Columnist

นายพลชนแล้วหนี ยศไม่มีผลต่อการดำเนินคดีจริงหรือ?

15 พฤศจิกายน 2019 เวลา 08:49 น.

เปิดอ่าน 964
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

ใครจะมียศนายพลหรือไม่ ไม่ได้มีผลต่อการดำเนินคดีอะไร ทุกอย่างต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

     

กรณีเมื่อเย็นวันที่ ๑๓ พ.ย. ๖๒  ได้เกิดเหตุทหารนอกราชการรยศพลตรี อายุ ๗๖ ปี ขับรถปิคอัพฟอร์จูนเนอร์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของหญิงสาวคนหนึ่งที่ขับขี่มาตามถนนย่านเอกมัยในทิศทางเดียวกันแล้วหลบหนี

     

โดยมีประชาชนผู้เห็นเหตุการณ์และการลงจากรถไปเคาะกระจกของหญิงสาวผู้เสียหายหลายคนขับรถจักรยานยนต์ตามไปติดๆ    

     

ระหว่างทาง พยายามตะโกนเรียกให้หยุดรถเท่าไร ก็ไม่ยอม!

     

ทำให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์เพิ่มจำนวนกลายเป็นขบวนมากขึ้นเรื่อยๆ หลายสิบคัน   

     

ซ้ำเมื่อมีบางคนนำรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดขวางระหว่างหยุดรถ ก็กลับถูกขับรถพุ่งชนจนเสียหายไปถึงสามคัน           

     

สุดท้ายพลเมืองดีและตำรวจ สน.คลองตัน ช่วยกันจับตัวนายพลทหารคนดังกล่าวที่ถือว่า  เป็น  “การกระทำผิดซึ่งหน้า”  ตำรวจมีอำนาจจับตัวได้โดยไม่ต้องมีหมายที่สถานีรถไฟฟ้าพระโขนง เมื่อเวลา ๑๖.๐๐ น.

     

เหตุการณ์ระหว่างติดตามรวมทั้งการขับรถชนรถจักรยานยนต์ของพลเมืองดี  ได้มีการถ่ายวีดีโอออกเผยแพร่ผ่านสื่อหลากหลายให้ผู้คนเห็นทั่วกันในเวลาต่อมา

     

หลังเป็นข่าว  ประชาชนได้ยินรองโฆษกตำรวจพูดว่า

     

เรื่องใครจะมียศนายพลหรือไม่ไม่ได้มีผลต่อการดำเนินคดีอะไร  ทุกอย่างต้องว่ากันไปตามกฎหมายเหมือนประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน

     

ตามรายงานบอกว่า  พนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ได้แจ้งข้อหาว่า

 

  • ขับรถประมาท เป็นเหตุให้โดนรถอื่นเสียหาย (รถจักรยานยนต์ของหญิงสาว)  ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายจราจร มาตรา ๔๓ (๓) มีโทษปรับตั้งแต่ ๔๐๐ – ๑,๐๐๐  บาท ตามมาตรา ๕๗ และ
  • ทำให้เสียทรัพย์ เป็นความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๘  มีโทษจำคุกถึงสามปี

     

ข้อหาขับรถประมาทชนรถอื่นเสียหาย ถือเป็นความผิดต่อรัฐ ความผิดจราจรข้อหาขับรถประมาท พนักงานสอบสวนสามารถเปรียบเทียบปรับได้ตั้งแต่ ๔๐๐ บาทขึ้นไป ไม่เกิน ๑,๐๐๐ คดีเป็นอันเลิกกันตามกฎหมาย

 

     

ส่วนข้อหาขับรถชนโดยเจตนา เป็นความผิดกฎหมายอาญาข้อหาทำให้เสียทรัพย์

     

แต่ความเสียหายไม่ว่าจะมีจำนวนมากเท่าไร  ก็ถือเป็นความผิดอันยอมความได้  ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เสียหาย  แต่ส่วนใหญ่ เมื่อได้รับการชดใช้ไม่ว่าจะโดยใครแล้ว  ก็มักจะถอนคำร้องทุกข์ คดีเป็นอันเลิกกันไปเช่นกัน

     

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญถือว่าเป็นกรณี “ชนแล้วหลบหนี” มีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจร มาตรา ๗๘ ซึ่งบัญญัติว่า

     

“ผู้ใดขับหรือขี่รถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร พร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย”

     

ในกรณีที่ผู้ขับขี่หลบหนีไปหรือไม่แสดงตัวต่อตำรวจ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด.....”

     

ผู้ไม่ปฏิบัติดังกล่าวมีโทษตามมาตรา ๑๖๐  มีโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน แต่หากเป็นกรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตายแล้วหลบหนี  จะมีโทษจำคุกเพิ่มจากความผิดหลักหรือแม้กระทั่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ผิด อีกหกเดือนตามวรรคสอง ที่สำคัญก็คือ ถือเป็น “ความผิดอาญาแผ่นดิน” ไม่ใช่ความผิดที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบปรับ หรือผู้เสียหายสามารถถอนคำร้องทุกข์ยอมความกันได้ แม้นายพลคนนั้นจะปฏิเสธว่า ไม่ได้หลบหนี แต่เป็นเพราะไม่รู้ว่ารถเฉี่ยวชน รวมทั้งที่ไม่หยุดรถ ระหว่างถูกตามไล่ตามเรียก เนื่องจากกลัวถูกทำร้าย!

     

พนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่ต้องแจ้งข้อหา รวบรวมพยานหลักฐานส่งให้พนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อพิจารณาพิพากษา                  

     

และจนถึงขณะนี้  ก็ยังไม่ได้ยินใครชี้แจงว่า ได้มีการแจ้งข้อหา  “ชนแล้วหลบหนี” กับนายพลคนนี้แล้วหรือไม่?