Columnist

เพราะตำรวจผู้ใหญ่ “รับส่วย” ล้มคดีได้โจรผู้ร้ายจึงชุกชุม

17 มกราคม 2020 เวลา 07:01 น.

เปิดอ่าน 9561
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

กรณีกลุ่มคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์สาดกระสุนพร้อมประกาศลั่น"ทองหล่อ กูเคลียร์ได้ ยิงแม่งมันเลย"

 

สังคมไทยในเวลานี้  ล้วนเต็มไปด้วย “ภัยอันตรายจากอาชญากรรม”  และ “ความอยุติธรรม” สารพัด  โดยที่รัฐไม่สามารถป้องกันให้สังคมเกิดความสงบสุข  ทำให้ผู้คนดำรงชีวิตประจำวันกันด้วยความมั่นใจได้     

        

ประชาชนถูกคนร้ายหลอกลวงฉ้อโกง  ทั้งออนไลน์และออฟไลน์  ทำให้สูญเสียทรัพย์ไปในหลายรูปแบบ ถูกฉกชิงวิ่งราว  ถูกบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านพักอาศัย  หรือหญิงสาวโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น  ถูกลวนลามแม้กระทั่ง “ข่มขืน” ไม่ว่าจะเป็นคนเที่ยวกลางคืนหรือไม่  แทบจะเป็นเรื่องธรรมดา!

         

ผู้เสียหายแต่ละคน   โดยเฉพาะผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ  ส่วนใหญ่ก็ได้แต่ “ก้มหน้า” เก็บ “ความขมขื่นและเจ็บช้ำน้ำใจ” ไว้ตามลำพัง

 

เนื่องจากคิดว่า  ไม่สามารถพึ่งหวังระบบงานรักษากฎหมายไปแจ้งความ “ร้องทุกข์” ให้ตำรวจสอบสวนดำเนินคดีที่จะมีผลทำให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษทางอาญาได้ซ้ำจะได้รับความอับอายที่ต้องเดินตากหน้าขึ้นไปแจ้งความที่สถานีตำรวจอีกด้วยเพราะเหตุการณ์มักจะตามมาด้วยการที่พนักงานสอบสวนจัดให้มี “การเจรจาต่อรองกับคนร้าย” เรื่อง ”ค่าเสียหาย”  ด้วยถามว่า  ต้องการเงินจำนวนเท่าใด?ทำให้ได้รับความเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น!   

           

หลายคนโดยเฉพาะผู้มีฐานะยากจนหรือ “ไม่มีเส้นสาย” ถูกทำร้าย  บางคนถูกฆ่าตาย  โดยที่ตำรวจ “ไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจัง” หรือแม้กระทั่ง “ไม่ได้ดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย” เพื่อนำไปสู่การจับตัวคนร้ายมารับโทษแต่อย่างใด

           

เช่น กรณีนายจิรวัฒน์  บรรเจิดวัฒนกุล  ถูกคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มาเป็นกลุ่มแล้วสาดกระสุนเข้าไปในบ้านพักย่านคลองเตยเมื่อปี ๒๕๕๖  ไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ  พื้นที่รับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจนครบาล ๖ ให้การว่าได้ยินคนร้ายคนหนึ่งซึ่งรู้ว่าคือ  “นายเกียรติศักดิ์” ประกาศก้องว่า “ทองหล่อ กูเคลียร์ได้  ยิงแม่งมันเลย” ได้ยินเสียง จำได้  มีพยานและหลักฐานกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องมากมาย!

            

เวลาผ่านมาถึง ๖ ปี  จนกระทั่งป่านนี้  ตำรวจก็ยังไม่ได้จับคนร้ายมาดำเนินคดีแต่อย่างใด?  เมื่อไปสอบถามตามเรื่อง  พนักงานสอบสวนแต่ละคนก็โยนกันไปมา บางคนบอกว่า  สำนวนหาย! 

 

ซ้ำยังน่าตกใจที่ทราบว่า  ตำรวจคนที่รับผิดชอบการสอบสวนเรียกสำนวนจากพนักงานสอบสวนเวรไปทำเองคือ  รองผู้กำกับในสถานีนั้นคนหนึ่งซึ่งพึ่งร่วมกับแก๊งค์ตำรวจอีก ๓ คน ก่ออาชญากรรมจับนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสไปเรียกค่าไถ่ ๘,๐๐๐ ดอลล่าร์ หรือ ๒๕๐,๐๐๐  บาท

 

เมื่อสามอาทิตย์ที่ผ่านมา  นายจิรวัฒน์ฯ บอก  ได้มีตำรวจในสถานีคนหนึ่ง “เป็นหน้าเสื่อ” ติดต่อมาขอเคลียร์พร้อมคำถามว่า  “ต้องการเงินเท่าใด?” จึงไม่น่าแปลกใจที่คนร้ายตะโกนบอกพรรคพวกก่อนยิงว่า  “ทองหล่อ กูเคลียร์ได้”   ทำให้นึกถึงคดี  “บอส กระทิงแดง”  ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจแห่งนี้ บก.น.๖ และ บช.น. ขึ้นมาทันที! 

 

เรื่องนี้  นายจิรวัฒน์ฯ ได้ไปร้องเรียนที่ตำรวจแห่งชาติเมื่อสองวันที่แล้ว ให้ตรวจสอบการสอบสวนของ สน.ทองหล่อว่า  ปล่อยให้คดีล่วงเลยไปถึง ๖ ปีโดยยังไม่ได้มีการจับคนร้ายซึ่งรู้อยู่ว่าคือใครได้อย่างไร ?

           

 

 

ผู้บังคับบัญชาตำรวจตั้งแต่ผู้กำกับสถานี  ผู้บังคับการ  ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไปจนกระทั่ง “จเรตำรวจ” ซึ่งมีหน้าที่ “ตรวจราชการสถานีตำรวจ” กันเป็นประจำอยู่ทุกปีได้มีการตรวจสำนวนการสอบสวนคดีต่างๆ ของแต่ละสถานี  รวมทั้ง “คดีพยายามฆ่า” นี้หรือไม่?

           

หรือในความเป็นจริง  พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการออกเลขคดีอาญาไว้  ทำให้ไม่มีสำนวนอะไรให้ใครตรวจสอบแต่อย่างใด?             

             

ช่วงนี้  สังคมกำลังตกใจเรื่องที่คนร้ายใจอำมหิตปล้นร้านทองที่จังหวัดลพบุรี  ซึ่งมีประชาชนถูกฆ่าไปถึงสามคนและบาดเจ็บอีกห้าคน

 

ปัญหาอาชญากรรมที่ร้ายแรงและชุกชุมเช่นนี้  สวนทางกับสถิติคดีอาญาของตำรวจที่รายงานต่อรัฐบาลและประชาชนว่าลดลงตลอดมาอย่างสิ้นเชิง! เนื่องจากปัจจุบันคดีที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่อาจกล่าวได้ว่ากว่าร้อยละ ๙๐  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทที่ไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด  พนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันแบบ  “ไม่มีเลขคดีอาญา”  

           

ทั้งนี้  เพื่อลดสถิติอาชญากรรมและ “หลอก” ประชาชนผู้แจ้งความร้องทุกข์หรือกล่าวโทษไว้ให้ตายใจ รวมทั้งจะได้ไม่ต้องสรุปสำนวนส่งอัยการเพื่อตรวจสอบและสั่งคดีให้สอบสวนเพิ่มเติมเกิดความวุ่นวายหรือผู้บังคับบัญชต้องหนักใจอะไร!   

           

 

สถิติที่การกระทำผิดอาญาสวนทางกับความเป็นจริงดังกล่าว  ทำให้พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคิดว่า  ประชาชนไม่ได้ประสบปัญหาอาชญากรรมในระดับที่รุนแรงแต่อย่างใด?

 

จึงไม่ได้สนใจต่อการ “แก้ปัญหาตำรวจ”  เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน  รวมทั้ง  “เร่งดำเนินการปฏิรูป” เชิงระบบและโครงสร้างไปพร้อมกันไม่ดำเนินการตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติซึ่งท่านแต่งตั้งขึ้นหลังยึดอำนาจและรายงานเสนอไปเมื่อปลายปี ๒๕๕๘  รวมทั้งตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

 

ไม่เคยได้ยินการสั่งกำชับและตรวจสอบมิให้ “ตำรวจผู้ใหญ่กระทำผิดกฎหมายเสียเอง” เป็นอันดับแรก! เริ่มตั้งแต่  “การยุติพฤติกรรมรับส่วยสินบน” จากผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะแหล่งอบายมุขทุกประเภทโดยเฉพาะ “บ่อนการพนัน” และ “สถานบันเทิงเถื่อนหรือเปิดเกินเวลา” ที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาต้องรวบรวมหามาให้ในรูปของการ “ส่งส่วย” เป็นประจำทุกเดือน!

         

ถ้าเพียงแค่นายกรัฐมนตรีพูดและสั่งกำชับไม่ว่าจะด้วยเป็นหนังสือ การให้สัมภาษณ์ หรือการประชุม ก.ตร. กต.ช. ประจำเดือน “อย่าให้มีปัญหานี้” แหล่งอบายมุขผิดกฎหมายสารพัดในทุกพื้นที่จะปิดลงทันทีในวันรุ่งขึ้น และปัญหาอาชญากรรมของประเทศจะลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐            

         

สำหรับเหตุร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น  การสืบสอบจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ตำรวจผู้รับผิดชอบทุกคนต้องกระทำตามหน้าที่ไป แต่ที่สำคัญ  ต้องเข้าใจด้วยว่า  แท้จริงคือ “ความบกพร่อง” ของหัวหน้าตำรวจผู้รับผิดชอบ

        

ตั้งแต่สถานีไปจนกระทั่งกองบังคับการ กองบัญชาการ  ไปจนกระทั่งตำรวจแห่งชาติ   ที่ไม่สามารถป้องกันอาชญากรรมตามหน้าที่ของตนได้ ไม่ใช่คิดกันเพียงแต่ว่า  เมื่อเกิดเหตุแล้วสืบสอบจับตัวผู้กระทำผิดได้  คือผลงานที่น่าภาคภูมิใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง  หลายคดี  โดยเฉพาะกรณีการปล้นจี้และชิงทรัพย์

        

คนร้ายได้เกิดและฟักตัวเติบโตขึ้นจากแหล่งอบายมุขผิดกฎหมายซึ่ง “ตำรวจผู้ใหญ่” รู้เห็นเป็นใจให้มีขึ้น และ “รับส่วย” อยู่ทุกเดือนนั้นเอง!