Columnist

การย้าย ไม่ใช่วิธีขจัดตำรวจเลว!

2 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 9:27
การย้าย ไม่ใช่วิธีขจัดตำรวจเลว!
เปิดอ่าน 6,382
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

ตำรวจผู้ใหญ่ผู้มี “พฤติกรรมที่สังคมรังเกียจ” ไม่เคยมีใครถูกขจัดออกจากวงการตำรวจแม้แต่คนเดียว

เมื่อวันที่ ๒๙ ม.ค. ที่ผ่านมา  พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีได้ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.

                        

หลังจากนั้น  ท่านได้ให้สัมภาษณ์ว่า

                        

“เป็นการประชุมเรื่องการบริหารกิจการภายในของตำรวจ  ทั้งเรื่องการลงโทษและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งผู้ที่กระทำความผิด  ซึ่งมีการพิจารณาลงโทษไล่ออกปลดออกกันเยอะแยะไปหมด  คนไม่ดีก็ต้องขจัดออกไป  ต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน”

                       

ได้เน้นย้ำเรื่องการปฏิรูปตำรวจไปด้วย  จะได้ชี้แจงทำความเข้าใจกันว่าเราทำอะไรไปบ้าง และเกิดประโยชน์อย่างไร  หลายอย่างต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา  และก็ต้องรับฟังความคิดเห็นทั้งสองทางทั้งจากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจและเอากฎหมายมาดูด้วย มีทั้งองค์กร บุคลากร และเครื่องมือเครื่องไม้ 

ที่สำคัญต้องดูว่า  ที่ทำมาได้อะไรมาแล้วบ้างที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเจ้าหน้าที่จะทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้  เราต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน  อยากฝากว่าวันนี้  ประเทศชาติต้องการความรัก  ความสามัคคี”

ประชาชนฟังแล้ว “แสนเหนื่อยใจ” กับคำพูดของท่านเกี่ยวกับการแก้ปัญหาตำรวจและการปฏิรูปที่ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งความหวังไว้มานานกว่าห้าปี 

คือนับแต่วันที่ยึดอำนาจ ๒๒ พ.ค. ๕๗ มาจนถึงปัจจุบัน 

ขอเรียนว่า  ในการตรวจสอบควบคุมการทำงานของตำรวจรวมทั้งการปฏิรูปเพื่อขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบของตำรวจผู้ใหญ่มิให้มีพฤติกรรม “รับส่วยสินบน”  ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีแหล่งอบายมุขทั้งตู้ม้า บ่อนการพนัน และสถานบันเทิงเถื่อนหรือเปิดเกินเวลา ๐๑.๐๐ น.

ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของอุบัติเหตุจราจรและปัญหาอาชญากรรม “ทำลายเด็กและเยาวชน” จนบ้านเมืองไร้ความปลอดภัยอย่างร้ายแรงอยู่ขณะนี้!

 


 

รวมทั้งกรณีตำรวจผู้น้อยใช้อำนาจโดยมิชอบ “ตามคำสั่งของตำรวจผู้ใหญ่ที่ไม่รู้กฎหมาย”  ในการนำสิ่งของต่างๆ มาขวางถนน  ตั้งด่านขอตรวจค้นประชาชนผู้สัญจรไปมา  หรือยัดข้อหาจับกุมส่งพนักงานสอบสวน                         

หรือแม้กระทั่ง “การไม่ยอมรับคำร้องทุกข์จากประชาชนดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมายส่งให้อัยการสั่งคดี”

เป็นการกระทำเพื่อ  “ลดสถิติอาชญากรรม”  ที่สร้างความเดือดร้อนและ

 “ความอยุติธรรม” ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างแสนสาหัสในปัจจุบันนั้น 

การประชุม ก.ตร.แต่ละครั้ง  ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่สำคัญและร้ายแรงเหล่านี้ให้กับประชาชนอย่างแท้จริงเลย!

เพราะประเด็นที่ถูกกำหนดไว้ในวาระการประชุม  “โดยตำรวจผู้ใหญ่ผู้รับผิดชอบ”นอกจากส่วนมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่  “ตำรวจผู้มีส่วนได้เสียและสื่อบางกลุ่ม” จะให้ความสนใจกันอย่างจรดจ่อปีละครั้งหรือสองครั้งแล้ว

ในแต่ละเดือน ก็ล้วนมีแต่เรื่อง “ขี้หมูราขี้หมาแห้ง”

เช่น  เสนอให้เห็นชอบการลงโทษทางวินัย  วินิจฉัยคำอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ของตำรวจเรื่องที่ถูกผู้บังบัญชากลั่นแกล้งแต่งตั้งโยกย้าย หรือลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมซึ่งมีอยู่มากมาย

เป็นเรื่องการบริหารงานภายในองค์กรตำรวจที่ประชาชนไม่ได้สนใจหรือมีใครอยากรู้เลยว่า   ตำรวจคนใดร้องทุกข์หรืออุทธรณ์เรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายหรือลงโทษทางวินัยในกรณีใดบ้าง  และผลการพิจารณาของ ก.ตร.ที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานอยู่  เห็นอย่างไร?

ซ้ำผลการวินิจฉัยส่วนใหญ่  ก็เป็นไปตามที่ตำรวจผู้รับผิดชอบเสนอแทบทั้งสิ้น!

ที่สำคัญก็คือ  ทำให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น “ผู้นำฝ่ายบริหารสูงสุดของประเทศ”  ต้องเสียเวลาไปกับการนั่งรับฟังและรับรู้การพิจารณาเรื่องเหล่านี้หลายชั่วโมงในแต่ละครั้งโดยไม่จำเป็น

เป็น “วิธีหนึ่ง” ที่ทำให้ท่านมึนงง  ไม่มีสมองและเวลาในการพิจารณาเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญและร้ายแรงต่างๆ อีกมากมาย!

นอกจากนั้น  การที่ท่านบอกว่า  “คนไม่ดีก็ต้องขจัดออกไป”

ก็ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า  ท่านหมายถึงอะไร?   เป็นการขจัดตำรวจประเภทใด?  ด้วยวิธีใด?

เพราะถ้าท่านหมายถึงตำรวจที่กระทำความผิดทางวินัย  และผู้บังคับบัญชาได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนลงโทษไล่ออกปลดออกไปในกรณีต่างๆ ที่ท่านมีส่วนพิจารณา  ซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งในหนึ่งปีอาจมีรวมกันหลายร้อยคน

 


ขอเรียนว่า  ในบรรดาตำรวจที่ถูกไล่ออกจากราชการเหล่านี้  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการขาดราชการเกินกว่า ๑๕ วัน  หรือมีการกระทำผิดอาญาถูกดำเนินคดีจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกแล้วแทบทั้งสิ้น

เป็นกรณีที่ตำรวจผู้บังคับบัญชาไม่ว่าระดับใดไม่สามารถ “ยื้อ” หรือ “ซื้อเวลา” ในการพิจารณาลงโทษวินัยร้ายแรงไล่ออกปลดออกได้อีกต่อไป

ส่วนการกระทำอาญาและวินัยร้ายแรงที่สำคัญของตำรวจผู้ใหญ่ในการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ 

มีพฤติกรรม “รับส่วยสินบน” จากผู้กระทำผิดกฎหมายหรือผู้ใต้บังคับบัญชา

ซึ่งแต่ละหน่วยหรือสถานี “มีหน้าที่” เก็บรวมมาจากแหล่งอบายมุขทั้งบ่อนการพนัน  ตู้ม้า สถานบันเทิงเถื่อนหรือเปิดเกินเวลา ๐๑.๐๐ น. และการกระทำผิดกฎหมายอาญาและจราจรอีกสารพัด

ท่านจะไม่ได้เห็นการลงโทษทางวินัยไล่ออกปลดออกหรือแม้แต่ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือนตำรวจที่มีพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบเหล่านี้เลยแม้แต่คนเดียว!

แม้กระทั่งหัวหน้าสถานีและรองผู้รับผิดชอบหลายสิบแห่งรวมหลายร้อยคนที่ถูก ผบ.ตร. ผู้บัญชาการหรือผู้บังคับการสั่ง  “เด้ง” ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร.ระดับต่างๆ   หลังทหารหรือฝ่ายปกครองได้ไปจับบ่อนการพนัน หรือสถานบันเทิงผิดกฎหมายในพื้นที่

ก็ไม่มีใครปรากฏในรายชื่อว่าเป็นผู้ถูกสั่งลงโทษไล่ออกปลดออก หรือแม้กระทั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อหาผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงด้วยการ “กักยาม” หรือ “กักขัง” เช่นที่กระทำกับตำรวจที่ถูกเรียกว่าเป็น “ชั้นประทวน” เช่นกัน

สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเข้าใจกันว่า  “การสั่งเด้ง” ตำรวจ 

คือให้พ้นจากตำแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราวหรืออาจตลอดไปให้ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก. หรือศูนย์ปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็น บก. บช. ตร.

เป็นการลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดเนื่องจากมีพฤติกรรมทุจริตรับส่วยสินบนจากแหล่งอบายมุขผิดกฎหมายทำให้ประชาชนและสังคมได้รับความเสียหาย   ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบของตนจนฝ่ายปกครองหรือทหารต้องไปทำหน้าที่แทน

แต่แท้จริงแล้ว ตำรวจผู้ใหญ่ผู้มี “พฤติกรรมที่สังคมรังเกียจ” เช่นนี้ 

ไม่เคยมีใครถูกขจัดออกจากวงการตำรวจแม้แต่คนเดียว?

ทุกคนล้วนรับราชการกันอย่างสุขสบาย 

หลายคนมีฐานะ  “ร่ำรวยเป็นเศรษฐี” และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกว่าตำรวจที่สุจริตอยู่ในครรลองคลองธรรมชนิดเทียบกันไม่เห็นฝุ่น

ซ้ำสื่อยังเรียกว่าเป็น “ตำรวจยอดนักสืบ” “มือปราบ” หรือ “มือสอบสวน”  อีกด้วย!

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน