต่อไปนะครับ.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน