Columnist

จังหวัดไร้เอกภาพการบังคับบัญชา แก้ปัญหาอะไรไม่ได้

8 เมษายน 2020 เวลา 7:00
จังหวัดไร้เอกภาพการบังคับบัญชา แก้ปัญหาอะไรไม่ได้
เปิดอ่าน 5,025
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

มาตรการ คำสั่งที่รัฐบาลและจังหวัดออกไว้จัดการโควิด-19 ในการปฏิบัติจริงกลับมีปัญหาสารพัด และถือว่าไม่ได้ผลแต่อย่างใด

โรคระบาดจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ร้ายแรงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติรอบร้อยปีครั้งนี้  ปัญหาที่สำคัญก็คือ  ไม่มีใครยืนยันหรือแม้กระทั่ง “คาดหมาย” ได้ว่า จะสิ้นสุดลงเมื่อไร?  และจะส่งผลให้ผู้คนทุกชาติภาษาเจ็บป่วยล้มตายลงมากน้อยเท่าใด?       

เรื่องคนเสียชีวิตจำนวนแสนนั้น  คงได้เห็นกันในเวลาเพียงไม่กี่วันข้างหน้าอย่างแน่นอน!

ซึ่งถ้าแต่ละประเทศยังไม่สามารถหยุดยั้งด้วยมาตรการที่ถูกต้องได้  ไม่มีผู้ใดคิดค้นยารักษาหรือวัคซีนป้องกันในเร็ววัน   อาจได้เห็นผู้คนนับล้านหรือหลายล้านต้องตายกันไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันขึ้นตามธรรมชาติสำหรับคนที่เหลือ!                   

ความหายนะต่อชีวิต สุขภาพกายและจิต  รวมทั้งเศรษฐกิจ การผลิตและการค้าทั่วโลกจะพินาศลงอย่างย่อยยับเหลือคณา  ความเจริญก้าวหน้าของโลกจะหยุดหรืออาจถอยหลังไปนับสิบปี!

เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกชาติต้องวางแผนรับมือด้วยความรู้และสติปัญญา รวมทั้ง

ใช้ “เงิน” จำนวนมหาศาลในการรักษาชีวิตประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

“ระบบบริหารราชการ” รวมทั้ง “การจัดสรรและใช้งบประมาณ” ของชาติต้องถูก “ปฏิรูปใหม่”  เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุด  และสามารถรับมือกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วรวมถึงภัยร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเช่นกรณีนี้ได้

หน่วยงานหรือตำแหน่งราชการใดที่ไม่มีความจำเป็น ต้อง “ถูกยุบ”


อย่างเช่น กองบัญชาการตำรวจภาคซึ่งมีนายพลตำรวจนั่งกันอยู่มากมายใช้งบประมาณแห่งละ ๗๐๐ - ๘๐๐ ล้านบาทต่อปีนั้น  จะเห็นกันว่า  ในสถานการณ์ที่ชาติมีปัญหาร้ายแรงเช่นนี้  ไม่ได้มีประโยชน์หรือบทบาทอะไรในการแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริงเลย?

เนื่องจากในการบริหารราชการตามระบบสากล  แม้กระทั่งในยามปกติ  ตำรวจต้องทำงานเป็นมือไม้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแทนการฟังคำสั่งจากส่วนกลางผ่านผู้บัญชาการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และไม่มีความจำเป็นเช่นทุกวันนี้!     

กรณีผู้มีสัญชาติไทยหลายร้อยคนทยอยกันหนีตายจากภัยโควิดในต่างประเทศ  ได้รับการตรวจสอบจากสถานฑูตให้เดินทางกลับบ้านได้  โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ท้ายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับที่ ๑ ข้อ ๑๑     

ที่สำคัญคือต้องมีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ติดเชื้อโควิทที่ออกให้ในเวลาไม่เกิน ๗๒ ชั่วโมง  

รวมทั้ง “อาจต้องถูกกักตัว” ในสถานที่ซึ่งทางราชการกำหนดไว้ในเวลา ๑๔ วัน

ซึ่งการดำเนินการกับคนไทยที่หนีตายมาจาก “อู่ฮั่น” และ  “ผีน้อย” แรงงานไทยในเกาหลีใต้ที่ถูกไล่ออกจากประเทศจำนวนหลายร้อยคนเมื่อต้นเดือนมีนา   ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร                     

แต่พอถึงกลุ่มผู้เดินทางซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษาเดินทางกลับมาจากประเทศเสี่ยงเช่น สหรัฐอเมริกาจำนวน ๑๕๒ คน กลับถูกปล่อยตัวจากสนามบินสุวรรณภูมิให้กลับบ้านได้ 

รายงานข่าวบอกว่า  มีนายพลทหารบกยศพลตรีคนหนึ่ง  เป็นผู้อนุญาตให้เดินทางออกไป  โดยมีทหารอากาศยศนาวาอากาศเอกเป็นผู้ประกาศข่าว  เพื่อแก้ปัญหาความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น และไม่สามารถควบคุมได้  

แต่ขอให้ทุกคนรับปากว่าจะ  “กลับไปกักตัว” ที่บ้านพักอาศัยแทน!

ปัญหาก็คือ  การที่รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ไวรัสโควิดเป็นโรคติดต่อร้ายแรงตามกฎหมาย    ซึ่งทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ “ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด” 

มีอำนาจตามในการออกคำสั่งและมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันโรค มาตรา ๓๔ (๑)   คือกักตัวผู้มีเหตุอันควรสงสัยไว้เพื่อการสังเกตอาการจนกว่าจะถึงระยะปลอดภัย  รวมทั้งดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็นหลายเรื่อง เช่นการปิดร้านอาหารและสถานบริการและพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ๒๖ ประเภท


ซ้ำนายกรัฐมนตรียังได้ใช้อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และกำหนดข้อห้ามรวมทั้งข้อแนะนำในการปฏิบัติทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในกรณีต่างๆ ไว้อีกมากมาย  เช่น   การตั้ง “ด่านสกัดและคัดกรองบุคคล” ในการเข้าพื้นที่ทุกจังหวัดตลอด ๒๔ ชั่วโมง

แต่ในการปฏิบัติจริงกลับมีปัญหาสารพัด  และถือว่าไม่ได้ผลแต่อย่างใด

ในข้อ ๗ (๑) ให้  “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและจังหวัดเป็นผู้กำกับการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกมิติ” 

ซึ่งไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจนว่าหมายถึงอย่างไร?

เช่น เหตุการณ์ความวุ่นวายในสนามบินสุวรรณภูมิที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้โดยสารกลุ่มนี้ไม่ต้องการถูกกักตัว ๑๔ วัน   

ทหารยศพลตรีคนนั้นรวมทั้งนาวาอากาศเอกอีกคนหนึ่งใช้อำนาจอะไรในการที่ไปบอกพวกเขาว่า  อนุญาตให้ทุกคนกลับบ้านได้  โดย “ผู้ใหญ่” ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร ได้อนุญาตแล้ว?                       

คำพูดดังกล่าว  เท่ากับทั้ง ๑๕๒ คน ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือประกาศของรัฐในเรื่องการกักตัวที่ใครจะต้องประณามหยามเหยียดพวกเขาแต่อย่างใด

แต่นายกรัฐมนตรีกลับต้องแก้ไขด้วยการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งให้ทุกคนมารายงานตัวเข้าสู่กระบวนการกักโรคภายในเวลา ๑๘.๐๐ น. ของวันที่ ๔ เม.ย.                         

ซึ่งปัญหาในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้น  ถ้าข้อกำหนดท้ายประกาศเขียนไว้ให้ชัดเจนว่า  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งข้าราชการทุกหน่วยในจังหวัดให้ปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้ได้

เพื่อให้มี “อำนาจและเอกภาพในการบังคับบัญชาข้าราชการในจังหวัด”

ไม่ใช่ให้เป็น  “ผู้กำกับการบริหารสถานการณ์ในทุกมิติในเขตท้องที่รับผิดชอบ”  

ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า นอกจาก “ความรับผิดชอบ” แล้ว  ทำให้มีอำนาจสั่งหน่วยงานและเจ้าพนักงานของรัฐทุกหน่วยโดยเฉพาะตำรวจให้ปฏิบัติการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว

และผู้ไม่ปฏิบัติ จะถือว่ามีความผิดทางวินัยเช่นเดียวกับอำนาจตามกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือไม่?



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน