Columnist

ความก้าวหน้าการปฏิรูปประเทศ

31 ตุลาคม 2019 เวลา 06:55 น.

เปิดอ่าน 193
สังคมเข้มแข็ง ปฏิรูปประเทศไทย
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป

หลุมพรางของการปฏิรูป ที่สังคมไทยมักจะพลาดพลั้งตกลงไปคือได้ทำแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

 

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นตัวแทนรัฐบาล มานำเสนอรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและพรป.การปฏิรูป  ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องมีหน้าที่รายงานความคืบหน้าการดำเนินการปฏิรูปตามแผนทุกรอบ3 เดือน ต่อวุฒิสภา  เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นับเป็นครั้งแรก  เป็นรอบ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 2562  

 

ความคืบหน้าตามที่เสนอรายงาน

 

สศช.รายงานว่า จากการดำเนินงานตามแผนงานโครงการ และงานปฏิรูปเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงต่างๆ ได้เกิดประโยชน์ขึ้นแล้ว 5 ระดับ คือ 1)ประชาชนมีหลักประกัน สวัสดิการพื้นฐานและมีจิตอาสา  2)มีสถาบันการเงินชุมชน  3)ภาคธุรกิจได้รับการยกเลิก ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นอุปสรรค  4)ภาครัฐมีระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศที่ดีขึ้น  5)ประเทศมีความสงบเรียบร้อย

 

สำหรับโครงการปฏิรูปเร็ว หรือ Quick Win ได้บังเกิดผล 1)ด้านยุติธรรม มีโครงการทนายความทุกโรงพัก  2)ด้านกฎหมาย มีการทบทวนกฎหมายล้าสมัยและผลักดันกฎหมายลดความเหลื่อมล้ำ  3)ด้านเศรษฐกิจ มีการจัดตั้งสำนักงานบูรณาการแก้ปัญหาความยากจน และยกสถานะวิสาหกิจชุมชนเป็นนิติบุคคล  4)ด้านสาธารณสุข มีโครงการความรอบรู้สุขภาพและคลินิกหมอครอบครัว  5)ด้านสังคม มีโครงการปลูกต้นไม้เป็นทรัพย์สิน ส่งเสริมการออม และสร้างชุมชนเข้มแข็ง  6)ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีโครงการจัดการน้ำเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม  7)ด้านพลังงาน มีโครงการเสรี solar roof top

 

ในมุมมองหมอพลเดช มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะบางประการ ดังนี้

 

1.ต่อลักษณะงานปฏิรูป

 

ความคืบหน้าตามที่ สศช.มารายงานต่อวุฒิสภาเป็นผลงานที่น่าชื่นชม แต่ส่วนใหญ่ยังคงมีลักษณะเป็นเพียง”นวัตกรรมงานพัฒนาและการบริหารจัดการ” เท่านั้น ซึ่งสามารถเป็นที่เข้าใจและยอมรับได้สำหรับยุครัฐบาลประยุทธ(1) เนื่องจากรัฐบาลในยุคนั้นมีภารกิจแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าของประเทศอยู่มากมาย

 

ดังนั้นเมื่อมาถึงรัฐบาลประยุทธ์(2)  ต่อไปนี้ก็ควรต้องถึงเวลาขับเคลื่อนการปฏิรูปใหญ่ตามแผนปฏิรูปประเทศทั้ง 11(+1) ด้าน ดังที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา กันอย่างจริงจังเสียที

 

2.ความเข้าใจต่อการปฏิรูป

 

ความหมายของการปฏิรูป คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและระบบ อันส่งผลสะเทือนขนานใหญ่ ซึ่งต้องการการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเก่า อย่างน้อยใน 3 ระดับ จากล่างสู่บน จากลึกสู่กว้าง

 

ได้แก่ 1)การปฏิรูปวิธีคิดและจิตสำนึกของสังคมและชุมชนที่เกี่ยวข้องต่อเรื่องนั้น  2)การปฏิรูประบบความสัมพันธ์ทางสังคมในเรื่องนั้นกันใหม่ อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับประชาชน  ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ  ผู้ค้ากับผู้บริโภค หมอกับคนไข้ ครูกับนักเรียน  3)การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ กฎกติกาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

 

3.ระวังหลุมพราง

 

หลุมพรางของการปฏิรูป ที่สังคมไทยมักจะพลาดพลั้งตกลงไป จนทำให้การปฏิรูป “ได้ทำ” แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  หลุมพรางเหล่านี้ ได้แก่ 1)วิธีการแบบ top-down strategy  2)การมุ่งเป้าหมายการออกกฎหมายเพื่อใช้บังคับแต่อย่างเดียว ไม่ทำอย่างอื่นไปด้วย  ซึ่งมักนำไปสู่สภาวะ“เสร็จแล้ว” และก็”จบกัน”แต่เพียงเท่านั้น  3)การปล่อยให้เป็นการปฏิรูปเป็นของราชการโดยราชการ เพื่อราชการ ขาดการมีส่วนร่วมของอีก 2 ภาคีใหญ่ คือภาคสังคมและภาคธุรกิจ  จึงไม่มีพลังที่มากพอที่จะไปให้ถึงและขาดสมดุล

 

4.หัวใจความสำเร็จ

 

ในยุคแห่งการปฏิรูปภาคปฏิบัติเช่นนี้  หัวใจความสำเร็จ คือ

“กระบวนการมีส่วนร่วม”

“การปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการและกระจายอำนาจ”

“การปฏิรูปเชิงพื้นที่ให้เกิดผลสำเร็จเชิงรูปธรรม”

 

ยุทธศาตร์การปฏิรูปเชิงพื้นที่  มี 3 ระดับที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ 1)เรื่องชุมชนเข้มแข็ง ควรใช้ตำบลพื้นที่เป้าหมาย  2)เรื่องบูรณาการแบบประชารัฐ ควรใช้อำเภอเป็นเป้าหมาย  3)ปฏิรูปเศรษฐกิจท้องถิ่น ควรใช้จังหวัดเป็นเป้าหมาย

 

5.การปฏิรูปเชิงพื้นที่

 

การปฏิรูปเชิงพื้นที่ ได้มีการริเริ่มมาบ้างแล้วตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ (1) โดยครม.ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.)เป็นผู้ดำเนินโครงการสร้างการรับรู้และมีสวนร่วมของประชาชนต่อยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป” เมื่อปี 2561

 

ในคราวนั้น สช.ได้ดำเนินการโดยอาศัยเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดทั่วประเทศเป็นผู้ขับเคลื่อนเวที สร้างการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปเชิงพื้นที่ รวม 102 เวที ใน 77 จังหวัด มีประเด็นปฏิรูปเชิงพื้นที่ ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น Local Reform Agenda เกิดขึ้นแล้วจากเวทีทั่วประเทศ รวม 531 เรื่อง

 

นอกจากนั้น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติยังมีฐานทุนสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 คือมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติจำนวน 81 เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพจังหวัด 126 เรื่อง และประเด็นร่วมของกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน อีกจำนวน  58 เรื่อง

 

ซึ่งรัฐบาลควรจัดงบประมาณสนับสนุนให้เครือข่ายเหล่านี้ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปดังกล่าวต่อไปอย่างต่อเนื่อง และมุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในทุกจังหวัด

 

6.บทบาทของ ส.ว.

 

บทบาทของ ส.ว.ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีหน้าที่เพิ่มเติมในการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูป  ส.ว.ควรใช้ยุทธศาสตร์แรงดึง (pull strategy)เพื่อประคับประคอบและเกื้อหนุนการปฏิรูปของฝ่ายบริหารและหน่วยงานกระทรวงต่างๆ  

เพราะส.ว.ไม่ใช่หน่วยปฏิบัติ ไม่มีหน้าที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง(drive)เหมือนฝ่ายบริหาร และไม่ใช่ภาคประชาชนหรือประชาสังคมที่จะใช้วิธีกดดันเรียกร้อง(push strategy)

 

หลักการสำคัญในการดึง ผู้ดึงต้องวางตนเองอยู่ในตำแหน่งข้างหน้าต่อสิ่งที่จะดึง ซึ่งในที่นี้ต้องออกแรงดึงทั้งสองมือ  ด้านหนึ่งดึงรัฐบาล อีกด้านหนึ่งต้องดึงประชาชน โดยต้องให้ทั้งสองส่วนประสานและเกื้อหนุนกันไป.