Columnist

รายงานการเงิน สปสช.

12 ธันวาคม 2019 เวลา 07:03 น.

เปิดอ่าน 279
สังคมเข้มแข็ง ปฏิรูปประเทศไทย
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป

ส่วนใหญ่จึงถือโอกาสในการให้ข้อคิดเห็นในเชิงห่วงใยและเสนอแนะต่องานของ สปสช.

 

ตามเจตนารมณ์ของ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545  มาตรา 43 ได้กำหนดให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ( สปสช.) ต้องเสนอรายงานผลการตรวจสอบงบดุลโดยสตง.ให้ ครม. สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มีมติรับทราบ

 

ในการประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562  สปสช.ได้เสนอรายงานงบดุลสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2559  ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ได้รับรองมาแล้วและครม.มีมติรับทราบแล้ว มาให้ส.ว.พิจารณา โดยครั้งนี้ เลขาธิการ สปสช. คือ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา มาเสนอรายงานและรับฟังข้อเสนอแนะด้วยตนเอง

 

สาระสำคัญของรายงาน

 

ณ สิ้นปีงบประมาณ 2559 สปสช.มีสินทรัพย์สุทธิ 3,398.4 ล้านบาท มีรายได้จากงบประมาณ 126,644.7 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข 128,888.9 ล้านบาท

 

สตง.ในฐานะผู้สอบบัญชี  ตรวจพบว่ามีประเด็นที่เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจบางประการ ได้แก่

 

  1. มีการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงให้กับผู้ไม่มีสิทธิรับเงินกองทุน จำนวน 146.8 ล้านบาท จึงได้แสดงความเห็น “อย่างมีเงื่อนไข”เอาไว้
  2. มีข้อมูลและเหตุการณ์ที่เน้นในเรื่อง เจ้าหนี้ระยะสั้น
  3. ค่าใช้จ่ายที่เกินงบประมาณ 2,374 ล้านบาทที่เป็นผลมาจากผลงานบริการมากเกินเป้าหมายและผู้ป่วยมีความต้องการยาที่สูงขึ้นอย่างมาก

 

ข้อคิดเห็นจากที่ประชุมวุฒิสภา

 

สมาชิกวุฒิสภา ส่วนหนึ่งได้แดงความเห็นเสนอแนะในรายละเอียด ตามประเด็นรายงานทางการเงินที่ สตง.จัดทำไว้ รวมทั้งประเด็นการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงให้กับ “ผู้ไม่มีสิทธิรับเงินกองทุน” ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด แก้ไขปัญหาด้วยวิธีไหน และควรจะจัดการอย่างไรในอนาคต

 

ในอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากรายงานฉบับนี้เป็นเหตุการณ์ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งสถานการณ์ปัญหาได้ผ่านพ้นมาตั้ง 2 ปีแล้ว จึงไม่ค่อยมีใครติดใจกันมากนัก ส่วนใหญ่จึงถือโอกาสในการให้ข้อคิดเห็นในเชิงห่วงใยและเสนอแนะต่องานของ สปสช.ในภาพรวมและเจาะลึกลงไปตามมุมมองความสนใจของแต่ละบุคคล

 

ในภาพรวม ส.ว.ชุดนี้มีความรู้สึกในทางบวกต่อการทำหน้าที่ของ สปสช.  ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตุมักเป็นในสถานการณ์ปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาล  คุณภาพบริการ  ประชาชนรอคิวนาน  ความเหลื่อมล้ำระหว่างสามกองทุน ค่ายาโรงพยาบาลเอกชนแพงเกินเหตุ  ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย(รัฐบาล) และ ฝ่ายผู้ให้บริการ(กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาล) จึงเป็นเรื่องที่เกินวิสัยของ สปสช.ที่จะไปกำหนดและรับผิดชอบทั้งสิ้น

 

มุมมองเพิ่มเติม จากส.ว.พลเดช

 

1.ภาพรวมงบดุลประจำปี 2559

 

สปสช.รับงบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัวมาจากสำนักงบประมาณ ในปี 2559 จำนวน 3,028 บาท/หัว สำหรับผู้มีสิทธิ 48.787 ล้านคน  ภายใต้โครงสร้างรายรับ 7 รายการ

 

ส่วนรายจ่ายมีโครงสร้างประกอบด้วย 9 รายการ สูงสุดคือรายจ่ายสำหรับผู้ป่วยนอก (36.4%)และรายจ่ายสำหรับผู้ป่วยใน( 35.0%)

ส่วนงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค มีงบประมาณ 398.6 บาท/หัวประชากร  คิดเป็น 13.16% ซึ่งส่วนนี้ยังต่ำเกินไป  ซึ่งในรายงานแผนการปฏิรูปประเทศของ สปช.และสปท.ได้เคยเสนอแนะว่าควรให้ความสำคัญกับส่วนนี้ให้มากขึ้นตามหลักการ “สร้างนำซ่อม”  โดยเพิ่มสัดส่วนเป็น 15-20%

 

2.งบประมาณรายจ่าย

 

แม้ว่างบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศยังคงสูงขึ้นทุกปี แต่สถานการณ์ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เกินกว่าระดับการเติบโตของGDP  

 

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข มีข้อเสนอแนวทางให้แสวงหางบประมาณเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น  อาทิ 1)การของงบเพิ่มจากระบบงบประมาณปกติ  2)การเพิ่มฐานที่มาของรายได้ โดยให้มีระบบ co-payment หรือ cost  sharing  รวมทั้งการบูรณาการระหว่างสามกองทุน  3)ปรับวิธีการจ่ายเงินแก่หน่วยบริการ จากเดิมจ่ายตามปริมาณงานที่ให้บริการ  ต่อไปให้เปลี่ยนวิธีมาจ่ายตามคุณภาพผลการรักษา (value based payment)  4)กระจายงบประมาณวิธีใหม่ จากเดิมจ่ายตรงลงไปถึงหน่วยบริการย่อย ให้เปลี่ยนเป็นวิธีจ่ายลงไปที่กลไกพวงบริการในระดับเขต เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่าพื้นที่และสามารถเกลี่ยกันได้ภายในพวงบริการ.

 

3.กองทุนสุขภาพตำบล

 

กองทุนสุขภาพตำบล เป็นกลไกและระบบสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นผู้ดำเนินการกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

 

แต่ที่ผ่านมาพบว่า ยังมีเงินเหลือค้างท่ออยู่ในระบบมากถึง 5,100 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน  ปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการทักท้วงของ สตง.ที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่กล้าใช้จ่ายเงินส่วนนี้ ก็ควรสร้างความชัดเจนและแก้ไขให้เกิดความเชื่อมั่นโดยเร็ว และเดินหน้างานส่งเสริมสุขภาพของภาคประชาชนต่อไป

 

ส่วนงานกองทุนฟื้นฟูผู้พิการระดับจังหวัด ที่กำลังอยู่ในระยะการศึกษานำร่อง ยังมีความไม่มั่นคงนัก ก็ควรได้รับการเอาใจใส่ดูแลเช่นกัน